วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม 2569

Login
Login

กัมพูชาล็อกเป้า ‘รบเฉพาะจุด’ ไทยปูแผนป้อง ‘พื้นที่สัญลักษณ์’

ห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา การประชุมคณะรัฐมนตรี 7 ก.ค.2569 มีมติเห็นชอบ ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอขอสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพิ่มเติม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายรองรับสถานการณ์ชายแดนด้านตะวันออก(ชายแดนไทย-กัมพูชา) ซึ่งเสนอเข้ามาเป็นวาระลับ โดยไม่เปิดเผยตัวเลขงบประมาณ รวมถึงรายละเอียดที่จะนำไปใช้ดำเนินการแต่อย่างใด

ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเปราะบาง การเดินเกมการทูตเชิงรุกเข้มข้น ควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมด้านการทหารของสองประเทศ ปลายเดือน ก.ค.นี้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และ รมว.มหาดไทย มีกำหนดเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการตามคำเชิญ

เช่นเดียวกับ “ฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา และ พล..เตีย บันห์ อดีต รมว.กลาโหมกัมพูชา เยือนจีนเมื่อ 25-27 มิ.ย. ที่ผ่านมา พร้อมเข้าพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี

หากประเมินในภาพรวมจีนพยายามบาลานซ์ความสัมพันธ์ระหว่าง จีน-ไทย และ จีน-กัมพูชาในห้วงสองประเทศมีข้อพิพาทชายแดนยืดเยื้อ เพื่อให้อยู่ในจุดสมดุล แม้หลังฉากจะมีการขับเคลื่อนต่อรองกันในหลายกรณีก็ตาม

ภายหลัง“เจนส์ ดีเฟนซ์” (Janes Defence) สื่อด้านความมั่นคงของสหราชอาณาจักร เปิดภาพถ่ายดาวเทียม แสดงสถานะของเรือรบใหม่กัมพูชา ไทป์ 056A เรือคอร์เวตติดอาวุธนำวิธี ที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลจีน

โดยระบุว่า อาวุธปล่อยจากเรือที่ติดตั้งบนเรือคอร์เวตชุดนี้ คือ YJ-83 หรือชื่อในการส่งออกคือ C-802 เป็นอาวุธปล่อยโจมตีเรือ มีพิสัยการยิงราว 180 กิโลเมตร โดยหนึ่งในเรือชุดนี้ของกัมพูชา ที่ถูกระบุว่าอยู่ในสถานะพร้อมปฏิบัติงานแล้วคือ RCNS Kohkong Senchey เลขประจำเรือ 622

เรือดังกล่าวจอดที่ “ฐานทัพเรือเรียม” ตั้งอยู่ในจังหวัดพระสีหนุ เป็นหนึ่งในฐานทัพที่ได้รับการสนับสนุนการปรับปรุงขีดความสามารถจากรัฐบาลจีน และจีนก็วางระบบเรดาร์และวางกำลังทางเรือที่ฐานทัพเรือเรียม

ยังไม่นับฝ่ายกัมพูชาโชว์รถถังที่เพิ่งรับการส่งมอบจากจีนตามโครงการความช่วยเหลือเก่า หรือการวางพิกัด PHL03 เล็งเป้าที่ท่าเรือสัตหีบ

ด้านการทหาร ภาพการลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ของ “บิ๊กกลาโหม-เหล่าทัพ”ตรวจแนวรบ เช็กความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันประเทศ หลังพบทหารกัมพูชารุกคืบขุดคูเลต สร้างบังเกอร์ตลอดแนว ใกล้ฐานปฏิบัติการของฝ่ายไทยหลายพื้นที่

สำหรับการปะทะรอบ 3 ตามที่หลายฝ่ายประเมินไว้ มีแนวโน้มเกิดขึ้นในห้วงปลายฝนต้นหนาว แต่การปะทะรอบนี้จะต่างกับสองรอบเมื่อปี 2568 ที่เป็นการสู้รบตลอดแนว แต่ครั้งนี้กัมพูชาจะเปิดศึกเฉพาะจุด

เริ่มกันที่ ชายแดน จ.สระแก้ว บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านคลองแผง ภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ราบแผ่นดินต่อแผ่นดิน  สมรภูมิที่ต้องลุ้นกันจนนาทีสุดท้าย โดยเฉพาะบ้านหนองจาน ทหารไทยเข้าควบคุมพื้นที่ได้เส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนครบกำหนดหยุดยิง เวลา 12.00 วันที่ 27 ธ.ค.2568

ปัจจุบันชายแดนฝั่งสระแก้ว พบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาซ้อมรบภายหลังได้รับอาวุธใหม่ ทำให้ “กองกำลังบูรพา” ออกคำสั่งเพิ่มเติม ห้ามประชาชนเข้าพื้นที่ยามวิกาลบริเวณหลัก 46-47 ด้านทิศตะวันออก ถนนศรีเพ็ญ บ้านหนองจาน และมีการขุดคูเลต สร้างบังเกอร์ เป็นแนวยาว หลังพื้นที่บ้านคลองแผงห่างรั้วกาสิโนประมาณ 30 เมตร บริเวณด่านบึงตะกวน

3 เสนาธิการ” เหล่าทัพ ประกอบด้วย พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสธ.ทบ. พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสธ.ทร. พล.อ.อ.อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสธ.ทอ. ลงพื้นตรวจสอบเก็บข้อมูลเพื่อประสานการปฏิบัติระหว่างเหล่าทัพ เตรียมพร้อมปฏิบัติทางทหารทุกมิติให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ ยังร่วมประชุมหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง 3 พื้นที่กองกำลังชายแดนไทย-กัมพูชา คือ กองกำลังสุรนารี กองกำลังบูรพา และ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) เพื่อบูรณาการเป้าหมายร่วมทางทหาร และเตรียมการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ตั้งแต่ขั้นการเตรียมกำลัง จนไปถึงขั้นการใช้กำลัง และสนับสนุนภารกิจของกองกำลังป้องกันชายแดนเพื่อให้มีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตย และดูแลประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

เพราะก่อนหน้านั้น พล.อ.อ.อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสธ.ทอ. ลงพื้นที่กองกำลังสุนารี ทภ.2 และ กปช.จต.ของกองทัพเรือสำรวจภูมิรัฐศาสตร์มาแล้ว

ทั้งนี้ มีการประเมินว่า กัมพูชาขุดคูเลต สร้างบังเกอร์แข็งแรงใกล้ฐานของทหารไทย ไม่ใช่เฉพาะชายแดน จ.สระแก้ว เท่านั้น ยังพบในพื้นที่บ้านท่าเส้น-ทมอดา จ.ตราด ตลอดแนวคู่ขนานชายแดนฝั่งไทย เพื่อป้องกันการปฏิบัติการเครื่องบินรบ F-16 และกริพเพน หากมีการปะทะรอบ 3 

เพราะทุกครั้งเครื่องบินรบขึ้นปฏิบัติการ ทหารไทยจะต้องถอยร่นออกจากพื้นที่ให้ไกลรัศมีทิ้งบอมบ์ประมาณ 2 กิโลเมตร เพื่อความปลอดภัย ดังนั้น คูเลตจึงเปรียบเสมือนหลุมหลบภัยของทหารกัมพูชา และจะใช้จังหวะรุกคืบเข้ายึดพื้นที่คืน

พล...เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึงการลงพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้วของ 3 เสนาธิการเหล่าทัพว่า เป็นการตรวจสอบพื้นที่ภูมิศาสตร์เป็นสิ่งจำเป็น เพราะได้เห็นพื้นที่จริง พื้นที่ที่อาจมีการปฏิบัติการรบร่วมใด ๆ ก็แล้วแต่ จะได้เข้าใจภูมิศาสตร์ของพื้นที่จริง ถือเป็นเจตนารมณ์ของ 3 เหล่าทัพ ที่ให้เสนาธิการเป็นหัวหน้าฝ่ายเสธ ถือเป็นหัวหน้าระดับมันสมอง ได้ลงไปเพื่อเตรียมการในขั้นรายละเอียด ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะภัยคุกคามทางกายภาพอย่างเดียว ยังมีภัยคุกคามที่มองไม่เห็น เช่น โดรน หรือการใช้ขีดความสามารถทางไซเบอร์ในการโจมตีซึ่งกันและกัน ที่มีอยู่ตลอดเวลา

ขณะที่ พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมกับ พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ตรวจเยี่ยมและพบปะ กำลังพลของ ทภ.3 ที่ส่งมาสนับสนุนภารกิจ ทภ.2 ปกป้อง ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และเนิน 350 อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ โดยเฉพาะปราสาทตาเมือนธม ทหารกัมพูชาตั้งฐานห่างเพียง 20 เมตร

ปัจจุบันพื้นที่ของกองกำลังสุรนารีได้แบ่งพื้นที่รับผิดชอบใหม่ โดยปรับเปลี่ยนจากเดิม 3 หน่วยเพาะกิจ(ฉก.)มาเป็น 4 ฉก. ประกอบด้วย 

ฉก.1 จังหวัดศรีสะเกษ (ตอนเหนือ)ได้แก่ ซำแต ภูมะเขือ ห้วยตามาเรีย พลาญหินแปดก้อน พื้นที่โดยรอบ อ.กันทรลักษ์ จ. ศรีสะเกษ

ฉก.2 จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งแต่หลักเขตที่ 2 ผ่านพื้นที่ช่องจอม - ปราสาทตาเมือน จนสุดเขตจังหวัดบุรีรัมย์

ฉก.3 จังหวัดศรีสะเกษ (ตอนใต้) ตั้งแต่ช่องทับอู จนถึงหลักเขตที่ 2 ครอบคลุมพื้นที่ อ.ขุนหาญ-ภูสิงห์

ฉก.4 ( แบ่งมาจาก ฉก.1 เดิม ) จังหวัดอุบลราชธานี ช่องบก ช่องอานม้า เนิน 469 และพื้นที่แนวชายแดน อ.น้ำยืน

ส่วน “บิ๊กดุลย์” พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม อาศัยวันหยุดสุดสัปดาห์เมื่อวันที่ 4-5 ก.ค. เลาะตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชาฝั่งอีสาน-สระแก้ว-ตราด เช็กโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันประเทศ ภายใต้โครงการ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์”

ภายใต้การส่งสัญญาณเตือน จากผู้นำกองทัพไทยถึงผู้นำกัมพูชา หากยังใช้นโยบาย ยั่วยุ บิดเบือน ใส่ร้ายฝ่ายไทย อาจเป็นอุปสรรคสร้างเสถียรภาพ และความสงบสุขชายแดนไทย-กัมพูชา