วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘2 เมกะโกง’จุดดับน้ำเงิน ‘ฮั้วสว.’พยานพลีชีพ ‘สอบท้องถิ่น’ส่อเจอตอ

แผนการสร้างผลงานของรัฐบาลยังเป็นโจทย์สำคัญของ ครม.อนุทิน ชาญวีรกูล สมัย 2 ภายใต้ความคาดหวังของฝ่ายอนุรักษนิยม หลังหมดยุคประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่หมดตัวเลือก จนอาจเข้าขั้นจำใจต้องไปกับสีน้ำเงิน 

ทั้งที่ รู้ทั้งรู้ว่า สุ่มเสี่ยงมีปัญหาเรื่องลุแก่อำนาจ และผลประโยชน์ ท่ามกลางวิกฤติความเชื่อมั่นรุมเร้ารัฐบาล ที่มาพร้อมปัญหาเฉพาะหน้าให้แก้ไม่เว้นแต่ละวัน จนแทบไม่มีสมาธิปลุกปั้นผลงานเท่าที่ควร

ภูมิใจไทย ที่ดูเหมือนกำลังวุ่นกับเกมการเมืองภายใน คลื่นใต้น้ำจากเกมอำนาจและผลประโยชน์ หลายกรณีที่ส่งสัญญาณถึงความไม่ลงรอย เช่น ความขัดแย้งระหว่างผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ ภูเก็ต จนถึงวันนี้ เรื่องเงียบกริบ ข้อครหาถึงบรรดาเด็กนายที่ถูกย้าย สรุปแล้วเกี่ยวข้องกับการเก็บส่วยหรือไม่

การยึดอำนาจกำกับ EEC ของ รมว.คมนาคม มาไว้ในมือนายกฯ หรือโครงการแลนด์บริดจ์ ทำท่าจะไม่เกิดในรัฐบาลนี้เสียแล้ว เมื่อสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ยอมรับว่า แม้จะยังไม่ได้ยกเลิกโครงการ แต่ชะลอเสนอเข้า ครม. เพราะต้องการศึกษาข้อมูล ฟังความเห็นจนกว่าจะได้ข้อสรุปร่วมกันทุกฝ่าย เปิดกว้างต่อการปรับรูปแบบให้สอดคล้องสถานการณ์ในอนาคต คาดว่าจะสรุปผลภายใน 1 ปีนี้ หรืออย่างน้อยจะมีแนวทางที่ชัดเจนภายในรัฐบาลนี้

บิ๊กเนม น. กับ พ. ในภูมิใจไทย จึงถูกโฟกัสเป็นพิเศษ เพราะเป็นตัวชี้วัดเสถียรภาพภายในพรรค ที่อาจจะไม่เคยนิ่ง 100% แต่ที่ผ่านมา การบริหารจัดการเรื่องที่ทางแห่งผลประโยชน์ยังลงตัว แต่ละฝ่ายผ่อนสั้นผ่อนยาว เกมแตกหักจึงยังยื้อได้ต่อ จนกว่าสถานการณ์เปลี่ยน

ความไม่เชื่อมั่นของสังคมต่อตัวแกนนำรัฐบาลอย่างภูมิใจไทย ก็เป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินหน้านโยบายต่างๆ การใช้งบประมาณของหลายกระทรวงที่ภูมิใจไทย กำกับดูแล มักถูกสังคมมองด้วยสายตาหวาดระแวง เตรียมถอนทุน ล็อกสเปก หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน

ในเมื่อเรื่องเก่ายังไม่เคลียร์ กับ“มหากาพย์โกง สว.” คดีในมือ กกต. กับผู้ถูกร้อง 229 คน ในจำนวนนั้น เต็มไปด้วยหัวกะทิของพรรคสีน้ำเงิน ที่ถูกมองว่า มีบทบาทเป็นมาสเตอร์มายด์ 

นอกจากจะสะเทือนวิกฤติศรัทธาต่อตัวรัฐบาลแล้ว ยังฉุดให้ กกต. ด่ำดิ่งในวิกฤติศรัทธาอีกด้วย ท่ามกลางข้อสังเกตว่า เป็นกลไกหนึ่งที่เอื้อการเมืองบางฝ่ายหรือไม่ กับจังหวะวัดใจ จะตีตกผู้ถูกร้องรายสำคัญ เพื่อตัดตอนไม่ให้ไปถึงศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง หรือไม่

สำนวนคดีในมือ กกต. จึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ และเป็นจุดชี้วัดอนาคตของสีน้ำเงินด้วย เนื่องจากดีเอสไอ ที่ก่อนหน้านี้สั่งฟ้องผู้ต้องหาไป 8 ราย ในฐานความผิดเกี่ยวกับอั้งยี่และฟอกเงิน จากพฤติกรรมโกง สว. แต่ทางอัยการตีกลับสำนวน เพราะมองว่าผู้ที่อยู่ในข่ายกระทำผิดมีมากกว่านั้น ตอนนี้ดีเอสไอจึงรอความชัดเจนจาก กกต. ผู้กำหนดทิศทางแห่งคดี

แม้พยานหลักฐานในมือ กกต. และ ดีเอสไอ จะค่อนข้างแน่นหนา มีการสอบพยานบุคคลที่อยู่ในขบวนการ โดยกันไว้เป็นพยาน เพียงแต่สังคมไม่ค่อยได้รับรู้รายละเอียดของพฤติกรรมผู้ถูกร้อง

จนกระทั่ง พยานหลายคนในคดีนี้พร้อมพลีชีพ ทยอยออกมาเปิดหน้าเปิดตา ชำแหละข้อมูลขบวนการโกง สว. ล้วนมีพฤติกรรมคล้ายกันในหลายจังหวัด คือวางแกน หาคน ทำโพยชุดตัวเลขเดียวกันหมด เพื่อล็อกตำแหน่งให้คนของตัวเองเป็น สว. ผ่านการจูงใจด้วยผลประโยชน์ทั้งเงิน และตำแหน่งอื่นๆ

บางคนที่ออกมาแฉ เพราะโดนเบี้ยวเงินหลักแสน โดนหักหัวคิว หรือรับไม่ได้กับพฤติกรรมของพ่อรัฐมนตรี ที่บังอาจแอบอ้างเบื้องบนเพื่อสกัดสีส้ม ตอนนี้แนวร่วมฝ่ายต่อต้านระบอบสีน้ำเงิน กำลังรวมตัวกันติดกับพรรคประชาชนเรียบร้อยแล้ว 

อีกเรื่องคือ “โกงสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น” ยิ่งสาวก็ยิ่งลึก บุคคลที่อยู่ในข่ายถูกจับกุม หรืออยู่ระหว่างถูกสอบ ใหญ่สุดคือระดับอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการเปิดเผยจาก ป.ป.ช. อย่างเป็นทางการว่า มีใครบ้างที่อยู่ในข่ายถูกไต่สวน

ชื่อของ “นฤชา โฆษาศิวิไลซ์” อธิบดีกรมการปกครอง ก็อาจโดนมือดีซุ่มยื่นเรื่องร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อไต่สวนด้วยก็ได้ เพราะมีความเกี่ยวข้องกับทีโออาร์โดยตรง และหากนฤชา โดนเช็กบิลจริง ก็อาจสะเทือนบุรีรัมย์ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ที่พยายามดันให้ขึ้นปลัดมหาดไทย แทน “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” แต่เรื่องดันไม่ง่ายสำหรับเจ้าของพรรคภูมิใจไทย ในเมื่ออนุทินขวางลำ เลือกใช้บริการปลัดป็อปต่อไป

2 เมกะโกง” ทั้ง สว.และสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ล้วนเป็นจุดตายของรัฐบาลสีน้ำเงินโดยแท้ หากผลสรุปยังเต็มไปด้วยข้อสงสัย 

แม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีฝ่ายการเมืองระดับชาติ อยู่ในข่ายการตรวจสอบ มุมหนึ่งก็อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะนักการเมืองเหล่านี้รู้วิธีสั่งการ มีมือไม้ทำแทน ตัดตอนตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้สาวถึงตัว

ท้ายที่สุด แม้ว่าคดีโกง สว. และโกงสอบท้องถิ่น ความกังวลในการทำสำนวนจะส่งผลถึงกระบวนการยุติธรรม จับได้แค่ปลาซิวปลาสร้อยมาลงโทษก็ตาม แต่มุมมองความเชื่อมั่นของคนในสังคม หรือวิญญูชนทั่วไป คงไม่มีใครคิดว่า นักการเมืองจะไม่เกี่ยวข้อง ในเมื่อผลประโยชน์ตอบแทนล่อตาล่อใจมหาศาลเช่นนี้