วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เบื้องลึก ‘พงษ์สวาท’ไขก๊อก ยธ. พ่ายซูเปอร์คอนเน็กชัน ‘ปิยะศิริ’

ให้หลังคณะรัฐมนตรีมีมติรับโอน “พงษ์สวาท นีละโยธิน” จากตำแหน่ง “ปลัดกระทรวงยุติธรรม” มานั่งตบยุงที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งขาลอย “ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี” ฝ่ายข้าราชการประจำ เพียงข้ามวัน เจ้าตัวได้ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากราชการต่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ทันที เป็นการยื่นใบลาออกจากราชการ ทั้งที่ยังเหลืออายุราชการอีก 1 ปี 

เบื้องลึกเบื้องหลัง ของมูลเหตุการตัดสินใจครั้งนี้ มาจากความไม่พอใจที่ถูกโยกมาในตำแหน่งปลัดฯ ซึ่งไม่ต่างกับการถูกจับมาเข้ากรุ รอวันเกษียณอายุราชการ ทั้งที่ในระนาบเดียวกัน “หัวหน้าส่วนราชการ” มีหลายตำแหน่งที่กำลังจะว่างลงในสิ้นเดือนกันยายนนี้ 

ไม่ว่าจะเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งสามารถโยกมานั่งรอเกษียณในตำแหน่งเหล่านี้ได้ แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะให้นั่งเฉยๆ ที่สำนักเลขาธิการนายกฯ

แม้ตำแหน่ง“ปลัดกระทรวงยุติธรรม” กับ“ที่ปรึกษานายกฯ” จะเทียบเท่าระดับ 11 เหมือนกัน แต่ในเชิง“ศักดิ์ศรี” ถือเป็นการลดชั้น ไม่ต่างกับการโดนเด้งไปเป็นผู้ตรวจราชการ

ด้วยเหตุนี้ “ปลัดต่าย” พงษ์สวาท จึงเลือกชัตดาวน์ตัวเอง จบเส้นทางราชการในตำแหน่ง “ปลัดกระทรวงยุติธรรม” ดีกว่ามาลงเอยในตำแหน่ง “ที่ปรึกษานายกฯ”

สำหรับ “พงษ์สวาท” ถือเป็นเด็กในคาถาของ “เนติบริกร” วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับ“รองเล็ก” ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี มือกฎหมาย รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล โดยเติบโตในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วยกันทั้งคู่ 

ต่างกันตรงที่ “ปกรณ์” ได้ขึ้นเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาแบบยาวๆ ขณะที่ “พงษ์สวาท” ไปได้สุดแค่รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนที่ช่วงเดือนมิถุนายน 2565 ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “เนติบริกร”ซึ่งขณะนั้นเป็นรองนายกฯ จะดันให้เธอได้ย้ายไปเติบโตที่อื่น จึงลงตัวที่ “ปลัดกระทรวงยุติธรรม”

ต่อมาในช่วงรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร รวมถึงรัฐบาลอนุทิน 1 “ปลัดพงษ์สวาท” ยังนั่งตำแหน่งเดิมอย่างต่อเนื่อง กระทั่งในรัฐบาลอนุทิน 2 ที่มี “บิ๊กรุท” สายตรงบุรีรัมย์ เป็น รมว.ยุติธรรม เธอจึงดำรงตำแหน่งปลัดได้ครบ 4 ปี

ในทางกฎหมาย แม้จะครบ 4 ปีแล้ว แต่สามารถต่อวาระการดำรงตำแหน่งได้ครั้งละ 1 ปี จำนวน 2 ครั้ง หรือเต็มโควตาคือ 6 ปี แต่ “พล.ต.ท.รุทธพล” เลือกที่จะไม่ต่อวาระการดำรงตำแหน่งให้เธอ 

แต่ไปดึง “ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่นั่งตำแหน่งนี้ยังไม่ถึงปี มาเป็น ปลัดกระทรวงยุติธรรมแทน

ว่ากันว่า ก่อนหน้านี้ มีสัญญาณชัดว่า ฝ่ายการเมืองไม่ต้องการต่อวาระการดำรงตำแหน่งให้ “พงษ์สวาท” เพื่อเปิดทางให้ เลขาฯบอย “ปิยะศิริ” 

ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีกระทรวงใดที่พร้อมรับ “พงษ์สวาท” ไปเป็นหัวหน้าส่วนราชการคนใหม่ แทนคนเก่าที่เกษียณอายุราชการในปลายปีนี้ เพราะแต่ละแห่ง ต่างล็อก “คนในใจ” เอาไว้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม

เมื่อไม่มีที่ให้ลง จึงเหลือแค่กรุสำนักนายกฯ สำนักเลขาธิการนายกฯ ที่มีตำแหน่งเทียบเท่าระดับ 11 ไว้ให้จำนวนมาก

ตัดกลับมาที่ ปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ เริ่มถูกจับตา เพราะเส้นทางราชการของ “ปิยะศิริ” ค่อนข้างโลดโผน เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)

ก่อนที่จะขยับมาเป็นผู้อำนวยการกองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่กระทรวงยุติธรรม กระทั่งในเดือนมีนาคม 2567 ถูกโยกให้ไปนั่งเป็นรองเลขาธิการ ศอ.บต. ที่ดินแดนด้ามขวาน และเติบโตในปีต่อมาทันที ในเก้าอี้เบอร์ 1 ของ ศอ.บต. แต่ยังไม่ทันข้ามปี “เลขาฯบอย” ก็ผงาดขึ้นเป็น “ปลัดกระทรวงยุติธรรม” อย่างรวดเร็ว

สำหรับการก้าวกระโดดของ “ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร" ครั้งนี้ คนวงในรู้กันดีว่ามีลมใต้ปีกที่มีพลังขั้นสุด ยิ่งพลิกปูมหลังอาจไม่น่าแปลกใจ เพราะเขาคือ ลูกพี่ลูกน้องของ “สนองนุช วัฒนวรางกูร” ภรรยาคนแรกของ “เสี่ยหนู” หรือนายกฯอนุทิน นั่นเอง

ปิยะศิริ จึงเป็นน้าแท้ๆ ของ “ต้นสน” นัยน์ภัค ชาญวีรกูล ลูกสาวคนโต และ “เป๊ก” เศรณี ชาญวีรกูล ลูกชายคนเล็กของ “อนุทิน” กับ “สนองนุช” ดังนั้น หากส่องลึกไปถึงหลังบ้าน จึงเห็นถึงคอนเนกชันที่ไม่ธรรมดา

ดังนั้น ชื่อชั้น โปรไฟล์ คอนเนกชัน จึงอาจคลายข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงเป็น “ปิยะศิริ” ที่มานั่งเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม ในยุคที่กระทรวงตราชั่ง ใช้บริการสายตรงอย่าง “บิ๊กรุท” เป็นมือทำงาน

สำหรับอดีตปลัดต่าย ว่ากันว่า เธอไม่ได้ดิ้นต่อสู้ใดๆต่อ เพราะรู้ดีว่าพละกำลังที่มีไม่เพียงพอ จึงเลือกปิดฉากเส้นทางราชการด้วยตำแหน่งปลัดกระทรวง ย่อมดีกว่าเป็นข้าราชการขาลอยจนเกษียณ