ศาล รธน.ตีตกยกระบิ ทั้งคำร้อง ‘เท้ง-ปิยบุตร’ ล้มล้างปกครอง ปมวิจารณ์องคมนตรี - ครม.ทำประชามติไม่ถูก - กกต.ใช้งบไปทำบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมปรึกษาคดี มีคดีที่สำคัญและเป็นที่สนใจ โดยเฉพาะกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดการเลือกตั้งโดยใช้บาร์โค้ด และคำถามประชามติ จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่องพิจารณาที่ ต. 48/2568 กรณี นางสาวณัฐธิดา นิโครธางกูร (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213
ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า การกระทำของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 1) และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่กำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์รหัสแท่ง (Barcode) บนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ขอรับการจัดสรรงบประมาณที่กำหนดให้มีรหัสคิวอาร์ (QR Code) เท่านั้น และจากการร้องเรียนของบุคคลอื่นเห็นได้ว่าการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ละเมิดสิทธิเลือกตั้ง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 มาตรา 25 และมาตรา 41 (3)
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบไม่ได้บรรยายว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองอย่างไร เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของผู้ร้องเท่านั้น ประกอบกับผู้ร้องไม่ไม่ไม่ได้แสดงเหตุผลประกอบข้อโต้แย้งว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับอย่างไร กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561มาตรา 46 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย
ขณะเดียวกัน นางสาวณัฐธิดา ยังยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 เรื่องพิจารณาที่ 13/2569 กล่าวอ้างว่า การกระทำของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้องที่ 1) ที่พิจารณาและมีมติรับรองคำถามที่จะสอบถามประชาชนในการออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามขั้นตอนของกฎหมาย กระบวนการจัดทำไม่ได้ดำเนินไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ในส่วนของการออกเสียงประชามติ
ประกอบกับได้พบเห็นการกระทำตามที่ปรากฏในข่าวสารจากสื่อมวลชนต่าง ๆ ว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ผู้ถูกร้องที่ 2) และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า (ผู้ถูกร้องที่ 3) ให้ความเห็นเกี่ยวกับองคมนตรี การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสามดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49
ผู้ร้องยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดและอัยการสูงสุดมีหนังสือแจ้งว่าการกระทำของผู้ถูกร้องยังไม่เข้าข่ายเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบการพิจารณาว่าบุคคลใดจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง จะต้องปรากฎข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งหมายและความประสงค์ระดับที่วิญญูชนคาคาดหมายได้ว่าน่าจะทำให้เกิดผลเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่แสดงให้เห็นได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสามกระทำการอันเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ดังนั้น กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย





