“กมธ. สาธารณสุข” จี้ขยายผล "พ่อทิพย์" หวั่นเอี่ยวขบวนการค้ามนุษย์-ข้ามชาติ พร้อมเสนอเข้มระเบียบตรวจดีเอ็นเอ พ่อ-แม่ ต้องสงสัย
ที่รัฐสภา นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ และ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังที่ประชุมกมธ.ฯพิจารณาปัญหาสวมสัญชาติผ่านการรับรองบุตร ว่า ที่ประชุมได้เชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลคดีดังกล่าวมาชี้แจง ทั้งนี้ได้สอบถามกระทรวงสาธารณสุขแล้ว พบว่ามีทั้งหมด 8 โรงพยาบาลเอกชนที่เกี่ยวข้อง แต่อาจยังมีโรงพยาบาลของรัฐที่เกี่ยวข้องด้วย เพียงแต่กระบวนการยังสาวไปไม่ถึง ทั้งนี้ กมธ.ไม่อยากให้ดำเนินการไปถึงแค่ผู้ที่กระทำผิดเท่านั้น แต่อยากให้สาวถึงขบวนการ และขยายผลต่อว่าเบื้องหลังเป็นขบวนการข้ามชาติ หรือเป็นองค์กรที่เป็นระดับใหญ่กว่านั้นหรือไม่
นายสกลธี กล่าวต่อว่า จากการประชุมได้รับทราบตัวเลขกรณีดังกล่าวว เฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มีการพิสูจน์แล้วพบว่าเป็นพ่อทิพย์ทั้งหมด 32 ราย โดยดูจากฐานทะเบียนราษฎร์ที่มีความน่าสงสัย อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอีก 45 ราย และอยู่ในกลุ่มต้องสงสัย 556 ราย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้สั่งให้ตรวจสอบย้อนหลัง 15 ปี รวมถึงพื้นที่ต่างจังหวัดด้วย โดยกมธ.ได้ขอข้อมูลและหนังสือประกอบ เมื่อได้ข้อมูลแล้วจะประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ให้ตรวจสอบพาสปอร์ตของกลุ่มเด็กกลุ่มดังกล่าวว่ากระทำการและเจตนาที่เป็นเรื่องการค้ามนุษย์ หรือแค่อยากได้สัญชาติไทย เพื่อใช้สิทธิ์เหมือนคนไทย
นายสกลธี กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ได้มีการสอบถามถึงรูรั่วว่าเกิดจากตรงไหน ซึ่งได้รับคำตอบว่ารั่วมาจากโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตในการจดทะเบียน รับรองบุตร โดยได้ให้กระทรวงสาธารณสุขส่งรายชื่อโรงพยาบาลมาให้ กมธ.แต่กระทรวงสาธารณสุขยังไม่กล้าเปิดเผยชื่อ ดังนั้นหากกมธ.ได้รายชื่อจะเรียกสอบเพื่อขยายผลต่อไป ขณะที่การรับจดทะเบียนที่สำนักงานเขต ทราบว่าไม่ได้บังคับให้ตรวจดีเอ็นเอ เพราะกฎหมายไม่บังคับ เพียงแต่มีระเบียบของกระทรวงมหาดไทย ที่ให้กทม.และต่างจังหวัด ที่ให้เป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ในกรณีต้องสงสัย สามารถที่จะร้องขอให้พ่อแม่ตรวจดีเอ็นเอได้
"ในกรณีนี้ก็มีหลายสาเหตุ เพราะไม่ได้มีเพียงกรณีพ่อแม่จีนทิพย์เท่านั้น ยังมีแรงงานต่างด้าวอีกที่เข้ามาทำงานในไทยและคลอดบุตร ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจ ดีเอ็นเอ ถูกที่สุด 3,500 บาท ถ้าครบวงจรประมาณ 10,000 บาท ซึ่งจะเป็นภาระคนที่ตรวจต้องจ่ายเอง โดยกมธ.ฯจะนำเรื่องนี้ไปคุยถึงกฎหมายของสาธารณสุขต่อไป" นายสกลธี กล่าว
เมื่อถามว่า ขณะนี้ทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพอยู่ระหว่างแก้ไขร่างพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ พ.ศ...(พ.ร.บ.อุ้มบุญ) ซึ่งอยู่ระหว่างรับฟังความเห็นนั้น มองว่าควรเข้มข้น เพื่อป้องกันการรับจ้างอุ้มบุญ และปัญหาการสวมสิทธิเป็นคนไทยอย่างไร นายสกลธี กล่าวว่า ภาคประชาชนที่เข้ามาร่วมหารือกับกมธ.ฯจะมีข้อเสนอสำหรับการแก้ไขร่างพ.ร.บ.อุ้มบุญ เพื่อป้องกันการรับจ้าง การค้ามนุษย์ ไปจนถึงการสวมสิทธิ์ เป็นคนไทยด้วย ซึ่งทางอนุกฎหมาย กมธ.สาธารณสุข จะนำมาดูด้วยเช่นกัน




