กกต.ถกถอดบทเรียน-ยกระดับมาตรฐานจัดเลือกตั้ง สส.สู่ความเป็นมืออาชีพ ‘ณรงค์ รักร้อย’ ชี้ถ้าเลือกตั้ง ‘ฟรีแอนด์แฟร์’ จริง ไม่จำเป็นต้องมี กกต. จ้างมาเฉพาะกิจได้
เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2569 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนามาตรฐานการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มุ่งยกระดับการปฏิบัติงานสู่ความเป็นมืออาชีพ โดยนายณรงค์ รักร้อย กกต. เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการตามโครงการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งให้เป็นมืออาชีพ กิจกรรมหลัก การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนามามาตรฐานการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
โดยมี นายพลวัตน์ พิรติชัยธนกุล ผู้เชี่ยวชาญประจำกรรมการการเลือกตั้ง นายรัชฎา จิวาลัย พนักงานตามสัญญาจ้างประจำกรรมการการเลือกตั้งนายชาตรี จันทร์เพ็ญ เลขานุการประจำกรรมการการเลือกตั้ง ว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ พ.ต.ต. เดชพล กอสนาน ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง เข้าร่วมพิธี
นายณรงค์ รักร้อย กกต. กล่าวตอนหนึ่งว่า การเลือกตั้งจะแฟร์ไม่ได้อยู่ที่กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ผู้ปฏิบัติด้วย ต้องทำงานตลอดไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะช่วงที่ประกาศให้มีการเลือกตั้งเท่านั้น พร้อมตั้งคำถามว่าจะทำได้หรือไม่เนื่องจากมีเสียงสะท้อนมาโดยตลอดในการทำหน้าที่ของ กปน. ที่มีล้านกว่าคน ส่วนเรื่องฟรีประชาชนจะต้องออกไปใช้สิทธิ์อย่างอิสระเสรีไม่ถูกขู่เข็ญ แม้จะทำยาก เพราะไม่มีเครื่องมือเหมือนมหาดไทยที่ต้องอยู่ภายใต้การบริหารงานของผู้ว่าราชการจังหวัด จึงอยากฝากให้ได้เข้าใจและช่วยกันคิดหาวิธี
“ส่วนตัวเห็นว่าคำว่าฟรีไม่ได้อยู่กับฝ่ายจัดการเลือกตั้งโดยตรงแต่อยู่กับการมีส่วนร่วม หากการเลือกตั้งฟรีและแฟร์ให้สิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่จำเป็นต้องมีสำนักงาน กกต.ก็ได้ อาจจะเป็นการจ้างมาเฉพาะกิจประมาณ 45 วันเข้ามาจัดการเลือกตั้ง ซึ่งการรณรงค์เรื่องการเลือกตั้ง “ฟรีแอนด์แฟร์” ต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก จึงอยากให้คิดหาแนวทางในการเปลี่ยนประชาชนให้เป็นพลเมือง ซึ่งพลเมืองในระดับสากลกำหนดไว้ โดยมีเป้าหมายทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริต โปร่งใส เป็นกลางและเที่ยงธรรม ตามหลักของสำนักงาน” นายณรงค์ กล่าว
สำหรับการประชุมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-3 ก.ค. 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อระดมความคิดเห็น ถอดบทเรียน สรุปประเด็นปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขจากการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป และการออกเสียงประชามติ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 เพื่อนำผลการดำเนินงานมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามตีในอนาคต
การพัฒนามาตรฐานการจัดการเลือกตั้งให้เป็นมืออาชีพ ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่มุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลด้านการบริหารจัดการเลือกตั้งอย่างมืออาชีพ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยยึดหลัก "สุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเพียงธรรม" ควบคู่กับการบริหารจัดการเลือกตั้งตามมาตรฐานสากล
การประชุมครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหาและอุปสรรคที่พบจากการจัดการเลือกตั้งทุกระดับ พร้อมแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะและแนวทางพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการบริหารจัดการ การพัฒนากฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการจัดการเลือกตั้ง อาทิ การศึกษาการพัฒนาระบบการลงคะแนนเสียงด้วยเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ (E-Votine) และการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสำหรับการรวบรวมและประมวลผลคะแนนเลือกตั้งให้มีความถูกต้อง รวดเร็ว และมีเสถียรภาพ
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการนำกลยุทธ์การสื่อสารมาใช้ในการขับเคลื่อนภารกิจของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทั้งการสื่อสารภายในองค์กรและการสื่อสารกับประชาชน เพื่อให้การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างถูกต้อง ทันต่อสถานการณ์ และเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการเลือกตั้ง
ผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วยผู้บริหาร พนักงาน และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ปฏิบัติภารกิจด้านการจัดการเลือกตั้ง รวมจำนวนทั้งสิ้น 130 คน โดยในการประชุม ผู้เข้าร่วมจะได้รับฟังการบรรยายในหัวข้อ "การพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติติงานการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติ (ถอดบทเรียนปัญหาอุปสรรค และแนวทางแก้ไข)" โดยทีมวิทยากรจากสำนักจัดการการเลือกตั้ง และสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง พร้อมทั้งร่วมกันนำเสนอผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อนำข้อเสนอแนะและบทเรียนที่ได้รับไปใช้ในการพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการจัดการเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


