ทอ.จัดใหญ่ครบรอบ 15 ปีGripen-Saab 340 แสนยานุภาพ "คชสารยาตรา" เคลื่อนขบวนบน Taxiway ด้าน ผบ.ทสส.-ผบ.ทอ. ตอกย้ำพร้อมรบ 3 มิติ ปกป้องอธิปไตย
วันที่ 20 ก.ค.69 กองทัพอากาศ จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 15 ปี การเข้าประจำการของเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D และเครื่องบินควบคุม และแจ้งเตือนทางอากาศ Saab 340 ณ กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมี พล.อ.อุกฤษฏ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าร่วมพิธี
นอกจากนี้ยังมีอดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการจัดซื้อกริพเพน ร่วมงานด้วย เช่น พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้ริเริ่มโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน , พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง และ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล
โดยกิจกรรมสำคัญคือ การแสดงบินหมู่ของเครื่องบิน Gripen C/D และ Saab 340 การสาธิตสมรรถนะการบินของเครื่องบินขับไล่ Gripen การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศ
ตลอดจนการแสดง Elephant Walk คชสารยาตรา หรือการเคลื่อนที่ของอากาศยานเป็นขบวนบนทางขับ (Taxiway) โดยใช้เครื่องบินขับไล่ Gripen C/D จำนวน 9 เครื่อง และ Saab 340 จำนวน 5 เครื่อง รวม 14 เครื่อง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความพร้อมรบ และความเป็นหนึ่งเดียวกันในการปฏิบัติภารกิจของกำลังทางอากาศ ซึ่งกองทัพอากาศชั้นนำในหลายประเทศ จะจัดแสดงในโอกาสสำคัญ
พลเอก อุกฤษฏ์ กล่าวว่า งานฉลองครบรอบ 15 ปี การเข้าประจำการของอากาศยาน Gripen และ SAAB ที่บรรจุเข้าประจำการในกองทัพอากาศ ตั้งแต่ พ.ศ.2554 เป็นต้นมา จนมาถึงปัจจุบันครบรอบ 15 ปีเต็ม
ทั้งนี้คงไม่ต้องพูดถึงศักยภาพ และขีดความสามารถของอากาศยาน Gripen และ SAAB ว่าเป็นอย่างไร แต่การที่กองทัพอากาศมีวิสัยทัศน์ในปี พ.ศ.2554 ที่จัดหาอากาศยานเข้าประจำการ ทำให้วันนี้มีความพร้อม และมีระบบนิเวศในการปฏิบัติการในลักษณะสงครามยุคใหม่
ทั้งนี้สิ่งต่างๆ เป็นแนวโน้มของปฏิบัติการรบยุคใหม่ในมิติทางอากาศ "หากไม่มีวิสัยทัศน์ปี 2554 เราก็จะยังไม่มีความพร้อมเหมือนในปัจจุบัน โดยสิ่งที่น่าภาคภูมิใจคือ ปัจจุบันกองทัพอากาศได้ริเริ่มดำเนินโครงการจัดหาอากาศยานขับไล่ ระยะที่ 1 ที่ลงนามในสัญญาไปแล้ว จำนวน 4 เครื่อง และโครงการดังกล่าวไม่ได้หยุดเพียงแค่จัดหาอากาศยาน เพียง 4 เครื่อง แต่ระบบนิเวศของการปฏิบัติการสงครามยุคใหม่ไม่ว่าจะเป็นระบบเซนเซอร์หรือพื้นฐานอื่นๆ ที่จะนำเข้าไปสู่การปฏิบัติการข้ามมิติในอนาคตจะมีประสิทธิภาพสูงมากยิ่งขึ้นกว่าปัจจุบัน ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบของอากาศยานของกองทัพไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยเชื่อว่า ในภูมิภาคนี้ไม่เป็นรองใคร
ทั้งนี้ หลังจากที่ได้รับฟังข้อมูลจากผู้บัญชาการทหารอากาศ และน้องๆ นักบินของกองทัพอากาศโดยที่บรรยายสรุปข้อมูลให้ตนได้ฟังนั้น แสดงให้เห็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจคือ วิสัยทัศน์ การพัฒนาแบบไม่หยุดนิ่ง และการเรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ๆ พัฒนาระบบความรู้ องค์บุคลากร และองค์เครื่องมือ ให้ผสมผสานสอดคล้องกันอย่างต่อเนื่อง จากอดีตจนถึงปัจจุบัน และขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าขีดความสามารถของกองทัพอากาศไทยที่จะเป็นหลักประกันในการสร้างความมั่นคงของชาติในอนาคตต่อไป
โดยเชื่อมั่นเป็นอย่างสูงว่าในอนาคตไทยไม่ได้ยิ่งหย่อน และไม่ได้เป็นสองรองใครในภูมิภาค ส่วนความเป็นรองหรือไม่เป็นรองคือ ระดับของภาพรวม ทั้งความพร้อมด้านคน ด้านเทคโนโลยี และเทคนิคการทำงานการปฏิบัติการทางทหาร
ด้าน พล.อ.อ.เสกสรร ระบุว่า เหตุการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา Gripen C/D มีบทบาทสนับสนุน ปฏิบัติการร่วมสามเหล่าทัพว่า เป็นผลจาก 15 ปีที่ผ่านมา โดยกองทัพอากาศ มุ่งเน้นความเป็นเครือข่าย เชื่อมโยงข้อมูล ทำให้รู้ก่อน เห็นก่อน เข้าใจก่อน ตัดสินใจก่อน และลงมือก่อน ถือเป็นทิศทางที่กองทัพปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วในปีที่ 14 กริพเพน ได้ทำหน้าที่ป้องกันประเทศคือ บทพิสูจน์ และพิสูจน์ได้จริงๆ
โดย Gripen และ Sabb 340 เป็นเครื่องบินสองแบบที่อยู่ในภารกิจที่สำคัญมากในสถานการณ์ความขัดแย้ง และอัตราความสำเร็จที่สูงมากเกือบ 100% อาวุธที่ใช้ไม่มากแต่จับเป้าหมายได้ทั้งสิ้น
เรื่องนี้เบื้องหลังไม่ใช่อาวุธยุทโธปกรณ์ แต่คนที่นำมาใช้สำคัญกว่า และใช้ได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน ซึ่งตลอด 15 ปี บุคลากรของกองทัพอากาศทุกส่วน ได้เชื่อมโยง และส่งข้อมูลถึงกันและกัน เพื่อให้ประชาชนได้มั่นใจว่าสิ่งนี้คือ สิ่งที่กองทัพไทยยังรักษาความพร้อมไว้ทุกเมื่อ และหากมีอริราชศัตรูหรือภัยคุกคามใดๆ ทางกองทัพอากาศก็พร้อม
สำหรับความคืบหน้าในการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน มาทดแทน F-16 ที่กองบิน1 โคราชนั้น พลอากาศเอก เสกสรร ย้ำว่า ในเฟสที่หนึ่งมีความก้าวหน้าตามแผนงานทุกอย่าง ส่วนเฟสที่สองที่ทางกองทัพอากาศต้องเสนองบขอประมาณ เพื่อเป้าหมายในการเซ็นสัญญาจะถูกนำเสนอให้ครบหมดทั้งฝูง เพื่อให้ระยะเวลาการเตรียมความพร้อมนั้นพร้อมให้เร็วที่สุด
จึงอยากฝากถึงประชาชนว่าสงครามยุคใหม่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวตนอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นในอากาศด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างที่นำมาประกอบจะต้องทำให้ไทยมีความเหนือกว่า และเหนือไปกว่านั้นในระบบไร้คนขับ ระบบอัตโนมัติ ก็จะถูกดึงเข้ามาในระบบด้วย ทำให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และลดความเสี่ยง เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจมีประสิทธิภาพสูงสุด ก็ขอให้มั่นใจได้
โดยขณะนี้ได้ประสาน และเตรียมการตามกรอบวงรอบที่กองทัพอากาศได้รับ ซึ่งอยู่ในแผนทั้งหมดแล้ว ก็หวังว่าองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งรัฐบาลจะให้การสนับสนุนโครงการนี้ให้ประสบความสำเร็จ
ทั้งนี้กองทัพอากาศ จัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน C/D จำนวน 12 เครื่องจาก สวีเดน ในระยะที่ 1 เมื่อปี 2551 จำนวน 6 เครื่อง เข้าประจำการกองบิน 7 สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 ในยุคที่ พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์ เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ
ระยะที่ 2 ในช่วงปี 2554 อีก 6 เครื่อง โดยได้ปิดโครงการในเดือนกันยายน 2556 หลังจากโครงการต่อเนื่องมานาน 6 ปี ผ่านผู้บัญชาการทหารอากาศมาหลายยุคหลายสมัย ภายใต้เป้าหมายการเป็นกองทัพอากาศชั้นนำในภูมิภาค
โดยตลอด 15 ปี ที่ผ่านมามีภารกิจดูแลความมั่นคงในภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทย อันดามัน และมีบทบาทอย่างมากในเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปี 2568
ปัจจุบันกองทัพอากาศ กำหนดแผนจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน E/F จำนวน 12 เครื่อง ทดแทน F-16 กองบิน 1 จ.นครราชสีมา ที่จะทยอยปลดประจำการ โดยใช้ชื่อโครงการว่า "บูรพาสันติ" ดำเนินการจัดซื้อในระยะที่ 1 ไปแล้ว 4 เครื่อง วงเงิน 19,500 ล้านบาท
พร้อมทัังมีแผนจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน E/F ระยะที่ 2 อีก 8 เครื่อง ให้ครบฝูง 12 เครื่อง ในปีงบประมาณ 2571
สำหรับการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน E/F นับเป็นโครงการสำคัญตามที่ระบุไว้ในสมุดปกขาวกองทัพอากาศ เพื่อทดแทน F-16 กองบิน 1 ที่ใช้งานมากว่า 30 ปี
ตามแพ็กเกจการจัดซื้อกริพเพน E/F จะรวมระบบปฏิบัติการสำคัญ โดยเฉพาะระบบอาวุธอากาศสู่อากาศระยะไกลกว่าสายตา แบบ Meteor และ ความร่วมมือ เรื่องระบบ Data Link และ การพัฒนาด้านไซเบอร์ รวมถึง offset policy อื่นๆ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


