ครหา “สภาสีน้ำเงิน” ยังคงตามหลอกหลอนวุฒิสภาชุดปัจจุบันไม่หยุดหย่อนตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นที่มาของ สว.ชุดนี้ ที่เกาะกลุ่มกันชัดเจน ของบุคคลใกล้ชิด “พรรคสีน้ำเงิน”
โดยเฉพาะประธานวุฒิสภา “มงคล สุระสัจจะ” ที่ถือเป็นสายตรงบุรีรัมย์ เติบโตมาจากผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ จนนั่งอธิบดีกรมการปกครอง สมัยที่ “ปู่จิ้น” ชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของ “นายกฯหนู” อนุทิน เป็น รมว.มหาดไทย
เช่นเดียวกับ “บิ๊กเกรียง” พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ซึ่งรู้กันทั้งบางว่า สนิทชิดเชื้อกับ “นายกฯหนู” ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น วปอ. มายาวนาน
หรือแม้แต่การผลักดันวาระต่างๆ ที่ล้วนเป็นคุณต่อ “พรรคสีน้ำเงิน” ทั้งสิ้น โดยเฉพาะการเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งในหลาย “องค์กรอิสระ” ที่มีส่วนสำคัญ ในการชี้ชะตาคดีการเมืองที่คั่งค้างอยู่
องค์กรอิสระเปลี่ยนผ่านจาก “2 ป.” สู่ “ยุคน้ำเงิน”
เห็นได้ชัดว่า ในช่วง 2 ปีของ สว.ชุดนี้ ที่เห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในหลายองค์กรอิสระ เรียกได้ว่าเปลี่ยนผ่านจากยุค “2 ป.” เข้าสู่ยุค “สีน้ำเงิน” เต็มรูปแบบ
ไล่แต่ละหน่วยงาน ประกอบด้วย กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 4 คน 1. ประภาศ คงเอียด 2. เพียรศักดิ์ สมบัติทอง 3. สุชาติ สุนทรีเกษม 4. มนูภาน ยศธแสนย์
กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) 4 คน 1. อนันต์ สุวรรณรัตน์ 2. ณรงค์ รักร้อย 3. จิรุตม์ วิศาลจิตร 4. ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน 1. สราวุธ ทรงศิวิไล 2.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช และผู้ตรวจการแผ่นดิน 2 คน 1. พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย 2.สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์
อำนาจ สว.ชนวนฉีก MOA-ยุบสภา
หากย้อนกลับไปในช่วงรัฐบาล "อนุทิน 1" ซึ่งเกิดเหตุการณ์ “ฉีก MOA” ระหว่าง “พรรคภูมิใจไทย” และ “พรรคประชาชน” นำมาสู่การประกาศยุบสภา ในคืนวันเดียวกัน
โดยชนวนสำคัญ ที่นำมาสู่จุดแตกหักเกิดจาก "เสียง สว." ที่ร่วมโหวต ในที่ประชุมร่วมรัฐสภา 11 ธ.ค.2568 ระหว่างการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ รายมาตรา ในวาระ 2
วันนั้นที่ประชุมลงมติร่างแก้ไข มาตรา 256/28 โดยมีมติ “ไม่เห็นด้วย” กับ กมธ.เสียงข้างมาก ที่ให้ “ตัดอำนาจ สว.ออก” เหลือแค่เกณฑ์ “ใช้เสียงกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา” เห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นโมเดลที่พรรคประชาชนเสนอ และให้กลับไปใช้เสียง สว.1 ใน 3 ตามเดิม
ภายหลัง “ฝั่งสีน้ำเงิน” เปิดฉาก “ฉีก MOA” ล้มโมเดลแก้รัฐธรรมนูญเวอร์ชันส้ม ทำให้ “พรรคประชาชน” แก้เกมกลับด้วยการเรียก สส.ลงชื่อยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ “รัฐบาลอนุทิน 1” ทันที กระทั่งต่อมา นายกฯอนุทิน ชิง “ปิดเกม” ด้วยการประกาศยุบสภาในคืนวันเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ในการแถลงผลงาน 2 ปี วันที่ 7 ก.ค.2569 ประธาน “มงคล” เคลียร์ข้อครหา เป็นกลไกระบอบสีน้ำเงิน โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การเลือก กกต.ที่มีหน้าที่ตรวจสอบคดีฮั้ว สว. โดยยืนยันว่า ไม่มีวัน ที่จะไปก้าวก่ายแทรกแซงได้ และจะไม่ทำด้วย
“สว.มีเอกสิทธิ์ ผมไม่เคยสั่งใคร และไม่เคยรับคำสั่งจากใคร และผมฐานะประธานที่ประชุม มีหน้าที่ชี้ให้คนพูด และสมาชิกพูดตามเอกสิทธิ์ ผมโดนมาเยอะ แต่ไม่มีใครรู้ดีเท่าตัวเราเอง ดังนั้นสิ่งที่ต้องมีคือ เคารพตัวเอง สิ่งที่คนมองอาจมองได้ แต่ให้ทำถูกใจทุกคนไม่ได้ผมน้อมรับฟังความเห็น เพื่อปรับปรุงตัวเอง”
ไม่ต่างจาก พล.อ.เกรียงไกร ที่เคลียร์ประเด็น ฮั้ว สว. โดยยืนยันว่า ต้องทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เมื่อมีคำตัดสิน พร้อมน้อม รับไม่ตะแบง พร้อมทั้งทิ้งท้ายด้วยว่า
"ผมกราบขอโทษ ที่เลื่อนจัดงานพบปะสื่อมวลชน จากเดิมช่วงต้นปี 2569 แต่เลื่อนมาเป็นวันนี้ (7 ก.ค.69) ผมกราบขอโทษสื่อได้ ยกมือไหว้นักข่าวทุกห้อง ไหว้ได้ทุกคน ไม่ใช่กราบแต่ลูกเทพ” พล.อ.เกรียงไกร กล่าว
2 ปี คดีฮั้วมหากาพย์หลอนสีน้ำเงิน
นอกจากภาพลักษณ์ “สภาสีน้ำเงิน” ที่ลบไม่ออก ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือ “คดีฮั้ว สว.” ที่ลากยาวมา 2 ปี และไม่มีทีท่าจะได้บทสรุป
แถมก่อนหน้านี้ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา หรือข้อโต้แย้งของ กกต. ได้พิจารณาสำนวนการสอบสวนคดีทุจริตการเลือก สว. และมีมติ 5 ต่อ 2 เสียง เห็นว่าข้อกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย “ไม่มีมูลความผิด” โดยจำนวนนี้มีบรรดา “ซูเปอร์คีย์แมน” ทั้ง “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่สีน้ำเงิน "อนุทิน" รวมถึงบิ๊กเนมพรรคสีน้ำเงินรวมอยู่ด้วย
ภายใต้ครหา ระบอบสีน้ำเงินพยายาม “เคลียร์ทาง” แต่ค่ายส้ม ก็ไม่ยอมลดละ "พริษฐ์ วัชรสินธุ" และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน เรียกร้องให้ กกต.ส่งเรื่องไปยังศาล ด้วย 4 เหตุผลที่ปรากฏเป็นหลักฐาน
1.มีหลักฐานที่ปรากฏต่อพฤติการณ์การลงคะแนนที่ผิดธรรมชาติ และแทบเป็นไปไม่ได้ หากไม่มีการจัดตั้ง นอกจากนั้น มีโพยที่เป็นการเตรียมการจากบุคคลที่ถูกกล่าวหา และในสำนวน ระบุมีการนัดหมายที่โรงแรมในจังหวัดต่างๆ และพยานปากที่ยืนยันการพูดคุยที่เสนอผลประโยชน์ต่อการเลือก นอกจากนั้น ยังมีเส้นทางการเงินของทีมงาน สส. และ สว.
2.คณะอนุกรรมการวินิจฉัยที่ 36 ที่ให้ยกคำร้องทั้ง 229 คน มีปัญหาเรื่องความชอบธรรม ที่มา กระบวนการพิจารณาที่ไม่เคยเรียกตัวแทนคณะอนุไต่สวนไปชี้แจงทำให้มีคำถามต่อความรอบคอบรอบด้าน และคุณสมบัติที่ถูกตั้งคำถามเพราะเป็นผู้ที่มีคดีถูกฟ้องในศาล และความเป็นกลางทางการเมือง
3.กกต. มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะกกต. 4 คน จาก 7 คน มีตำแหน่งได้เพราะ สว.ชุดปัจจุบันรับรอง อาจถูกตั้งข้อครหา อาจตัดสินค้านกับหลักฐาน
4.การตรวจสอบคดีฮั้ว สว. พบว่ามีการละเว้นการกระทำ เพราะมีคลิปจากการเลือก สว.ระดับประเทศ ที่ได้มาจากผู้ตรวจการการเลือก สว. ที่ส่งมาให้วิปฝ่ายค้าน
โดยปรากฏว่ามี เจ้าหน้าที่ กกต. เก็บโพยจากผู้สมัคร สว. และบอกว่าจะมีการเดินตรวจ และต่อมามี กกต.เดินตรวจ พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า"จะเป็น สว.อยู่แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะ" สะท้อนให้เห็นว่า กกต.คนดังกล่าว ต้องเห็นสิ่งที่ดูไม่สุจริต
ระหว่างบทสรุปของ "คดีฮั้ว สว." เผือกร้อนในมือ กกต.แถมกรรมการบางคนยังถูกเลือกสรรโดย สว.ชุดปัจจุบัน กับวาระที่เหลืออีก “4 ปี” จาก 6 ปีของสภาสูง คงต้องลุ้นว่า ฉากใดจะไปถึงอวสานก่อนกัน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


