วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘ส้ม’ ดีล ‘ฟ้า’ ท้ารบ ‘เขียว’ จับตาศึกชิงเก้าอี้ประมุขสภา กทม.

"พรรคประชาชน" ซึ่งชนะการเลือกตั้งได้ที่นั่ง ส.ก. มากที่สุด 22 ที่นั่ง ตั้งเป้าชิงตำแหน่งประธานสภา กทม. แข่งกับ "กลุ่มคนทำงาน" ที่สนับสนุนผู้ว่าฯ

KEY POINTS

  • "พรรคประชาชน" ซึ่งชนะการเลือกตั้งได้ที่นั่ง ส.ก. มากที่สุด 22 ที่นั่ง ตั้งเป้าชิงตำแหน่งประธานสภา กทม. แข่งกับ "กลุ่มคนทำงาน" ที่สนับสนุนผู้ว่าฯ
  • พรรคส้มกำลังเจรจาต่อรองกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี 8 ที่นั่ง เพื่อรวบรวมเสียงข้างมาก โดยมีข้อเสนอแบ่งตำแหน่งประธาน และรองประธานสภาฯ
  • ขณะเดียวกัน ฝ่ายสีเขียวแม้มี ส.ก. น้อยกว่า (11 ที่นั่ง) แต่พยายามรวบรวมเสียงจากพรรคสีฟ้า พรรคเพื่อไทย และกลุ่มอิสระ เพื่อสกัดกั้นพรรคส้ม
  • พรรคประชาธิปัตย์ กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งประธานสภา กทม. เนื่องจากมีจำนวน ส.ก.มากเป็นอันดับ 3 ของสภา และได้รับข้อเสนอเจรจาทั้งสองฝั่ง

ปิดฉากศึกชิงเมืองหลวงไปแล้ว ด้วยชัยชนะของ “สีเขียว” นำโดย “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” นั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่ 2 ทำลายสถิติเดิมของตัวเองในการเลือกตั้งปี 65 ด้วยเสียงกว่า 1.44 ล้านแต้ม ขณะที่ ส.ก.กลุ่มคนทำงาน ซึ่งสนับสนุนการทำงานของเขานั้น ได้เข้าสภา กทม.ไปอย่างน้อย 11 คน

แต่มหากาพย์ศึกชิงเก้าอี้ “ประธานสภา กทม.” เพิ่งเริ่มต้นขึ้น แม้ว่า “สีส้ม” จะพ่ายในสมรภูมิ “พ่อเมืองหลวง” โดย “โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง พ่ายแพ้หมดรูป ได้ไปเพียง 176,934 คะแนน อยู่ที่ 3 แพ้แม้กระทั่ง “ติ่ง” มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อินฟลูเอนเซอร์การเมือง ที่ไม่มี “บิ๊กเนม” ไปช่วยหาเสียง หรือคิดนโยบายด้วยซ้ำ แถมคะแนน “ผู้สมัครผู้ว่าฯส้ม” ปีนี้ ยังต่ำกว่าปี 65 ที่ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ทำได้ถึง 2.5 แสนคะแนน

อย่างไรก็ดี ปชน.กลับกวาดเก้าอี้ ส.ก.ไปมากถึง 22 ที่นั่ง มากกว่าเดิมที่ทำได้ในปี 65 ถึง 8 ที่นั่ง (เดิมได้ 14 ที่นั่ง) ทำให้คราวนี้ “พรรคส้ม” หมายมั่นปั้นมือหวังเก้าอี้ “ประธานสภา กทม.” ให้ได้ พรรค ปชน.เสนอชื่อ “ส.ก.เนอส” ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.บางซื่อ ชิงเก้าอี้ประมุขสภา กทม. โดยเธอเคยเป็น ส.ก.มาแล้ว 2 สมัย (รวมปี 69) และเป็นบุตรสาวของ “สมพงษ์ เก่งรุ่งเรืองชัย” อดีต ส.ก.ไทยรักไทย ปี 2541-2549

นอกเหนือจากเป็นลูกหลาน “บ้านใหญ่ กทม.” แล้ว เธอยังเป็นทายาทสืบทอดธุรกิจค้าเหล็ก ที่มีทรัพย์สินจำนวนไม่น้อย แถมยังเคยไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ ก่อนกลับมาจบปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากนี้เธอยังล่มหัวจมท้ายกับ “พรรคส้ม” มาตั้งแต่ยุค “ก้าวไกล” ได้รับแรงผลักดันจาก “แกนนำพรรค” บางคน นั่นจึงทำให้เธอได้รับแรงหนุนส่งชื่อชิงเก้าอี้ประธานสภา กทม.ในครั้งนี้

พร้อมกันนี้ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” หัวหน้าทีมบริหาร กทม.พรรคส้ม ประกาศโรดแมป 6 เรื่องด่วนที่จะเข้าไปทำทันทีใน 6 เดือนแรก หวังกวาดบ้านทำให้สภา กทม.โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรียกเสียงเชียร์จาก “ด้อมส้ม” ได้เป็นจำนวนไม่น้อย

ที่น่าสนใจ มีเรื่องเมาท์กันในพรรคส้ม แม้ “ส.ก.เนอส” จะมีแสงในตัวเอง และมีชื่อชั้นพอจะเสนอตัวเอง และพรรคมีมติชงชื่อไปชิงเก้าอี้ประธานสภา กทม.ก็ตาม แต่ไม่ใช่ว่า ส.ก.ส้ม หรือองคาพยพส้มทั้งหมดจะเห็นด้วย ยังคงมีบางคน “กังขา” ในเรื่องการเข้ามาทำหน้าที่ของเธอ เนื่องจากเห็นว่า ผลงานของเธอไม่แตกต่างจาก ส.ก.เขตอื่น ๆ แต่ด้วยความเป็น “ลูกหลานบ้านใหญ่” แถมมี “ธุรกิจใหญ่” สนิทกับ “แกนนำพรรค” เลยได้รับการประคบประหงมมากกว่าคนอื่น ๆ หรือไม่

ด้าน “ทีมสีเขียว” กลุ่มคนทำงาน แม้จะได้เก้าอี้ ส.ก.ไปเพียง 11 ที่นั่ง น้อยกว่าถึงเท่าตัว แต่ยังไม่ยอมแพ้ ซุ่มดีลกับบรรดา ส.ก.ที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็น “ค่ายสีฟ้า” ที่มี 8 ที่นั่ง “ค่ายแดง” ที่ได้ไป 4 ที่นั่ง และ ส.ก.กลุ่มอิสระ อื่น ๆ หวังรวมให้ได้ 28 เสียง โดดเดี่ยว “ส้ม” ที่มีเพียง 22 เสียง ไม่ให้มีที่ยืนในสภา กทม. โดยว่ากันว่าจะเสนอชื่อ “เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย” ส.ก.บึงกุ่ม อดีตรองประธานสภา กทม.ชุดที่แล้ว เข้าชิงประมุขสภา กทม.ครั้งนี้

อย่างไรก็ดีหลังจบศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก.นั้น แม้จะมีการเผยแพร่ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ 95% ไปแล้ว แต่ยังต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลภายใน 60 วันเสียก่อน ถึงจะนัดเปิดประชุมสภา กทม.นัดแรกได้

ดังนั้นในช่วง 2 เดือนหลังจากนี้ จะได้เห็นความพยายามจากทั้ง “ส.ก.ส้ม” และ “ทีมสีเขียว” พยายามดีลสารพัดกลุ่มให้มาร่วมใต้ชายคาตัวเอง ปูทางโหวตเลือกประธานสภา กทม.กลุ่มของตัวเอง

ตัดภาพมาที่ “ส.ก.ส้ม” เริ่มมีการ “ต่อสายดีล” กับ “ว่าที่ ส.ก.” หลายกลุ่มแล้วหลังจบการเลือกตั้ง เริ่มจาก ส.ก.กลุ่ม Better Bangkok ที่นำโดย “ดร.จอห์น พงษ์สิงห์วิทยา” แกนนำกลุ่ม และ ส.ก.ลาดกระบัง แม้จะมี 2 เสียง แต่ประกาศจุดยืนหนุน “ส.ก.ส้ม” เท่ากับว่า ณ เวลานี้ (30 มิ.ย.) ส.ก.ส้มตุนแต้มในมือไว้แล้ว 24 เสียง ขาดอีกเพียง 2 เสียงเท่านั้น

ด้าน ส.ก.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โดย “ค่ายสีฟ้า” ได้เก้าอี้ไป 8 ที่นั่ง น้อยกว่าปี 65 เพียง 1 ที่นั่ง แต่ถือเป็น “ตัวแปรสำคัญ” ในการเมืองท้องถิ่นเมืองหลวง เพราะหาก “ฟ้า” ไปรวมกับ “ส้ม” จะเท่ากับว่ามีเสียงในสภา กทม.ถึง 30 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมาก และมีสิทธิขาดในการโหวตเรื่องงบประมาณ และข้อบัญญัติต่าง ๆ ได้

ว่ากันว่า “ส้ม-ฟ้า” ต่อสายดีลกันผ่าน “คอนเนกชั่น” ความสัมพันธ์ระหว่าง “เครือญาติ” ต่างพรรค หวังรวมเสียงข้างมาก โดยเสนอให้ “ส้ม” นั่งประธานสภา กทม. และ “ฟ้า” นั่งรองประธานสภา กทม. อย่างไรก็ดีฝ่ายผู้บริหารพรรค ปชป.ยังไม่ได้ตัดสินใจในเรื่องนี้ เพราะว่า “ทีมสีเขียว” ซึ่งได้จำนวน ส.ก.ไป 11 ที่นั่งและเป็นแชมป์เก่า หวังรวมเสียงข้างมากมาสู้ เดินเกม “โดดเดี่ยวส้ม” มีข้อเสนอมาเช่นเดียวกัน

เช่นเดียวกับ ส.ก.กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว 4 คน ที่ “ส.ก.ส้ม” ต่อสายดีลเพื่อรวมเสียงเช่นกัน ยังอยู่ระหว่างตัดสินใจ เพราะได้รับการดีลจากทาง “ทีมสีเขียว” ด้วย โดยการตัดสินใจของ “กลุ่มเพื่อไทย” ครั้งนี้ ว่ากันว่าเกินการควบคุมของ “ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์” แม่ทัพค่ายแดง ที่ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง กทม. 2 ครั้งที่ผ่านมา

ส่วนกลุ่มอิสระอีก 3 คนที่เหลือ ก็ได้รับการชักชวนจากทั้ง 2 ขั้ว “ส้ม-เขียว” เช่นกัน ซึ่งทั้งหมดยังอยู่ระหว่างการรอตัดสินใจ เพราะยังเหลือเวลาอีกหลายวัน กว่าที่ กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง กทม.

ทั้งหมดคือมูฟเมนต์สำคัญหลังจบศึกสมรภูมิชิงเมืองหลวงที่ผ่านมา โดยชัยชนะของผู้ว่าฯ กทม.เป็นของ “ทีมเขียว” ส่วน ส.ก.เป็นของ “ทีมส้ม” แต่ “ทีมเขียว” ยังไม่ยอมแพ้ หวังรวมเสียงโดดเดี่ยว “ส้ม” ไม่ให้มีที่ทางในสภา กทม.ชุดนี้ เพราะที่ผ่านมา นำเรื่องภายในออกมาเสนอภายนอก รวมถึงความพยายาม “ดิสเครดิต” ฝ่ายบริหาร กทม.มาโดยตลอด

บทสรุปมหากาพย์ใหม่ครั้งนี้จะจบลงตรงไหน ใครจะได้เก้าอี้ประมุขสภา กทม.ไปครอง ต้องรอดูกันหลังจากนี้