เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่3 ทั้งนี้ เข้าสู่ช่วงอภิปรายสรุปภาพรวมของร่างฯ
โดยในฝั่งของ สส.พรรคร่วมรัฐบาล นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ชี้แจงว่า ถ้าให้ตนตั้งชื่อร่างฯแบบตรงไปตรงมา ตนอยากตั้งชื่อว่าร่างพ.ร.บ.งบประมาณแบบปรุงจืด เพราะรู้สึกจืดๆอึนๆไม่ค่อยมีสีสัน ไม่ค่อยเผ็ดร้อนเหมือนกับการอภิปรายงบประมาณครั้งที่ผ่านๆมา แต่สวยแบบธรรมชาติ ถ้าเป็นอาหารก็คงต้องบอกว่าไม่ค่อยอร่อย ตนไม่ได้แซะหรือเสียดสี แต่เป็นเรื่องจริง ต้องชื่นชม
เพราะเราแลกกับการเสียดสีทางการเมือง หรือวาทกรรมทางการเมืองมาด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงของสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล หากเราละวางประเด็นการเมืองลง แล้วตั้งใจฟังให้ได้ยิน ตนอยากฝากไปถึงคณะรัฐมนตรี(ครม.) และผู้บริหารหน่วยงานทุกกระทรวง ข้อเสนอของฝ่ายค้านมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบริหารประเทศ ต้องขอบคุณสำนักงบประมาณที่จัดสรรงบฯเปิดเผยข้อมูลต่อสภาฯตามที่เราเคยเรียกร้องมาหลายปี แต่มาสำเร็จในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลกำลังส่งข้อความว่า เราเชื่อในการจัดสรรงบฯแบบโปร่งใสตรวจสอบได้ เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่เคยกลัวการตรวจสอบ เราไม่เคยหนีการตรวจสอบ ที่ผ่านมารัฐบาลเผชิญความท้าท้าย ทั้งปัญหาความมั่นคงชายแดน ภัยพิบัติธรรมชาติ เศรษฐกิจที่ผันผวน สงครามตะวันออกกลางนำมาสู่วิกฤตพลังงาน ตามมาสู่ตุ้นทุนค่าครองชีพที่สูง ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่เดือน จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ปกติเหมือนกับรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา
งบฯปี 70 จึงไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤตดังกล่าว จึงต้องใช้เครื่องมือหลายอย่าง ทั้ง พ.ร.บ.โอนงบฯ พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อประคับประคองสถานการณ์ประเทศ งบฯปีนี้รัฐบาลจึงต้องวางโจทย์ใหม่ในการจัดทำลำดับความสำคัญใหม่ ไม่ได้จัดตามอำเภอใจ แต่จัดแบบพุ่งเป้า โปร่งใส คุ่มค่า ทำเฉพาะเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ลดความซ้ำซ้อน มุ่งเน้นความคุ้มค่าของการใช้งบฯมากที่สุด เป้าหมายใหญ่คือการปรับสมดุลการคลัง สร้างวินัยทางการเงิน วางรากฐานประเทศ ที่สำคัญรัฐบาลตัดสินใจถูก ยอมเจ็บสั้นดีกว่าปวดนาน นอกจากนี้ยังเห็นความพยายามในการพาประเทศกลับไปสู่วินัยการเงินการคลัง สัญญาณสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้กำลังจะบอกกับประชาชนทั้งประเทศว่าในช่วงระยะเวลา4ปีของการบริหารเราจะฟื้นฟูสถานะการคลังให้กับประเทศ เราจะนำวินัยทางการเงินกลับมาเป็นหลักในการบริหารประเทศอีกครั้ง ไม่ได้แก้แค่เฉพาะหน้า
นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีการบอกว่างบฯปีนี้เป็นงบฯฝีแตก ตนเห็นด้วย งบฯปี70 วงเงิน3.788ล้านล้านบาท เป็นงบฯรายจ่ายประจำถึง 2.78 ล้านล้านบาท เหลืองบฯลงทุนเพียง 7.8 แสนล้าน ลดลงจากปีก่อนถึง 7.2 หมื่นล้านบาท ตัวเลขนี้ไม่น่าภูมิใจ แต่เป็นความจริง ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นสะสมมาหลายรัฐบาลหลายสิบปี ไม่ได้เกิดตอนนายกฯท่านนี้เข้ามาบริหารงาน รู้ว่าป่วย แต่ไม่เคยรักษาจริงจัง เลือกซุกปัญหาใต้พรม แล้วหวังว่าอาการป่วยจะหายไปเอง
ต้องชื่นชมรัฐบาลชุดนี้ กล้าตัดสินใจนำสิ่งที่ซุกใต้พรมขึ้นมาอยู่บนโต๊ะทำงบฯปีนี้ให้สะท้อนกับความเป็นจริง เริ่มจากยอมรับความเป็นจริง สำหรับตนงบฯปีนี้ไม่ใช่ฝีแตก แต่มันคืองบฯที่กล้าจะลงมือกรีดแผลลงไปและผ่าตัดเอาฝีก้อนนั้นออกมา ยอมเจ็บวันนี้ ดีกว่าปล่อยฝีแตกในวันข้างหน้า หรือผลักภาระให้รัฐบาลหน้า ไม่มีนักการเมืองอยากจะตัดสินเรื่องยากๆแบบนี้ หรือกระทบกับคะแนนนิยม การบริหารประเทศไม่ใช่เรื่องการบริหารคะแนนเสียง มันคือความกล้าทำสิ่งถูกต้อง เราเลือกรักษาประเทศ มากกว่าภาพลักษณ์ตัวเอง เลือกรักษาความมั่นคงมากกว่าคะแนนเสียงทางการเมือง
นายกรวีร์ กล่าวด้วยว่า อยากเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลที่กำลังจะเช้าไปเป็นกมธ.วิสามัญฯ ช่วยกันตรวจสอบให้เข้มข้น ตัดลดงบฯที่ไม่จำเป็น ตัดลดส่วนเกินออกให้หมด เพื่อทำให้งบฯฉบับนี้ที่พวกเราจะผ่านสภาฯกันไป มันส่งตรงไปถึงมือของประชาชนให้ได้มากที่สุด อยากเห็นมิติใหม่ของความโปร่งใส ในชั้น กมธ.ท่านถ่ายทอดสดเลย เพื่อให้เห็นการทำงานของสมาชิกว่าเราในฐานะตัวแทนประชาชน เราถามคำถามอะไรกับฝ่ายราชการ เราร่วมกันตรวจสอบทำงานการใช้งบฯของฝ่ายราชการร่วมกัน เชื่อว่ายิ่งการเมืองโปร่งใส ความเชื่อมั่นของประชาชนจะมากขึ้น บางคนบอกว่าเห็นงบฯแล้วไม่เห็นอนาคตประเทศ แต่ตนเห็นงบฯแล้ว กลับเห็นอนาคตของประเทศมากมาย ไม่ว่าหรอก อนาคตของพวกเราอาจไม่เหมือนกัน
“ส่วนที่มีการบอกว่างบฯไทยช่วยใคร ผมได้ข้อสรุปว่างบฯนี้ไม่ได้ช่วยคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้ช่วยพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ช่วยคนตัวเล็กตัวน้อย ช่วยคนหาเช้ากินค่ำ ช่วยคนลดภาระค่าครองชีพ แล้วไปสร้างโอกาส สร้างรายได้ที่มั่นคงให้ครอบครัว ช่วยผู้สูงอายุให้มีศักดิ์ศรี มีคุณค่าในบั้นปลายชีวิต ช่วยคนหนุ่มสาวให้มีอนาคต ช่วยลูกหลานให้เข้าถึงการศึกษา เรียนจบมีงานทำ ช่วยพ่อค้าแม่ค้า เอสเอ็มอีให้ยืนหยัดต่อสู้เติบโต ที่สำคัญช่วยฟื้นฟูวินัยการเงินการคลัง ลดการขาดดุล วางรากฐานมั่นคงต่อไป ดังนั้นมันคืองบฯไทยช่วยไทยอย่างแท้จริง” นายกรวีร์ กล่าว


