วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ส่องแท็กติก เซฟ ‘อนุทิน’ จาก‘ฮั้ว สว.’ ถึง‘โกงสอบขรก.’

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงยากลำบากของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่ต้องเร่งสางปัญหาเน่าเฟะในกระทรวงคลองหลอด กับกรณีสุดฉาวโฉ่ ทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

ผลสอบเบื้องต้นของกระทรวงมหาดไทย หมายหัว 5 ข้าราชการในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมเดินหน้าสอบวินัยร้ายแรง และคดีอาญาตามลำดับ

แม้จะมีคำถามจากสังคมว่า ขบวนการโกงสอบที่มีเครือข่ายกว้างขวาง เหมือนแบ่งงานกันทำ เม็ดเงินผลประโยชน์ 4-5 พันล้าน ถ้าไม่นับคนร่วมก๊วนนอกมหาดไทย คนในหน่วยงานราชการ มีแค่ 5 คนเท่านั้นจริงหรือ 

เรื่องนี้จึงน่าจะเป็นอีกคดีมหากาพย์ แต่หากจะไล่เส้นเรื่องกันจริงๆ ที่มาที่ไปของโควตาแต่ละคน อาจจะไปไม่สุด เจอตอการเมืองเข้าหรือไม่

ว่ากันว่า การเปิดสอบครั้งปลายปี 68 ที่เป็นปัญหา มีการเปิดตำแหน่งมากกว่ารอบก่อนๆ จากเดิมการปฏิบัติการมักอยู่ในส่วนของผู้บริหารท้องถิ่นตามจังหวัดต่างๆ พอบางคนในฝ่ายการเมืองมีอำนาจ ก็สบช่องเข้ามาจับชิ้นปลามันตรงนี้ จนกลายเป็นสเกลที่ใหญ่ ขยายวงกว้างมีตัวละครเข้ามาเกี่ยวข้องเต็มไปหมดจากทุกสารทิศ

มีการพูดกันอย่างกว้างขวางว่า รายชื่อคนเข้าสอบที่พร้อมจ่ายเงินเป็นหลักหลายแสนบาท มีช่องทางสำหรับคนที่รู้เท่านั้นว่า “ตั๋ว” หรือ“โควตา”ใคร ใช่หรือไม่ใช่ แล้วคนที่ได้โควตาจากผู้ใหญ่ ไปหาคนสอบ ก็รู้ว่าต้องส่งรายชื่อผ่านใคร ถึงจะได้รับการการันตี

ประโยคจากปากอนุทิน ที่ว่า “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทุจริตกล่าวหาผู้คน น่าจะมีผู้คนที่มีชื่อชั้น มีความสำคัญ มีตำแหน่งสูง” 

อนุทิน กำลังหมายถึงแค่ข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย ที่เคยผ่านเก้าอี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือกำลังหมายถึงทั้งบิ๊กข้าราชการ ที่มีบิ๊กการเมืองสนับสนุน พร้อมเครือข่ายในแต่ละท้องที่ บริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

การสั่งยกเลิกการสอบไปประมาณ 3 ปี ตามที่อนุทิน อธิบายกับสังคม จนอั้นไม่ไหว สุดท้ายต้องเปิดรอบที่เกิดฝีแตก เท่ากับว่า อนุทิน รู้อยู่แล้วใช่หรือไม่ว่า มันมีขบวนการที่จ้องจะโกงในยุคที่นายกฯ และรมว.มหาดไทย ชื่อหนู

ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่อนุทิน ผลักดันให้เกิดการลงนาม MOU ร่วมกับ 7 หน่วยงานเพื่อป้องกันการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น 

มุมหนึ่งก็พอเข้าใจได้ว่า อนุทินทำเพื่อกันตัวเองออกจากขบวนการ กรณีถูกจับกุมเปิดโปงแผนร้าย แต่ถ้าเลยตามเลย เรื่องไม่แดงก็ไม่เป็นไร

MOU ฉบับนี้จึงเป็นหลังพิงให้คนเป็นนายกฯ ว่าพยายามหามาตรการป้องกันทุจริตแล้ว จะได้มีน้ำหนักหากถูกร้องละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปล่อยละละเลย ไม่ระงับยับยั้ง แบบกรณีจำนำข้าว สมัยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

การเดินเกมแบบนี้ของอนุทิน จะเรียกว่าแท็กติกข้อกฎหมาย หรือแท็กติกการเมือง เพื่อเอาตัวรอดก็คงไม่ผิด 

เหมือนเมื่อกว่า 2 ปีที่แล้ว ก่อนเลือก สว.ระดับประเทศ อนุทินอาจระแคะระคายว่า มีคนใกล้ตัวกำลังพยายามบริหารจัดการให้คนของตัวเองได้เป็น สว. หรือไม่

จนเป็นที่มาของการลงนามประกาศพรรคภูมิใจไทย เรื่อง ห้ามกระทำการโดยวิธีการใดๆ ในการเลือก สว. สาระสำคัญระบุว่า เพื่อให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม กำหนดข้อห้าม มิให้กรรมการบริหารพรรค หรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกระทำการโดยวิธีการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็น สว. หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก 

พรรคภูมิใจไทยจึงประกาศให้ ถือปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่าได้กระทำการใดๆ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง อันจะนำมาซึ่งความเสียหายต่อพรรคภูมิใจไทยได้

จะเห็นได้ว่า วิธีการป้องกันตัวเองของอนุทินคือ การต้องมีแอ็กชั่นผ่านรูปแบบใดก็แล้วแต่ที่สาธารณะจะได้รับรู้ เพื่อทำให้เห็นว่า ตัวเองพยายามปิดช่องทางความไม่ชอบมาพากลต่างๆ ไว้หมดแล้ว

2 กรณีที่ชัดเจนคือ เลือก สว. สุดท้ายกลายเป็น“คดีฮั้ว สว.” และสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น สุดท้ายความแตกมีการโกงแก้คำตอบ จ่ายเงินกันมโหฬาร ซึ่งทั้ง 2 เรื่องอยู่ระหว่างดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สถานะของอนุทิน ในคดีฮั้ว สว.ขณะนี้ เป็นหนึ่งในผู้ถูกร้องในชั้น กกต. พร้อมกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และสส.บางส่วน ที่ยังต้องลุ้นว่าจะโดนส่งเรื่องให้ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้งหรือไม่ แต่จุดหนึ่งที่ยังไม่เห็นคือ ไม่เห็นพรรคภูมิใจไทยตั้งกรรมการภายในสอบสวนคนที่อยู่ในข่ายถูกล่าวหาฮั้ว สว. เพื่อพิสูจน์ตัวเองอีกมุมหนึ่งต่อสังคม

การบริหารของอนุทินทั้งในบทบาทหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และบทบาทนายกฯ จึงเป็นเรื่องยากรับมือในหลายโอกาส การประคองตัวให้บาลานซ์ความต้องการเจ้าของพรรคตัวจริง และความต้องการของกลุ่มก๊วนบ้านใหญ่ และองคาพยพต่างๆ จึงต้องอาศัยความพลิ้วเฉพาะตัว

ในเมื่อแต่ละกลุ่มก้อนที่มารวมกันในภูมิใจไทย ต่างมีวาระที่ต้องขับเคลื่อนทางการเมืองด้วยกันทั้งสิ้น มีเครือข่าย มีองคาพยพต้องบริหารจัดการดูแล หากอะไรที่ไม่สุ่มเสี่ยง หรือน่าหวาดเสียวจนเกินไป คนเป็นนายกฯ อาจทำเป็นมองไม่เห็นหรือไม่ อะไรที่คาบลูกคาบดอก ก็ต้องมีวิธีเอาตัวรอดให้ได้