วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เบื้องลึก ปชน. ‘ปลาเปลี่ยนน้ำ’ จุดพลาด ‘ส้ม’ พ่ายศึกเมืองหลวง

ควันหลงจบสมรภูมิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก.ไปหมาด ๆ ถึงคิวศึกชิง “ประมุขสภา กทม.” ต่อ โดยพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ได้ ส.ก.มากสุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ถึง 22 ที่นั่ง มีมติส่ง “ส.ก.เนอส” ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.บางซื่อ ลงชิงชัย ท่ามกลางกระแสข่าวว่า “กลุ่มคนทำงาน” แม้ได้ ส.ก.เพียง 11 ที่นั่ง จะรวมเสียงส่งคนเป็นแคนดิเดตแข่งชิงประธานสภา กทม.กับเขาด้วย

ทว่า ความคืบหน้าล่าสุด “วิพุธ ศรีวะอุไร” ส.ก.บางรัก อดีตประธานสภา กทม.ชุดที่แล้ว ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว และให้สัมภาษณ์หลายสื่อ ยืนยันข้อเท็จจริงว่า “ตนเอง” ยินดียกมือหนุน ส.ก.จากพรรค ปชน. เป็น “ประธานสภา กทม.” โดยยึดหลักการเสียงข้างมากมีสิทธิดำเนินการก่อน แต่ไม่สามารถตอบแทน “กลุ่มคนทำงาน” ทั้งหมดได้ เนื่องจากแต่ละคนมี “ความอิสระ”

แม้ว่าถึงที่สุดแล้วจะยังต้องรอ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ก. โดยยังมีเวลาอีกอย่างน้อย 60 วัน ในการรวมเสียงเพื่อโหวตประธานสภา กทม.ก็ตาม แต่การรวมเสียงของ 2 ขั้วการเมือง ไม่ว่าจะเป็น “ส.ก.ปชน.” และ “กลุ่มคนทำงาน” น่าจะยังคงคุกรุ่นกันต่อไป

โดยมีอีก 4 กลุ่มที่เป็น “คีย์สำคัญ” ในการรวมเสียงครั้งนี้ ได้แก่ ส.ก.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 8 เสียง ส.ก.กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว 4 เสียง ส.ก.อิสระอื่น ๆ อีก 3 เสียง และ ส.ก.กลุ่ม Better Bangkok 2 เสียง ซึ่งกลุ่มนี้ระบุว่า ยินดีสนับสนุนประธานสภา กทม.จากพรรค ปชน.

ทว่า สิ่งที่ต้องนำมาถอดบทเรียนกันยกใหญ่สำหรับ “พรรคส้ม” ไม่ใช่สมรภูมิ ส.ก. แต่คือศึกชิง “พ่อเมืองหลวง” ที่พ่ายแพ้หมดรูป ได้คะแนนต่ำเตี้ยเรี่ยดินยิ่งกว่าปี 2565 แถมยังพ่ายแม้แต่ “ติ่ง” มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อินฟลูเอนเซอร์ทางการเมืองชื่อดัง ซึ่งไม่มี “แม่เหล็ก” ใด ๆ มาดึงดูด หรือช่วยหาเสียงด้วยซ้ำ

ผลคะแนนการเลือกตั้งปี 2569 ถ้าไม่นับ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2 ที่กวาดแต้มไปกว่า 1.53 ล้านเสียง จากผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งราว 2.3 ล้านคน คนทั่วไปโดยเฉพาะ “ด้อมส้ม” คงไม่มีใครคาดคิดว่า “พรรคส้ม” ซึ่งมีฐานคะแนนนิยมสูงมากใน กทม. เนื่องจากผลการเลือกตั้ง สส. 2569 ที่ผ่านมา กวาด สส.ยกจังหวัด 33 เขต จะพ่ายแพ้หมดรูปได้คะแนนไปแค่อันดับ 3 เท่านั้น อยู่ที่ 188,144 แต้ม

หากเทียบกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ปี 2565 ที่ “ชัชชาติ” ได้ไป 1.38 ล้านเสียง ขณะที่ “วิโรจน์” ซึ่งลาออกจาก สส.มาลงในนาม ปชน. ได้อันดับ 3 กวาดแต้มไป 253,938 คะแนน หรือมากกว่า “โจ ชัยวัฒน์” ถึง 65,794 คะแนน ทั้งที่ในช่วงเวลานั้น “ส้ม” ใน กทม.ได้ สส.ไป 32 เขต สอบตก 1 เขต และได้คะแนนรวมน้อยกว่าการเลือกตั้งปี 69

แต่เอาเข้าจริงไม่อาจโทษความผิดไปยัง “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.ได้อย่างเต็มปาก เพราะในข้อเท็จจริง “พรรคส้ม” ส่งเขาลงสมัครในลักษณะ “ขัดตาทัพ” เพียงเท่านั้น เพราะตัวเลือกที่แท้จริงคือ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ปัจจุบันคือหัวหน้าทีมบริหาร กทม.ของพรรค

ทว่าด้วย “คดี 44 สส.ก้าวไกล” เป็นชนักปักหลังเขาไว้ ทำให้พรรคจำเป็นต้องเล็งหาตัวเลือกอื่นมาลงแทน เดิมมีการเล็งตัวเลือกในลักษณะ “นักวิชาการ” หลายคน โดยเฉพาะในทีมบริหาร The Professionals ในการเลือกตั้งปี 2569 ที่ผ่านมา แต่บางคนลังเล บางคนอยากทำงานอยู่หลังฉากมากกว่า ทำให้ต้องเบนเข็มไปตัวเลือกอื่น

มีเรื่องเมาท์กันให้ว่อนในศาลาว่าการ กทม. มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่า แม้แต่ “ชัชชาติ” เมื่อครั้งอยู่ปลายสมัยผู้ว่าฯ กทม.ครั้งที่ 1 เคยถูกทาบทามให้มาสังกัด “พรรคส้ม” เพื่อลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ด้วย แต่เจ้าตัวปฏิเสธไป เนื่องจากอยากลงในนามอิสระมากกว่า แต่ไม่มีข้อเท็จจริงจากพรรคส้มยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่

ต่อมา ปรากฏชื่อ “สุรพล นิติไกรพจน์” อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ที่เบนเข็มจาก “ฝ่ายขวา-กลาง” มาสู่ “ฝ่ายซ้าย-กลาง” สนับสนุนพรรค ปชน. โดยเขาเคยให้สัมภาษณ์เล่าว่า เคยถูก “เทียบเชิญ” ให้มาเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในปี 2569 ด้วย แต่เจ้าตัวปฏิเสธไป แต่เข้ามาเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ทีมบริหาร กทม.ของพรรคส้มแทน

สุดท้ายหวยมาออกที่ “โจ ชัยวัฒน์” ทำให้เขาลาออกจากเก้าอี้ สส.มาลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่ด้วยบุคลิกเงียบขรึม ขาด Charisma ทางการเมือง แตกต่างจาก “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคส้มดู “ปรุงจืด” อย่างมาก

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น ว่ากันว่าบรรดา “โปลิตบูโร” หลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 2569 แบบ “พลิกความคาดหมาย” มีบางคนเริ่ม “ถอยหลบฉาก” ไม่เข้ามายุ่มย่ามในการบริหาร “ไฟเขียว” ให้การบริหารพรรคปัจจุบันเกือบทั้งหมด อยู่ภายใต้ผู้นำรุ่น 3 อย่าง “ณัฐพงษ์-กก.บห.” หลายครั้งเป็นผู้ตัดสินใจเอง ประเดิมเริ่มในศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งที่ผ่านมา

การบริหารแบบใหม่โดยใช้การตัดสินใจจาก กก.บห.ในแทบทุกเรื่อง โดยไม่ต้องคอยฟังการ “ชี้นำ” จาก “โปลิตบูโร” เหมือนเดิม เปรียบเสมือน “ปลาเปลี่ยนน้ำ” ที่ต้องใช้เวลา “ปรับตัว” เพื่อให้การวางยุทธศาสตร์ทางการเมืองเข้าร่องเข้ารอยเสียก่อน

หากสังเกตการลงพื้นที่หาเสียงของ “โจ ชัยวัฒน์” ส่วนใหญ่มักเกิดในช่วงสุดสัปดาห์ แถมไม่ค่อยมีแกนนำระดับ “บิ๊กเนม” มาลงพื้นที่ช่วยหาเสียงมากนัก เว้นแต่เป็นการไปหาเสียงร่วมกับผู้สมัคร ส.ก.ส้ม จะมีคนระดับ “แกนนำ” ลงมาช่วยหาเสียงเพิ่มเติม ทำให้ชื่อของเขาไม่ค่อยเข้าไปประทับตราในใจ “คนกรุงฯ” มากนัก

อีกหนึ่งประเด็นคือ ชื่อของ “สุรพล” ที่เข้ามาเป็น “กุนซือ” หน้าฉาก จากเดิมที่เคยช่วยเหลืองานด้านกฎหมายอยู่หลังฉาก ตั้งแต่ตอนเป็น “พยานปากสำคัญ” ในคดียุบพรรคก้าวไกล เมื่อต้นปี 2567 ทำให้ “ด้อมส้ม” เสียงแตก แสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง บางคนเชื่อในแคมเปญ Grand Compromise ที่ “โอบรับ” คนเห็นต่างเข้ามาร่วม

แต่อีกหลายคนมองว่า การนำบุคคลที่เคยสนับสนุน “อนุรักษนิยม” เข้ามาล่มหัวจมท้าย หรือมีตำแหน่งแห่งที่ในพรรค “เสรีนิยมใหม่” อาจไม่เหมาะสมกับ “พรรคมวลชน” ที่มีจุดยืน “ชนเพดาน” ตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล แถมยังจะเป็นตัว “จุดชนวน” ตอกย้ำบาดแผล MOU “ส้ม-น้ำเงิน” ที่ล้มเหลว จากการดีลกับ “ฝ่ายอนุรักษนิยม” ให้กลับมาอีกครั้ง

เบื้องต้น “ระดับนำ” ในพรรค ปชน.มีการหารือเรื่องนี้กันคร่าว ๆ นอกรอบ สรุปบทเรียนยังคนยืนยันเรื่อง “โอบรับคนเห็นต่าง” ให้มาเข้าพรรค ตามที่ “พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์” เลขาธิการพรรค ให้สัมภาษณ์ภายหลังรู้ผลความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

ในวันดังกล่าว “พิจารณ์” รวมถึง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ประสานเสียงเห็นตรงกัน ปฏิเสธว่าความพ่ายแพ้ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะดึงตัว “สุรพล” มามีตำแหน่งแห่งที่ในพรรค ปชน.พร้อมรับฟังทุกความเห็น โดยยืนยันว่า การทำงานทางการเมือง การเดินทางไปข้างหน้า จำเป็นต้องโอบรัดและเปิดกว้างและคนที่เคยเห็นต่าง มาร่วมเดินทางกับเรา

“แม้ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวัง แล้วเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่บอกว่า การดึงเอา “สุรพล” มา อาจมีผลทำให้การเลือกตั้งออกมาสู่ผลลัพธ์ในวันนี้ แต่คิดว่าสิ่งที่พรรคต้องทำคือการทำงานทางความคิด ทำความเข้าใจกับโหวตเตอร์ แม้ว่าครั้งนี้เราทำไม่สำเร็จ เราควรรับฟัง เดินหน้าทำงานทางความคิดต่อไป” พิจารณ์ ระบุ

ดังนั้นแคมเปญ Grand Compromise ที่ถูก กก.บห.ชุดปัจจุบัน ปัดฝุ่นเป็นแคมเปญ “โอบรัด-เปิดกว้าง” คนเห็นต่างทางการเมือง จะสามารถนำพาพรรคออกจากเงา “โปลิตบูโร” เพื่อให้กลายเป็น “พรรคมวลชน” อย่างแท้จริง และประสบผลสำเร็จในทางการเมืองมากกว่านี้ได้หรือไม่ ต้องติดตาม

โดยเฉพาะศึกชิงเก้าอี้ “ประมุขสภา กทม.” รอวัดฝีมือกลยุทธ์-เหลี่ยมเล่ห์ทางการเมืองของ กก.บห.ชุดนี้อย่างเต็มตัว