วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

สายตรง ธงน้ำเงิน ‘ยื้อต่อ’ ป.ป.ช.ปล่อยผี คดี‘ศักดิ์สยาม’

 เป็นที่ชัดเจนว่า ประธานรัฐสภา "โสภณ ซารัมย์” ยังไม่ส่งคำร้องของสมาชิกรัฐสภารวม 140 คน ประกอบด้วย สส.ฝ่ายค้าน และสว. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญไปยัง “ศาลฎีกา” เพื่อตั้งกรรมการไต่สวนอิสระ ตรวจสอบ “กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” (ป.ป.ช.)ว่า ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย กรณีตีตกคำร้องคดีซุกหุ้นของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เมื่อครั้งเป็น รมว.คมนาคม

เนื่องด้วยมีประเด็นข้อกฎหมายที่ “โสภณ” ยอมรับกลางวงแถลงผลงานสภาฯ ครบ 122 วัน โดยอ้างว่า “เพราะความรอบรู้กฎหมายมีไม่มากพอเหมือนคนอื่น” จึงต้องตั้ง “คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ” ที่ประกอบด้วย “บุคคลภายนอก” เป็นส่วนใหญ่ และบุคลากรในวงงานรัฐสภา อีก 2 คน ทำหน้าที่พิจารณา ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า “เพิ่งลงนามแต่งตั้งไปเมื่อ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา”

สายตรง ธงน้ำเงิน ‘ยื้อต่อ’ ป.ป.ช.ปล่อยผี คดี‘ศักดิ์สยาม’

ทำให้มีข้อสงสัยว่า เพราะเหตุใดจึงต้องใช้เวลาถึง 41 วัน นับแต่วันที่รับเรื่อง 5 มิ.ย.2569 กว่าจะมีข้อสรุปว่า ต้องตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา 

ปรากฏการณ์นี้ ทำให้ “พริษฐ์ วัชสินธุ” สส.พรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้าน ฟันธงว่าประธานรัฐสภา จากค่ายภูมิใจไทย “ยอมพลีชีพ และเอาตัวเองมาเสี่ยงเพื่อตัดตอนการตรวจสอบ และปกป้องบุคคลสำคัญในระบอบสีน้ำเงิน”

“ประธานรัฐสภาไม่มีหน้าที่ฟันธงว่า ป.ป.ช. ทำผิดหรือไม่ เพราะตามรัฐธรรมนูญระบุชัดว่า หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัย ว่ามีการกระทําตามที่ถูกกล่าวหา ต้องส่งคำร้องต่อไปที่ประธานศาลฎีกา” พริษฐ์ ระบุ

ขณะที่เหตุผลของประธานโสภณ อธิบายความว่า เหตุที่ต้องใช้เวลานาน มีสาระหลักคือ ตามข้อกฎหมายให้อำนาจประธานสภาฯ ใช้ดุลยพินิจ นั่นแปลว่าเป็นความรับผิดชอบส่วนตน แบบ 100% ที่จะตัดสิน หากชอบก็รับเอง 100 ทั้ง 100 หรือ หากผิดต้องแบกรับเพียงลำพัง 

ด้วยยี่ห้อของ “นักการเมืองรุ่นเก๋า” ไม่มีทางที่จะยอมตกม้าตายง่ายๆ จึงปรึกษากับ “ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์” เลขาธิการสภาฯ ถึงช่องทางที่เคยเป็นแนวปฏิบัติมาคือ การตั้งกรรมการกลั่นกรอง ก่อนส่งผลพิจารณาให้ประธานสภาฯ ตัดสินใจ

สายตรง ธงน้ำเงิน ‘ยื้อต่อ’ ป.ป.ช.ปล่อยผี คดี‘ศักดิ์สยาม’

โดยในสมัย “ประธานสภาฯ” หลายชุดที่ผ่านมา เคยใช้กลไกของฝ่ายข้าราชการประจำทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเบื้องต้น ก่อนเสนอให้ประธานสภาฯใช้ดุลยพินิจ อาทิ สมัย ชวน หลีกภัย กรณีการไม่บรรจุวาระร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสถาบัน 

สมัย วันมูหะมัดนอร์ มะทา กรณีส่งเรื่องให้ศาลฎีกาตั้งกรรมการไต่สวนอิสระตรวจสอบ ป.ป.ช. ซึ่งพรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้าน ยื่นเรื่องในลักษณะเดียวกัน เพื่อให้ตรวจสอบ “ป.ป.ช.” 2 กรณี คือ 1.การยุติสืบหาข้อเท็จจริงและไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครอง คดีนาฬิกาและทรัพย์สินของ “บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” อดีตรองนายกฯ

2.กรณี กรรมการ ป.ป.ช. เข้าพบ “วันนอร์” ในทางส่วนตัว ระหว่างที่กรรมการ ป.ป.ช.ถูกยื่นเรื่องร้องเรียน ผลปรากฏว่า “วันนอร์” ตีตกคำร้อง ก่อนยุบสภาวันที่ 11 ธ.ค.เพียง 1 วัน 

เห็นได้ว่าประธานโสภณ ก็เลือกใช้โมเดลเดียวกัน คือตั้งกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบข้อกฎหมายก่อนใช้ "ดุลยพินิจ” แต่ครั้งนี้อาจมีความพิเศษกว่า และเป็นครั้งแรกที่เลือกใช้ “บุคคลภายนอก” วงงานรัฐสภา 

ต่างกับที่ผ่านมา คณะกรรมการกลั่นกรอง พิจารณาเรื่องใดๆ จะเป็นองค์คณะของฝ่ายกฎหมาย ข้าราชการระดับสูงของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เช่น สมัยประธานวันนอร์ เรื่องที่จะส่งไปศาลฎีกาเพื่อตั้งกรรมการไต่สวนอิสระ สอบ “ป.ป.ช.” และหัวหน้ากลั่นกรอง คือ “ศิโรจน์ แพทย์พันธ์ุ”  

สายตรง ธงน้ำเงิน ‘ยื้อต่อ’ ป.ป.ช.ปล่อยผี คดี‘ศักดิ์สยาม’

กับการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ชุดนี้ แม้ประธานโสภณ จะมีอำนาจที่จะทำได้ แต่กลับมีข้อสงสัย เมื่อไม่ได้กำหนดกรอบเวลาแล้วเสร็จ จึงไม่พ้นถูกข้อครหา “ยื้อเวลาหรือไม่”

แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธข้อสันนิษฐานนี้ทันทีว่า “ไม่มียื้อ ไม่มีฟอกขาว” ทำให้การคาดเดาผลลัพธ์เรื่องนี้ว่า “โมเดลวันนอร์” อาจถูกนำมาใช้ทั้งขาเข้า-ขาออก หรือไม่

ที่ผ่านมา แม้จะมีกลไกกลั่นกรอง แต่ก็ไม่ใช่ทุกเรื่องที่ฝ่ายการเมืองจะเห็นด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นดุลพินิจที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ประธานสภาฯ อย่างชัดเจน ที่สุดแล้วอาจขึ้นอยู่กับสัญญาณ “ธงน้ำเงิน"