วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘อนุทิน’ ขอบคุณ ‘ศาลรธน.’ ไฟเขียวพ.ร.ก.กู้เงิน ชี้ เกิดผลทวีคูณทางเศรษฐกิจ

“อนุทิน” เผย ไทย-มาเลเซีย ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อำนวยความสะดวกการค้า ลดขั้นตอนการตรวจสินค้า ขอบคุณ ศาลรธน. ไฟเขียวพ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้าน ย้ำ ดอกเบี้ยต่ำ เพิ่มมูลค่า เกิดผลทวีคูณทางเศรษฐกิจ

เมื่อเวลา 17.15 น. (ตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Park Hyatt Kuala Lumpur ประเทศมาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการพบหารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียว่า การหารือวันนี้มีความคืบหน้าและบรรลุข้อตกลงหลายเรื่อง โดยเฉพาะการลงนาม MOU ด้านการเกษตร ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการหารือมาอย่างต่อเนื่อง

ด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การหารือไม่ได้จำกัดเฉพาะประเด็นชายแดน แต่ครอบคลุมถึงเรื่องการผ่านแดน การค้า และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน พร้อมเห็นพ้องการขยายเวลาเปิด-ปิดด่าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและมาเลเซียเดินทางไปมาหาสู่กันได้คล่องตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ ไทยและมาเลเซียยังมีการตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะใช้กลไกการอำนวยความสะดวกทางการค้า การพัฒนาด้านโลจิสติกส์ และการลดขั้นตอนการตรวจสินค้า เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

ในประเด็นการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายมุ่งสร้างความเข้าใจร่วมกัน เพื่อให้พื้นที่ชายแดนเกิดความสงบสุขและสันติสุข โดยจะหารือกับผู้ที่มีความใกล้ชิดกับพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือในประเด็นที่มีศักยภาพร่วมกัน นอกจากนี้ ยังได้หารือในประเด็นการป้องกันน้ำท่วม เพื่อลดความเสียหายต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

สำหรับกรณี พ.ร.ก. กู้เงิน นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เร่งวินิจฉัยเรื่องร้องเรียน และทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น โดยกล่าวว่ารัฐบาลจะบริหารเงินให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดแก่ประชาชน พร้อมย้ำว่าการดำเนินงานต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่อประโยชน์ของประเทศ

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า เงินกู้ดังกล่าวมีต้นทุนดอกเบี้ยต่ำ ประมาณร้อยละ 1.2 จึงเป็นโอกาสในการนำเงินไปสร้างประโยชน์และเพิ่มมูลค่าให้แก่ระบบเศรษฐกิจ เกิดการหมุนเวียนและผลทวีคูณทางเศรษฐกิจ (Multiply Effect) ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งภาครัฐ ประเทศ ประชาชน และเศรษฐกิจโดยรวมต่อไป