แม้เวที “สภาหินอ่อน" จะพักรบชั่วคราว เพราะปิดสมัยประชุม ทว่ากลไกการตรวจสอบรัฐบาล ภายใต้ “กรรมาธิการ” (กมธ.)เรียกได้ว่าร้อนระอุ และเต็มไปด้วยความเข้มข้น
โดยเฉพาะการหยิบฉวย ประเด็นร้อนทางการเมือง ทั้งคดีโกงเลือก สว. คดีทุจริตสอบข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น และประเด็นที่สังคมสนใจ เช่น โครงการ TH-AI Passport ที่ส่อล็อกสเปคบริษัทรับจ้าง มาตรวจสอบภายใต้กลไก “กมธ.-อนุกมธ.” ของพรรคฝ่ายค้าน
แม้การตรวจสอบทั้ง 3 ประเด็น กลไกตรวจสอบภายใต้ “กมธ.สภาฯ” จะทำอยู่เรื่อยมาตั้งแต่ก่อนที่สมัยประชุมสภาฯจะปิดลง เมื่อ 11 ก.ค. แต่สถานการณ์มาระอุในช่วงนี้ เพราะมีสัญญาณเปิดหน้าชนจาก “พรรคประชาชน” ขณะที่ ท่าที “รัฐบาล-พรรคภูมิใจไทย” ไม่ยอมตกเป็นผู้ถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียว
การเปิดหน้าชนของ “พรรคประชาชน” เริ่มจากกรณีที่ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” ประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดเวทีเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว.เจาะลึกหลักฐาน โกง สว.” เมื่อ 12 ก.ค. โดยนำพยาน 4 ปากที่รู้เห็น เคยอยู่ร่วมขบวนการทำโพยฮั้ว สว. เปิดพฤติกรรม พร้อมชื่อ-นามสกุลจริง ของเครือข่ายการเมืองพรรคแกนนำรัฐบาล ต่อสาธารณะ
โดยรอบนั้น ไม่ปรากฏชื่อของ “สส.พรรคภูมิใจไทย” ยกเว้น “ศุภชัย โพธิ์สุ” อดีตสส.พรรคภูมิใจไทย ที่ถูกตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต และสถานะขณะนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ “พรรคภูมิใจไทย” แล้ว
ทำให้สังคมเคลือบแคลงว่า “เครือข่ายนักการเมือง” ที่เปิดพฤติกรรมจากปากคำพยาน นั้นจะโยงถึง “สส.-แกนนำพรรคภูมิใจไทย” ได้อย่างไร และถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพียง “ข้อกล่าวหาลอยๆ” ที่ปลายทางแล้ว “ก๊วนน้ำเงิน” อาจรอดพ้นคำครหาในคดี “โกงเลือก สว.”
ขณะที่ การตรวจสอบเรื่องฮั้วสว. ภายใต้คณะทำงานของ “วิปฝ่ายค้าน” ไม่คืบหน้า เพราะไร้ระเบียบรองรับอำนาจที่จะใช้เรียกผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริง
ทว่า ไม่กี่วันให้หลัง “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการไอลอว์ ยื่นเรื่องผ่าน “พริษฐ์” เพื่อให้ “ฝ่ายค้าน” ตรวจสอบพฤติกรรมของ นักการเมือง 9 รายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ล้วนมีตำแหน่งสำคัญทางการเมืองในเวลานี้ เนื่องจากมีพยานแจ้งว่า “คนใกล้ชิดของพวกเขาเหล่านั้นมีส่วนร่วมในขบวนการทำโพยฮั้ว - โกงเลือก สว.”
ประเด็นนี้พรรคประชาชน เตรียมเปิดภาคต่อ ในวันอาทิตย์ ที่ 26 ก.ค. จากพยานอีก 12 ปากที่เตรียมปรากฏตัว และเปิดโปงข้อมูล
แม้เรื่องนี้จะถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการร่วมมือแบบเป็นขบวนการ ที่เจตนาไม่บริสุทธิ์ หรือไม่ จาก “ศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อ มือกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ที่ลุกมาตอบโต้ทันควัน พร้อมเตรียมฟ้องบุคคล-กลุ่มบุคคลที่กล่าวหาใส่ร้ายแกนนำ รัฐมนตรีในพรรค
หากเรื่องนี้ จบลงแค่ที่ฝ่ายกฎหมายภูมิใจไทยฟ้องร้อง-ดำเนินคดีบุคคล คงไม่มีอะไร แต่ประเด็นที่ “ศุภชัย” เปิดต่อคือ การใช้เจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ของเครือข่าย ต่อยอดไปสู่การตรวจสอบภายใต้ “กมธ.พรรคส้ม” เลือกใช้เป็นเวทีตรวจสอบแบบจงใจเล่นงาน “แกนนำพรรคภูมิใจไทย”
“สิ่งที่ไอลอว์ และพรรคประชาชนดำเนินการนั้นเพราะเสียผลประโยชน์ มีผลประโยชน์ทับซ้อน การยื่น รับเรื่อง เพื่อให้กรรมาธิการถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมือง ผมขอให้หยุดการกระทำ และอย่าเพลินกับการใช้อำนาจกรรมาธิการ จนทำให้สภาเสียหาย” ศุภชัยประกาศต่อสาธารณะ
นอกจากนั้น “ศุภชัย” ยังตั้งคำถามต่อการทำงานของ “ประธานกมธ.” ฝั่งพรรคประชาชน โดยเฉพาะประเด็น การเลือก สว. และ ทุจริตสอบท้องถิ่น ว่า เรื่องที่รับจากองค์กรที่มายื่น เป็นแค่การใช้จินตนาการ และกมธ. ไม่เคยมีมติ หรือขอมติจากที่ประชุม แม้ว่า ประธานกมธ.มีอำนาจตั้งเรื่องพิจารณา แต่ในรายละเอียดแล้วต้องขอมติ โดยเฉพาะ การใช้กรรมาธิการหลายคณะ ตรวจสอบเรื่องเดียวกัน
มือกฎหมายภูมิใจไทยระบุด้วยว่า กรณี “กรรมาธิการสีส้ม”ใช้อำนาจเรียก-ตรวจสอบเฉพาะบางฝ่าย ที่สุดแล้วอาจเข้าข่ายผิดประมวลจริยธรรม สส. และกรรมาธิการ โดยขณะนี้พรรคอยู่ระหว่างการศึกษาข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ทว่า ในเรื่องที่ “พรรคภูมิใจไทย” ไม่ยอมจำนนกับสิ่งที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา “สส.พรรคประชาชน” ไม่ยอมเช่นกัน ซึ่งต้องจับตาต่อไปว่าการทำงานภายใต้ “กรรมาธิการ” โดยเฉพาะ “กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน” ที่ “รังสิมันต์ โรม” เป็นประธาน และ “ศุภชัย” นั่งรองประธาน จะราบรื่นอีกหรือไม่
เพราะล่าสุดในการประชุมเมื่อ 22 ก.ค. มีประเด็นวิวาทะต่อกัน ถึงขั้นที่ “รังสิมันต์” ขู่จะเชิญ “ศุภชัย” ออกจากห้องประชุม หลังไล่บี้ “ผู้ร้องเรียน” ต่อประเด็นถ้อยคำที่กล่าวหาว่า อนุทิน ร่วมโกงสอบท้องถิ่นเพื่อหาเงินใช้เลือกตั้ง
ทั้งนี้ กมธ.การกฎหมาย ถูกวางบทบาทหลักต่อการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ขณะที่ “กมธ.ภายใต้พรรคส้ม” อีก 8 กรรมาธิการ ถูกวางบทบาทให้ตรวจสอบเรื่องที่แตกต่างกัน
เช่น กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ เกาะติดการทุจริตสอบท้องถิ่น กมธ.กิจการศาลฯ มอบหมาย “อนุกมธ.” ที่มี “พนิดา มงคลสวัสดิ์” ขับเคลื่อนเรื่องฮั้วเลือก สว. กมธ.ติดตามงบประมาณ เกาะติดเรื่อง “TH-AI Passport-โครงการ NDLP” และเป็นกองหนุนตรวจสอบเรื่อง “ทุจริตสอบท้องถิ่น”
ดังนั้นต้องจับตาการทำงาน “สส.พรรคประชาชน” ที่ประกาศสัญญาณสู้ไม่ถอย-เปิดหน้าสู้ทุกแนวรบ เพราะมีเดิมพันสูง ที่โยงถึงอนาคตทางการเมืองแบบไม่มีอะไรจะเสีย
ขณะที่ “พรรคภูมิใจไทย” ที่มีอำนาจรัฐเต็มเปี่ยม จะใช้วิธีใดที่รับมือ โดยทั้งหมดทั้งมวล ล้วนเป็นสัญญาณเร่งอุณหภูมิการเมืองให้ร้อนก่อนเปิดศึกซักฟอก


