สส.ปชน.ปีกแรงงาน ออกโรงจี้ประธานรัฐสภา ทบทวนหลังเลิกระเบียบขึ้นค่าตอบแทน 'ผู้ช่วย สส.' ชี้ไม่เคยปรับมากว่า 30 ปี เป็นกำลังหลักหลังบ้าน ควรเข้าใจรูปแบบการทำงาน
เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังประธานรัฐสภา สั่งยกเลิกระเบียบขึ้นค่าตอบแทนผู้ช่วย ส.ส.-ส.ว. 20% เหตุไม่สอคคล้องกับบริบทการเงินของประเทศนั้น ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวจาก สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ปีกแรงงาน หลายคน แสดงความเห็นคัดค้าน ขอให้ทบทวนเรื่องดังกล่าว
เช่น น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หรือ "ทนายแจม" สส.กทม. พรรค ปชน. โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า ผู้ช่วย สส. ไม่ได้ต้องการ “อภิสิทธิ์” แต่ต้องการ “ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม” ข่าวการยกเลิกการปรับขึ้นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส. 20% โดยให้เหตุผลว่าไม่สอดคล้องกับบริบททางการเงินของประเทศ ทำให้ดิฉันอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เรากำลังประหยัดในจุดที่ไม่ควรประหยัดหรือไม่
หลายคนอาจคิดว่าผู้ช่วย สส. คือคนคอยติดตามนักการเมือง แต่ในความเป็นจริง คนเหล่านี้คือกำลังหลักของงานผู้แทนราษฎร
เขาต้องรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ลงพื้นที่ ประสานหน่วยงาน ศึกษากฎหมาย ทำข้อมูล เตรียมการประชุม เตรียมอภิปราย ทำงานวันหยุด ทำงานกลางคืน และหลายครั้งต้องพร้อมรับโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ค่าตอบแทนเริ่มต้นอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งแทบไม่สอดคล้องกับภาระงาน ความรับผิดชอบ และค่าครองชีพในปัจจุบัน
เมื่อค่าตอบแทนต่ำ แต่ความคาดหวังสูง เราก็ไม่อาจมองข้ามความเสี่ยงที่ระบบจะเปิดช่องให้เกิดปัญหาตามมา ไม่ว่าจะเป็นการลาออกของคนที่มีความสามารถ การดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพได้ยาก หรือแม้แต่แรงจูงใจให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่ง ซึ่งไม่มีใครอยากเห็น
น.ส.ศศินันท์ ระบุอีกว่า การป้องกันการทุจริต ไม่ได้ทำได้แค่การเพิ่มการตรวจสอบ แต่ต้องออกแบบระบบให้คนทำงานสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีด้วย ในขณะเดียวกัน ผู้ช่วย สส. ยังแทบไม่มีสวัสดิการที่เหมาะสม ทั้งที่ทำงานการเมืองซึ่งมีความกดดันสูง ความมั่นคงต่ำ และหลายคนต้องเสียสละชีวิตส่วนตัวอย่างมาก
หากเราต้องการให้การเมืองมีคนรุ่นใหม่ คนเก่ง และคนซื่อสัตย์เข้ามาทำงาน เราต้องทำให้ระบบนี้น่าอยู่ ไม่ใช่คาดหวังให้ทุกคนทำงานหนักเกินกำลังด้วยค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับความจริง การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่การลงทุนกับ “คน” ที่ทำหน้าที่รับใช้ประชาชน ก็เป็นการลงทุนที่สำคัญไม่แพ้กัน
ถึงเวลาที่เราควรพูดคุยกันอย่างจริงจังว่า เราอยากได้ระบบการเมืองแบบไหน และเราจะสร้างเงื่อนไขให้คนทำงานการเมืองอย่างสุจริตอยู่ในระบบได้อย่างไร
เช่นเดียวกับนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรค ปชน. โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า วันนี้มีข่าวการยกเลิกการปรับค่าตอบแทนผู้ช่วย สส. 20% โดยให้เหตุผลว่าไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ เข้าใจดีว่าหลายคนอาจเห็นด้วยกับการตัดสินใจนี้ เพราะเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง คนส่วนใหญ่ก็มักตั้งคำถามก่อนว่า “จำเป็นหรือไม่”
นายสหัสวัต ระบุอีกว่า แต่อยากชวนมองอีกมุมหนึ่ง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของอภิสิทธิ์นักการเมือง แต่เป็นเรื่องของ “ระบบสนับสนุนการทำงานของผู้แทนราษฎร” หลายคนอาจไม่เคยเห็นการทำงานเบื้องหลังของ สส. ในวันที่ สส. ต้องเข้าประชุมสภา ประชุมกรรมาธิการ หรือปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา ความเดือดร้อนของประชาชนไม่ได้หยุดตามตารางประชุม ยังมีคนเดินเข้ามาร้องเรียน ยังมีโทรศัพท์เข้ามา ยังมีปัญหาในพื้นที่ที่ต้องรีบลงไปดู คนที่ทำหน้าที่รับเรื่อง ลงพื้นที่ ตรวจสอบข้อเท็จจริง ประสานหน่วยงาน ติดตามความคืบหน้า และรายงานกลับมายัง สส. ก็คือผู้ช่วย สส.
สำหรับผม หลายคนในพื้นที่คุ้นหน้าผู้ช่วยของผมเป็นอย่างดี เพราะเวลามีปัญหาเรื่องแรงงาน เรื่องประกันสังคม เรื่องโรงงานสร้างมลพิษ หรือปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ ผู้ช่วยมักเป็นคนที่เข้าไปในพื้นที่ก่อน ประสานหน่วยงานก่อน และติดตามเรื่องอย่างต่อเนื่อง
นอกจากงานในพื้นที่แล้ว ผู้ช่วยแต่ละคนยังมีความเชี่ยวชาญต่างกัน บางคนเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย บางคนเชี่ยวชาญด้านแรงงาน บางคนเชี่ยวชาญการประสานงานกับหน่วยงานรัฐ หรือการวิเคราะห์ข้อมูล ความรู้เฉพาะด้านเหล่านี้ทำให้การทำงานของผู้แทนราษฎรมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้การแก้ปัญหาของประชาชนรวดเร็วและตรงจุดมากขึ้น
นี่จึงไม่ใช่เรื่องของความสะดวกสบายของนักการเมือง แต่เป็นเรื่องของคุณภาพการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ในหลายประเทศ การที่สมาชิกสภามีทีมงานที่มีคุณภาพถือเป็นเรื่องปกติ เพราะการทำหน้าที่ออกกฎหมาย ตรวจสอบฝ่ายบริหาร และรับใช้ประชาชน ไม่ใช่งานที่คนคนเดียวจะทำได้ทั้งหมด
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ช่วย สส. ได้รับค่าตอบแทนอัตราเดิม 15,000 บาทต่อเดือน มาตั้งแต่ ปีงบประมาณ 2540 หรือเกือบ 30 ปี แล้ว ขณะที่ภาระงาน ความคาดหวังของประชาชน และค่าครองชีพเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แน่นอน เงินภาษีของประชาชนทุกบาทต้องใช้ให้คุ้มค่า ระบบผู้ช่วย สส. ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องไม่มีการแต่งตั้งบุคคลที่ไม่ได้ปฏิบัติงานจริง เรื่องนี้ผมเห็นด้วยเต็มที่
แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากเราต้องการให้รัฐสภาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราก็ควรออกแบบระบบให้สามารถรักษาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถไว้ได้เช่นกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง ไม่ใช่แค่การประหยัดงบประมาณ แต่คือการมีผู้แทนราษฎรที่ทำงานได้จริง แก้ปัญหาได้จริง และมีทีมงานที่สามารถเชื่อมโยงปัญหาของประชาชนไปสู่การแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การมีผู้ช่วย สส. ที่มีคุณภาพ และได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม จึงไม่ใช่การสร้างอภิสิทธิ์ให้กับนักการเมือง แต่คือการลงทุนเพื่อให้ประชาชนได้รับการทำงานของรัฐสภาที่มีคุณภาพมากขึ้น
ส่วนนายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเช่นกันว่า ผู้ช่วยทำงาน สส. สว. ควร “มีเวลาทำงาน มีเวลาพักผ่อน และมีเวลาใช้ชีวิต” เหมือนคนทั่วไปบนโลกใบนี้ - ประธานสภาควรเข้าใจรูปแบบการทำงาน การจ้างงาน ตำแหน่งผู้ช่วยฯ ก็เป็นงานประเภทหนึ่งที่ต้องทำเพื่อเลี้ยงชีพตัวเองได้
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการยกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2568 พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ ประกาศฉบับดังกล่าวลงนามโดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ณ วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้แถลงข่าวว่าได้ลงนามยกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการปรับเพิ่มเงินเดือนผู้ช่วยทำงาน สส.- สว. พร้อมตั้งคณะกรรมการอิสระศึกษารายละเอียดจำนวนผู้ช่วยทำงานและสิทธิประโยชน์ โดยให้เวลาศึกษา 90 วัน
ข้อเท็จจริงคือ สส. และ สว. สามารถแต่งตั้งผู้ช่วยทำงานได้ 8 คน แบ่งออกเป็น 3 ตำแหน่งหลัก ได้แก่
1. ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. จำนวน 1 คน เงินเดือน 24,000 บาท
2. ผู้ชำนาญการประจำตัว สส. จำนวน 2 คน เงินเดือน 15,000 บาท
3. ผู้ช่วยดำเนินงานของ สส. จำนวน 5 คน เงินเดือน 15,000 บาท
ฐานเงินเดือนของผู้ช่วยทำงาน สส. และ สว. มีการปรับเพิ่มครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2555 ตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 ซึ่งนับเป็นเวลากว่า 14 ปีแล้ว
ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (ก.ร.) ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2568 โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา ได้ลงนามอนุมัติให้ปรับเพิ่มเงินเดือนผู้ช่วยทำงาน สส.-สว. เป็น
1. ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.-สว. จำนวน 1 คน เงินเดือน 28,800 บาท
2. ผู้ชำนาญการประจำตัว สส.-สว. จำนวน 2 คน เงินเดือน 18,000 บาท
3. ผู้ช่วยดำเนินงานของ สส.-สว. จำนวน 5 คน เงินเดือน 18,000 บาท
หลายท่านคงทราบเช่นเดียวกับผมว่า ก่อนหน้านี้มี สส. ท่านหนึ่งอภิปรายและเสนอต่อประธานรัฐสภาให้ลดสวัสดิการบางส่วน เช่น ค่าอาหาร ซึ่งอ้างว่ามีต้นทุนต่อคนสูงเกินไป รวมถึงเสนอให้ลดจำนวนผู้ช่วยทำงานของ สส. จาก 8 คน เหลือเพียง 3 คน เนื่องจากเห็นว่ามีค่าใช้จ่ายสูงแต่ไม่เกิดประโยชน์
ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในฐานะสมาชิกรัฐสภา มีความกังวลต่อประเด็นดังกล่าวอย่างยิ่ง เมื่อทราบข่าวว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา รับข้อเสนอดังกล่าวด้วยการยกเลิกการปรับเพิ่มเงินเดือนผู้ช่วยทำงาน สส.-สว. ซึ่งเดิมมีกำหนดจะปรับเพิ่มในเดือนตุลาคม 2569
ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว สส.-สว. ทำงานแทบไม่มีเวลาพัก สัปดาห์หนึ่งทำงาน 6-7 วัน นอกจากเงินเดือนแล้ว พวกเขาไม่มีสวัสดิการใด ๆ เลย ไม่มีประกันสังคม ไม่มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลหรือเงินช่วยเหลือกรณีเจ็บป่วย ไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่มีความมั่นคงในการทำงาน เมื่อยุบสภาก็ตกงานทันที หรือ สส. และ สว. สามารถเปลี่ยนตัวผู้ช่วยได้เมื่อต้องการ
เงินเดือนเพียงหลักหมื่นบาทไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นทุกอย่าง ขณะที่พวกเขาก็ต้องกิน ต้องใช้ มีครอบครัว มีพ่อแม่ มีลูกที่ต้องดูแล ไม่ต่างจากคนทำงานทั่วไป มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาไม่ควร “มีเวลาทำงาน มีเวลาพักผ่อน และมีเวลาใช้ชีวิต” เหมือนคนทั่วไปบนโลกใบนี้
สำหรับผม มีทีมทำงานหลายคนคอยช่วยติดตามการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ทำการวิจัยและค้นคว้าข้อมูลประกอบการจัดทำญัตติต่าง ๆ เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ มีทีมด้านการสื่อสารที่ช่วยนำเสนอข้อมูลผลการประชุมและการปฏิบัติงานทางนิติบัญญัติ รวมถึงสื่อสารปัญหาของพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่ผมนำเข้าสู่การพิจารณาในสภาฯ ให้ประชาชนได้รับทราบ
นอกจากนี้ ยังมีทีมทำงานในพื้นที่ที่คอยรวบรวมปัญหาของผู้ใช้แรงงาน ประสานงานเรื่องร้องเรียน พาผู้ใช้แรงงานที่ถูกละเมิดสิทธิไปดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงติดตามการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ สำหรับ สส. แบบแบ่งเขต ยังต้องมีทีมงานศึกษาปัญหาในพื้นที่ รู้ต้นเหตุของปัญหา ประสานเรื่องร้องเรียน ช่วยเหลือประชาชน และนำข้อเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาฯ เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
ผมเข้าใจถึงความกังวลของประธานรัฐสภาต่อวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนว่ายังไม่ได้มองปัญหาในมุมของ “คนทำงาน” อย่างรอบด้าน ผู้ช่วยทำงานของ สส.-สว. ก็เป็นคนทำงานเช่นเดียวกับแรงงานในทุกอาชีพ การไม่ปรับค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพในปัจจุบัน เป็นการซ้ำเติมคนทำงานที่เฝ้ารอความหวังว่าการปรับเพิ่มเงินเดือนจะช่วยให้พวกเขามีกำลังใจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ผมอยากให้ท่านประธานสภาและผู้เกี่ยวข้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ไม่อยากให้มองว่าผู้ช่วยทำงานของ สส.-สว. ต้องเป็นผู้ที่มีต้นทุนทางสังคมหรือมีทรัพยากรเพียงพอที่จะดูแลตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาค่าตอบแทนจากรัฐสภา เพราะหากเป็นเช่นนั้น ผู้ที่มีเจตจำนงทำงานทางการเมือง เป็นลูกชาวบ้าน หลานกรรมกร หรือผู้ที่ต้องการเป็นปากเสียงแทนประชาชน แต่มีฐานะไม่พร้อม อาจไม่สามารถยืนหยัดทำงานในระบบรัฐสภาได้ ขณะที่ผู้ที่มีเจตนาแสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งทางการเมืองกลับมีโอกาสเข้ามาแทนที่ มากกว่าผู้ที่ตั้งใจสนับสนุนงานนิติบัญญัติและการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง


