วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ตรวจแถวกองทัพ รับ ‘สงครามAI’ จากฐานทัพ สู่ ‘หน่วยบัญชาการ JCC’

การตรวจเยี่ยม “กองบัญชาการกองทัพไทย” ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และรมว.มหาดไทย เมื่อ 16 ก.ค.2569 ได้รับมอบเครื่องหมายแสดงความสามารถปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย ประเภทกิตติมศักดิ์ จาก พล..อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) 

โดยเป็นเครื่องหมายดังกล่าวเป็นตราสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ อันหล่อหลอมจากความเสียสละ ความกล้าหาญ ความเพียรพยายาม และการอุทิศตนเพื่อชาติ ด้วยเกียรติ ศักดิ์ศรี และความรับผิดชอบสูงสุด

สำหรับการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ของ “นายกฯอนุทิน” เพื่อรับทราบภารกิจ การดำเนินงานที่สำคัญของกองทัพไทย และมอบนโยบายเป็นแนวทางการปฏิบัติงาน พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปบทบาท หน้าที่ และการปฏิบัติงานที่สำคัญการเตรียมกำลัง และใช้กำลังทหารตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม

โดยกองทัพไทย มีการพัฒนาเสริมสร้างความพร้อมในทุกด้าน ให้สามารถเผชิญภัยคุกคามได้ทุกรูปแบบ ทุกมิติ ทุกระดับความขัดแย้ง พร้อมปฏิบัติการร่วมระหว่างเหล่าทัพ ด้วยความประสานสอดคล้อง และมีความทันสมัย สอดรับเทคโนโลยีทางทหารที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

รวมถึงการสนับสนุนนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาล ในฐานะของศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน (ศบค.ชด.)ในการบูรณาการหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการกระทำผิดกฏหมายตามแนวชายแดน ทั้งทางบก น่านน้ำภายใน และทะเลอาณาเขตของไทย

นายกฯอนุทิน เปิดเผยว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผบ.เหล่าทัพ ได้รายงานถึงแผนป้องกันประเทศและป้องกันอธิปไตย รวมถึงความพร้อมของเหล่าทัพในการเป็นกลไกของรัฐบาล และความช่วยเหลือประชาชน

นอกจากนี้ กองทัพไทยยังได้รายงานการเพิ่มศักยภาพของกองทัพ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราทำงานบูรณาการร่วมกันมาตลอดอยู่แล้ว ขอให้ประชาชนวางใจ และไว้ใจในแสนยานุภาพของกองทัพไทย

“ผมมารับฟังแผนการปฏิบัติงาน ก็เหมือนรัฐบาลมาอัปเดตเรื่องความมั่นคงกับกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ ต่างฝ่ายต่างมีเป้าหมายและมีเจตนารมย์เหมือนกันคือ อธิปไตยของไทย ปกป้องสุดความสามารถ ผืนแผ่นดินไทย 1 ตารางนิ้วเดียวก็เอาไปไม่ได้ รวมถึงความปลอดภัยประชาชน” นายกฯ กล่าว

ล่าสุด “กองทัพไทย” เดินหน้าจัดตั้ง “หน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วมกองทัพไทย” (Joint Capabilities Command) หรือ  JCC จะมีผลเป็นทางการ 1 ต.ค.2569 นี้  โดยมี พล.อ.ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร ทำหน้าที่ ผบ.JCC ชั่วคราว ในการวางรากฐาน การวางรูปแบบ โครงสร้าง

ปัจจุบัน JCC ผ่านการอนุมัติจากสภากลาโหม และมีการออกคำสั่งภายใน รองรับการปฎิบัติราชการซึ่งเป็นการทดลองงาน ก่อนเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติ เพื่อเตรียมพร้อมสงครามยุค AI

ในการชี้แจงกรรมาธิการงบประมาณ 2570 สภาฯ ผบ.ทสส.ระบุถึงงบประมาณหน่วย JCC ในภาพรวม วงเงิน “893 ล้านบาท” ในปีแรกจะอยู่ที่ 100 กว่าล้านบาท

ส่วนอัตรากำลังพลกว่า 100 นาย ใช้วิธีดึงจากทุกส่วนราชการของกองบัญชาการกองทัพไทย ที่สามารถปรับลดลง เนื่องจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปในบริบทการทำงานปัจจุบัน แล้วนำมาจัดใหม่ เพื่อเป็น JCC ดังนั้นในมิติงบประมาณกำลังพล จะไม่ได้เพิ่มขึ้น และเมื่อรวมงบฯ กำลังพลในหน่วยใหม่ จะสามารถลดรายจ่ายกำลังพลต่อปีประมาณ 4 แสนกว่าบาท

ในห้วงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สถานการณ์ตะวันออกกลาง การสู้รบรัสเซีย-ยูเครน หรือ เหตุการณ์ใกล้ตัว การปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา มีการปฏิบัติการทหารเชื่อมโยงกับความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี และกำลังจะถูกขับเคลื่อนด้วย AI ทั้งหมด

สำหรับกองทัพไทยเริ่มนำ AI มาใช้ในปี 2567 โดยใช้ชื่อว่าฐานทัพ AI ซึ่งเป็น AI วงปิด ใช้ภายในหน่วยงานมี 13 ระบบ อาทิ ระบบสรุปผลการประชุม ระบบการคัดแยกเอกสารอัจฉริยะ และที่สําคัญระบบแปลภาษาเขมร และถูกนํามาใช้ได้จริงในการปะทะห้วงที่ผ่านมา สามารถทําให้กําลังพลหน้างานเข้าใจ และแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที

ตรวจแถวกองทัพ รับ ‘สงครามAI’  จากฐานทัพ สู่ ‘หน่วยบัญชาการ JCC’

โดย JCC จะมีหน่วยงานที่มีภารกิจหลัก 5 ด้าน คือ 

ด้านกิจการอวกาศ เน้นบูรณาการและประสานงานร่วมกับกองทัพอากาศ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่มีศักยภาพ และยุทโธปกรณ์ด้านนี้ 

ด้านการปฏิบัติการคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electronic Warfare/EMSO) ควบคุมและปฏิบัติการในย่านความถี่ต่างๆ เพื่อชิงความได้เปรียบในสนามรบยุคดิจิทัล

ด้านระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และโดรน (Robotics) พัฒนากำลังพล และระบบไร้คนขับ

ด้านระบบยานรบไร้คนขับทางทะเล ครอบคลุมทั้งยานใต้น้ำ และยานผิวน้ำที่สามารถปฏิบัติภารกิจทดแทนมนุษย์ได้

ด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศ และอวกาศ รับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น การโจมตีด้วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ

 นอกจากนี้ กองทัพไทยยังจัดทำพิมพ์เขียวแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถร่วม ระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems) หรือเทคโนโลยีชั้นสูง ที่นำมาวิเคราะห์ตัดสินใจด้วยตัวเอง ซึ่งแบ่งระดับการทำงาน 3 ระดับ

1.ระดับที่มนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจสุดท้าย เช่น โดรนโจมตี หุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิด

2.ระบบทำงานเองภายใต้การกำกับดูแลและแทรกแซงโดยมนุษย์เป็นช่วงๆ เช่น เรือไร้คนขับ ขบวนยานยนต์อัตโนมัติ

3.ระบบที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นระบบที่ดำเนินการเองทั้งหมด ที่จะนำมาใช้ในสภาวะเสี่ยงอันตราย ที่มนุษย์เข้าไม่ถึง เช่น ฝูงโดรนอัตโนมัติ หรือ ระบบกวาดทุ่นระเบิดอัตโนมัติ

สำหรับประโยชน์ที่นำระบบอัตโนมัติมาใช้มีอยู่ 5 ประการ ได้แก่ ความเร็ว ความต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ความปลอดภัย ลดความเสี่ยงในสนามรบ ความแม่นยำล็อกเป้าหมายเซ็นเซอร์ และการเชื่อมโยงข้อมูลทางบก-ทางน้ำ-ทางอากาศ-ไซเบอร์

ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทยได้นำระบบอัตโนมัติมาใช้งานแล้ว เช่น ระบบตรวจจับภัยคุกคามไซเบอร์ ผ่านระบบเอไอ การใช้โดรนอพยพผู้ประสบภัยและขนส่ง รถกวาดล้างทุ่นระเบิด

นอกจากนี้ จะมีการวางแผนร่วม และการจัดซื้อระบบที่สามารถใช้ร่วมกันในทุกมิติทางบก ทะเล อากาศ ไซเบอร์ อย่างเต็มประสิทธิภาพ ใช้งานได้จริง

ผบ.ทสส.ระบุว่า “ที่ผ่านมา เหล่าทัพจะจัดหายุทโธปกรณ์แยกตามภารกิจของตัวเอง หากไม่มี JCC เกิดขึ้น ก็จะทำให้การประสาน บูรณาการเพื่อความเป็นมาตรฐานเดียวกัน เชื่อมต่อกัน ก็จะไม่เกิดขึ้น จึงต้องจัดตั้งหน่วยขึ้นมา และมอบความรับผิดชอบให้ชัดเจน เมื่อหน่วยชัดเจนแล้ว ก็จะมีพิมพ์เขียว และแนวปฏิบัติที่ชัดเจนตามมา”

การดำเนินการดังกล่าว เพื่อตอกย้ำความพร้อมของ “กองทัพไทย” ในการปกป้องอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ รวมทั้งมีความพร้อมในการใช้ศักยภาพของกองทัพเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศ การช่วยเหลือประชาชน และเป็นกลไกของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ