ในที่สุดก็รู้ผลไปแล้ว สำหรับประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่คือ “อุดม สิทธิวิรัชธรรม” ตุลาการจากสาย “ศาลฎีกา” โดยมาแทนที่ “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ดำรงตำแหน่งตุลาการฯ มายาวนานกว่า 11 ปี และเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญมากว่า 2 ปี
โดย “อุดม” จะมีวาระการดำรงตำแหน่งถึง ส.ค. 2570 หรืออีกราว 1 ปีเศษ
สำหรับ “อุดม” เป็นอดีต “ขุนค้อน” ในชั้นศาลฎีกา นับเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี บุคคลที่ถูกคัดเลือกโดย “ศาลฎีกา” คัมแบ็กนั่งเก้าอี้ “ประธานศาลรัฐธรรมนูญ” อีกครั้ง โดยคนก่อนหน้านี้คือ “นุรักษ์ มาประณีต” (ดำรงตำแหน่งระหว่าง 9 ก.ย. 2557-31 มี.ค. 2563) หลังจากนั้น “วรวิทย์ กังศศิเทียม” จากสายศาลปกครองสูงสุด และ “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” จากสายผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย มาคั่นไว้
มีรายงานว่า ในขั้นตอนการโหวตชิงเก้าอี้ประธานศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีแคนดิเดต 2 คนมาจากสาย “ศาลฎีกา” ทั้งคู่ ระหว่าง “อุดม สิทธิวิรัชธรรม” และ “จิรนิติ หะวานนท์” ทำให้มีการโหวตกันถึง 4 รอบ จนสุดท้าย “อุดม” ได้รับเสียงข้างมากให้ดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ประวัติโดยสังเขปของ “อุดม สิทธิวิรัชธรรม” จบการศึกษาจากนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง (พ.ศ.2517) เนติบัณฑิตไทย สมัยที่ 28 สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา (พ.ศ.2518) นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (พ.ศ.2525)
เขาคือ “ลูกหม้อ” ในสายงานศาลยุติธรรม เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น ประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้อง และขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 ผู้พิพากษาศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 รองประธานศาลอุทธรณ์ ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 6 ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา เป็นต้น
ประเด็นที่น่าสนใจ นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” เมื่อปี 2563 ผ่านมา 6 ปี เขามีส่วนในการลงมติในคดีสำคัญมากมาย
เช่น คดีการยุบพรรคก้าวไกล กรณีนโยบายหาเสียงเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เมื่อต้นปี 2567 ที่เขาร่วมเป็น “มติเอกฉันท์” ให้ยุบพรรค ต่อมาพรรคก้าวไกลมีความเคลื่อนไหว ไปเทคโอเวอร์พรรคถิ่นกาขาวชาววิไล เพื่อเปลี่ยนเป็นพรรคประชาชน (ปชน.)
สื่อหลายสำนัก เผยแพร่คลิปอ้างคำพูด “อุดม สิทธิวิรัชธรรม” ที่แสดงความเห็นระหว่างการสัมมนาที่ จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อ 15 ส.ค. 2567 ทำนองว่า พรรค ปชน.ควรขอบคุณตน เพราะคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล ทำให้พรรคการเมืองใหม่ ได้รับเงินบริจาคประมาณ 20-30 ล้านบาทอย่างรวดเร็ว
“จริงๆ ต้องขอบคุณผมนะ มีการยุบพรรคเขา เห็นไหมครับ เขาได้เงินตั้งกี่ล้านน่ะ ภายในสองวัน ถ้าไม่ยุบเนี่ย เขาร้องไห้ฟรีเลยนะ ก่อนหน้านั้นน่ะ เงินไม่มีนะ ต้องขอบคุณผมนะทำให้เขามีเงินเข้าไปตั้ง 20-30 ล้าน ใช่ไหม สมาชิกเก่าเข้าไปจดทะเบียนเป็นสมาชิกตามไปด้วยเห็นไหม ก็ไม่เห็นจะเดือดร้อนตรงไหนเลย” ว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เคยกล่าวไว้
เขายังเป็นหนึ่งในมติ “เสียงข้างมาก” ในคดีการชุมนุมของ “ม็อบราษฎร” ที่นำโดย “อานนท์ นำภา-ไมค์ ภาณุพงศ์ จาดนอก-รุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล” เมื่อ 10 พ.ย. 2564 ว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49
โดย “อุดม” แสดงความเห็นในคำวินิจฉัยส่วนตน ตอนหนึ่งว่า "การกระทำของผู้ถูกร้อง ณ เวลาที่เกิดเหตุยังไม่ถึงขั้นเป็นการล้มล้างการปกครอง แต่เห็นว่าหากมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ย่อมอาจพัฒนาเป็นกระบวนการที่นำไปสู่การล้มล้างการปกครองได้ จึงเห็นควรให้มีคำสั่งห้ามมิให้กระทำการในลักษณะเช่นนั้นอีก"
นอกจากนี้ยังมีคดีสำคัญอื่น ๆ เช่น ในยุครัฐบาล “บิ๊กตู่” คดีวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ครบ 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “อุดม” เป็นหนึ่งในเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียง วินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งนายกฯ ยังไม่ครบ 8 ปีตามรัฐธรรมนูญ โดยให้นับวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 มีผลบังคับใช้ คำวินิจฉัยนี้ ส่งผลให้ “รัฐบาลลุงตู่” ยังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจการงานต่าง ๆ ได้จนเกือบครบวาระ และยุบสภาฯเมื่อปี 2566
คดีสำคัญในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย เช่น คดี “เศรษฐา ทวีสิน” แต่งตั้ง “พิชิต ชื่นบาน” เป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ “อุดม” เป็นเสียงข้างมากในมติ 5 ต่อ 4 วินิจฉัยให้ “เศรษฐา” พ้นจากตำแหน่งนายกฯ โดยมีมลทินมัวหมองในเรื่อง “ความซื่อสัตย์สุจริต” สร้างบาดแผลทางใจให้เขามาจนถึงวันนี้
คดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง “แพทองธาร ชินวัตร” กับ “ฮุน เซน” นั้น “อุดม” ก็อยู่ในเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียง วินิจฉัยให้ “อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกฯ กรณีฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยคดีนี้ถูกนำไปขยายผลต่อในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในตอนนี้
ที่น่าสนใจ คดีที่เกี่ยวกับ “สีน้ำเงิน” เมื่อปี 2566 “อุดม” คือตุลาการ 1 เดียว เสียงข้างน้อย ต่อ 7 เสียงข้างมาก ที่วินิจฉัยให้ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย พ้นจากตำแหน่ง กรณีให้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน (นอมินี) หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น
หรือกรณีล่าสุด “อุดม” คือหนึ่งใน “มติเอกฉันท์” พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท “ก้อนแรก” 2 แสนล้านบาท ที่นำไปทำ “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และเขายังเป็นหนึ่งในเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เสียง วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท ในส่วนเงิน “ก้อนหลัง” 2 แสนล้านบาท ที่ถูกใช้ไปเพื่อทำการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังมีคดีร้องเรียนกล่าวหา “ธรรมนัส พรหมเผ่า” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในปี 2564 ภายหลังถูกสภาฯซักฟอกอย่างหนักเรื่อง เคยถูกศาลออสเตรเลียพิพากษาจำคุกในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด โดย “อุดม” คือหนึ่งใน “มติเอกฉันท์” ว่า “ธรรมนัส” ไม่ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง สส. และรัฐมนตรี
โดยมีคำอธิบายว่า องค์คณะเห็นว่าคำว่าศาลตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าว หมายถึงศาลไทย การถูกพิพากษาโดยศาลต่างประเทศจึงไม่ทำให้ “ธรรมนัส” ขาดคุณสมบัติการเป็น สส.หรือรัฐมนตรี จนเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความขอบเขตของคำพิพากษาจากต่างประเทศ เมื่อถูกนำมาใช้พิจารณาคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญไทย
ปัจจุบันยังมีคดีสำคัญที่รอการวินิจฉัยในชั้นศาลรัฐธรรมนูญคือ กรณี “บัตรเลือกตั้ง” ที่ปรากฏ “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” ที่ใช้ในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 อาจเข้าข่ายทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับตามนัยของรัฐธรรมนูญหรือไม่ เรื่องนี้ผู้ตรวจการแผ่นดิน รับเรื่องและยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันผ่านมานานถึง 4 เดือนแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งเริ่ม “นับหนึ่ง” นัดไต่สวนพยานในวันที่ 26 ส.ค.นี้
ดังนั้นบทบาทของ “อุดม” ภายหลังนั่งเก้าอี้ “ประมุขตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” หลังจากนี้ จะออกมาเป็นอย่างไร ต้องรอดูกัน เริ่มจาก “คดีบัตรบาร์โค้ด” ที่คาดว่าจะมีบทสรุปอีกไม่กี่เดือนถัดจากนี้



