วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

14 วันผ่าน 'โอนงบฯ หมื่นล้าน' จับตาผลพลอยได้ 'ระบอบน้ำเงิน'

ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.... เพื่อโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วงเงิน 1.03 หมื่นล้านบาท ไปตั้งไว้เป็นงบฯกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น ผ่านกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติแล้ว หลังสภาสูงใช้เวลา 2 ชั่วโมง 50 นาที ผ่านการพิจารณารายละเอียด พร้อมลงมติเห็นชอบ 146 ต่อ 4 เสียง และมี สว.ที่งดออกเสียง 20 เสียง

ถือว่าเป็นการสร้างสถิติในสภาฯ ยุคล่าสุด ซึ่งใช้เวลาสั้นที่สุดรวม 14 วัน ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณฉบับสำคัญได้ทั้ง “สภาผู้แทนราษฎร” และ “วุฒิสภา” และเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ด้วยความรวดเร็วที่เกิดขึ้น ทำให้ในชั้นอภิปรายของทั้งฝั่งสภาผู้แทนฯ และฝั่งวุฒิสภาตั้งข้อสังเกตเห็นพ้องต้องกันว่า รัฐบาลควรสร้างมาตรฐานความโปร่งใสของการใช้จ่ายเงิน รวมถึงเน้นถึงผลลัพธ์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน มากกว่าการหาเสียง หรือเรียกคะแนนนิยม

14 วันผ่าน 'โอนงบฯ หมื่นล้าน' จับตาผลพลอยได้ 'ระบอบน้ำเงิน'

สำหรับการพิจารณาในส่วนของสภาสูงนั้น ได้ทำงานคู่ขนานกับสภาผู้แทนราษฎร โดยให้ “คณะกรรมาธิการติดตามการบริหารรงบประมาณ สว.” ที่มี "ศุภโชค ศาลากิจ" เป็นประธาน กมธ. ศึกษาเนื้อหาล่วงหน้า เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุม สว. พร้อมกับให้ข้อสังเกต คำแนะนำต่อรัฐบาล และหน่วยงานใช้งบประมาณ 

ในรายงานของ กมธ.ติดตามงบฯ ที่ศึกษาร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯ มีความน่าสนใจ เพราะจับทางได้ว่า  

1.การโอนงบฯ จากหน่วยงานรับงบประมาณ ที่ส่วนใหญ่เป็นงบลงทุนกว่า 9,645 ล้านบาท อาจกระทบต่อโครงการลงทุน และการให้บริการสาธารณะ  

2.กรณีที่รัฐบาลประกาศแนวทางโอนงบฯล่วงหน้า ตั้งแต่ก่อนเดือน เม.ย. ขณะที่กำหนดวันตัดยอดข้อมูลวันที่ 2 มิ.ย. ทำให้หน่วยรับงบฯ เร่งก่อหนี้ผูกผัน เร่งใช้จ่ายงบฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโอนคืน

“สว.ศุภโชค” แจกแจงข้อค้นพบนี้ว่า ผลการใช้จ่ายเงินของหน่วยงาน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสิ้นเดือน มี.ค.พบการใช้จ่าย 61.68% ขณะที่ผลการใช้จ่าย 5 มิ.ย.เพิ่มเป็น 77.79% ถือว่าเพิ่มขึ้น 16.11% สิ่งที่สังเกตได้คือ วันที่ 31 พ.ค.-5 มิ.ย. เพียง 5 วัน มียอดใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 3.15% ทั้งที่การเบิกจ่ายปกติ ช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. และเม.ย.-พ.ค. มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6-7% 

14 วันผ่าน 'โอนงบฯ หมื่นล้าน' จับตาผลพลอยได้ 'ระบอบน้ำเงิน'

เมื่อแจกแจงรายการเบิกจ่ายงบฯ ช่วง มี.ค.- 5 มิ.ย. พบว่าการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 16.11% ผลการเบิกจ่ายเพิ่ม 16.23% รายจ่ายประจำเพิ่ม 17.46% รายจ่ายลงทุนเพิ่มขึ้น 11.42% และเงินกันเหลื่อมปี เบิกจ่ายเพิ่มขึ้น 10.46%

“สะท้อนให้เห็นว่า หน่วยงานราชการเร่งก่อหนี้ผูกผัน และเร่งเบิกจ่ายเพื่อไม่ให้เงินถูกดึงกลับ แม้ทำถูกต้องทำระเบียบ แต่ทำโครงการที่มีข้อจำกัดด้านเวลา ทำรีบด่วน ย่อมมีความเสี่ยงต่อประสิทธิภาพของงาน ผู้รับจ้าง รวมถึงความคุ้มค่าของเงินที่ลงทุน งบประมาณในภาพรวมได้” สว.ศุภโชค ขยายรายละเอียด

โดยประเด็นนี้ “ภราดร ปริศนานันทกุล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับสำนักงบประมาณ ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อวงเงินโอนงบฯ ที่เดิมตั้งใจทำยอดให้ถึงแสนล้านบาท แต่สามารถทำได้จริงเพียง 1.03 หมื่นล้าน เพราะไม่มีหน่วยงานไหนเต็มใจคืนเงินให้รัฐบาลกลางนำไปใช้บริหารจัดการแบบอื่น จึงพบการเร่งรัดเบิกจ่ายช่วงรอยต่อไตรมาส 2-3 พบยอดสูงขึ้นเกือบ 7% ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกว่า ไม่มีหน่วยงานราชการใดอยากโอนเงินคืนให้รัฐบาล 

จากการได้เห็นกระบวนการจัดทำงบประมาณของหน่วยงานรัฐ ที่คิดแค่การได้ใช้เงิน “ภราดร” จึงใช้เวทีสภาสูง ส่งสัญญาณไปถึง “ส่วนราชการต่างๆ” ว่า การเสนอขอจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณ 2571 ต้องมีหลักเกณฑ์ของบฯ ที่เพิ่มขึ้น โดยต้องประเมินดัชนีชี้วัดผลงานหรือความสำเร็จ(เคพีไอ) ผลการเบิกจ่าย ผลลัพธ์ของโครงการที่วัดจากสิ่งที่ประชาชน สังคมได้รับจากการทำโครรงการ หากโครงการใดที่ไม่เกิดประโยชน์กับสังคม ประชาชน จะไม่ได้รับจัดสรรเหมือนเดิม 

“ผลลัพธ์จะเป็นเคพีไอสำคัญ เพื่อให้หน่วยงานราชการคิด และเร่งผลผลิตโครงการที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ทำแบบเดิมซ้ำๆ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสังคม” ภราดร ย้ำกลางวงที่ประชุมวุฒิสภา 6 ก.ค.2569 

นอกจากนั้นแล้ว “วุฒิสมาชิก” ยังตั้งข้อสังเกต และจับตาเป็นพิเศษ ถึงการใช้งบฯหมื่นล้าน ที่เติมใส่ในงบฯกลาง ที่โปร่งใส และไม่ใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า การจัดสรรงบฯกลาง แม้จะเป็นภารกิจเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น แต่ในรายละเอียดของการใช้เงิน อาจมีช่องโหว่ ที่ทำให้เงินที่ถูกเบิกจ่ายไปใช้ แฝงไปกับการได้คะแนนนิยมทางการเมือง

ข้อสังเกตหนึ่งที่ “สว.ชูชีพ เอื้อการณ์” ให้ไว้ต่อวุฒิสภาคือ ข้อกังวลต่อการรวมศูนย์อำนาจเบิกจ่ายอยู่ที่ “คณะรัฐมนตรี” เมื่องบฯกลางเพิ่ม อาจเกิดการรวมศูนย์มากขึ้น และนำไปใช้เพื่อการเมือง โดยเฉพาะพื้นที่ไหนเป็นคนของใคร ซึ่งอาจถูกตั้งครหาได้ว่า พื้นที่ไหนได้คะแนนเสียงน้อย หากจะเอางบฯ ไปใช้ อาจเกิดการเจรจาต่อรองได้ 

“สิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องพิจารณาคือ เมื่อจะใช้งบฯกลางเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น ต้องคำนึงถึงการตรวจสอบ และต้องให้ความสำคัญกับรัฐสภา ที่ควรได้รับรายงานทุกครั้ง ถึงการใช้เงิน ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความคุ้มค่า” สว.ชูชีพ ระบุ 

แนวคิดนี้ ยังมีสว.อีกส่วนหนึ่งที่เห็นด้วย พร้อมกับส่งเสียงไปยังรัฐบาล และหน่วยงานใช้เงินด้วยว่า ต้องสร้างหลักประกันในแง่ความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลให้รัฐสภา และประชาชนตรวจสอบได้

14 วันผ่าน 'โอนงบฯ หมื่นล้าน' จับตาผลพลอยได้ 'ระบอบน้ำเงิน'

ส่วนหนึ่งที่ “สว.” ให้ความเห็น ที่เน้นย้ำถึงความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และความโปร่งใส เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณสำคัญ ที่ยังไม่วางใจว่า “รัฐบาล” ที่เต็มไปด้วยนักการเมืองเขี้ยวลากดิน คงไม่คิดหรือทำแบบมุ่งประโยชน์ทางเดียวแน่นอน เพราะนอกจาก “ประชาชน” จะได้รับแล้ว “ฝ่ายการเมือง” ต้องมีผลพลอยได้ ด้วยเช่นกัน แต่จะเป็น“ผลพลอยได้” หรือเป็น“ค่าตอบแทน” แบบไหน เป็นสิ่งที่ต้องจับตา