ควันหลงเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) หลังรู้ผลคะแนนไม่เป็นทางการ ได้ข้อสรุปแน่ชัดว่า “คนกทม.” กว่า 1.44 ล้านคน ลงคะแนนให้ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เป็นผู้ว่าฯกทม.ต่อ อีกสมัย
ขณะที่ผู้สมัครสังกัดพรรครายอื่น ทั้ง “ดร.โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” จากพรรคประชาชน เข้ามาเป็นอันดับสาม ได้ 1.7 แสนคะแนน “เจมส์-อนุชา บูรพชัยศรี” จากพรรคประชาธิปัตย์ อันดับสี่ ได้ 1.01 แสนคะแนน
ส่วนผู้สมัครอิสระ ที่ได้อันดับสอง “ดร.ติ่ง-มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” ที่สร้างกระแส แซงผู้สมัครที่มีสังกัด มีฐานเสียงของพรรคสนับสนุน คว้ามาได้ 2.8 แสนคะแนน
สำหรับสนามเลือกตั้ง กทม.รอบนี้ เชื่อได้ว่า "ผู้สมัคร ผู้ว่าฯกทม.ที่มีสังกัด” จะได้บทเรียนครั้งสำคัญ ที่ทุกคะแนน และกลยุทธ์การเมือง จะถูกแปรผลให้เป็นยุทธศาสตร์สู้เลือกตั้งในรอบหน้า
โดยเฉพาะ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่ตั้งใจใช้ฐานเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เพื่อหยั่งกระแสความนิยม
ย้อนไปเมื่อวันที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดตัว “เจมส์-อนุชา” และผู้สมัคร ส.ก. แกนนำพรรคได้ประกาศไว้ว่า รับรู้ถึงสถานการณ์เป็นรองของตัวผู้ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. แต่เหตุผลที่ต้องส่งคนลงแข่ง เพื่อปูทางไปสู่สิ่งที่หวังผลได้มากกว่าในอนาคต
101,819 คะแนน ของ “เจมส์-อนุชา” ผลอย่างไม่เป็นทางการ อาจทำให้แกนนำประชาธิปัตย์ต้องกุมขมับ เพราะเป็นคะแนนพรรคที่ลดลง เมื่อเทียบระหว่างคะแนนเลือกผู้ว่าฯ กับคะแนนพรรคในการเลือกตั้ง สส.เมื่อ 8 ก.พ.2569
ในสนาม กทม.ประชาธิปัตย์ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ รวม 317,189 คะแนน ส่วนคะแนนเขตเลือกตั้ง ได้รวมกัน 351,368 คะแนน
อาจพอสะท้อนได้ว่า “กระแสสีฟ้ายังไม่ฟื้น” และดูท่ากระแสจะยังหลบลึก เนื่องจากคะแนนรายเขตของ “เจมส์-อนุชา” อยู่ในอันดับ 3-5 แม้เป็นเขตที่พรรคประชาธิปัตย์ปักธง ส.ก.ได้ 8 เขตในครั้งนี้
ดังนั้น เป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่คีย์แมนประชาธิปัตย์ ต้องกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์การเมือง ที่ยังไม่ตอบโจทย์ หรือโดนใจคนกทม. โดยถอดบทเรียนการเลือกตั้งรอบนี้
เมื่อเทียบกับกระแส “ชัชชาติ” ที่คนกทม.กว่า 1.44 ล้านเสียงยังสนับสนุน แม้ช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง เขาจะถูกขุดคุ้ยประเด็นมาดิสเครดิต-โจมตีอย่างหนัก เช่น ระบอบอากง-การทำงบประมาณที่มีพิรุธ-ส่อเอื้อให้เอกชนรับงาน
นอกจากนั้นในส่วนของการเลือก “ส.ก.” ที่ประชาธิปัตย์คาดหวังว่าจะได้ ส.ก.เข้าสภาฯกทม.ประมาณ 12 คน แต่เมื่อผลเลือกตั้งออกมา กลับผิดคาด เมื่อปักธงได้เพียง 8 เขต จากจำนวนที่ส่งลงเลือกตั้งทั้งหมด 50 เขต
ได้แก่ เขตคลองสาน “สมชาย เต็มไพบูลย์กุล” เขตบางกอกน้อย “นภาพล จีระกุล” เขตบางกอกใหญ่ “วิรัช คงคาเขตร” เขตประเวศ “ธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล” เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย “นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ” เขตสัมพันธวงศ์ "พินิจ กาญจนชูศักดิ์" โดยกลุ่มนี้ เป็น “ส.ก.ดั้งเดิมของพรรค”
ขณะที่ เขตคลองเตย ได้ “เฮียต่าย-สุชัย พงษ์เพียรชอบ” เป็นอดีตส.ก. ที่ย้ายมาจากกลุ่มรักษ์กรุงเทพ และเขตวังทองหลาง ได้ “อนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์” เป็นอดีต ส.ก.ที่ย้ายมาจากพรรคเพื่อไทย
ส่วนอีก 4 คนจาก 4 เขต ที่หมายมั่นว่าจะได้ เขตห้วยขวาง ที่ส่ง "ประพฤทธ์ หาญกิจจะกุล" อดีตส.ก.ที่ย้ายมาจากพรรคเพื่อไทย เขตตลิ่งชัน “ลักขณา ภักดีนฤนาถ” เป็นอดีต ส.ก.จากพรรคก้าวไกล เขตราษฎร์บูรณะ "ไสว โชติกะสุภา” เป็นอดีตต ส.ก.ที่มาจากพรรคไทยสร้างไทย และ เขตทวีวัฒนา "ยิ่งยงค์ จิตเพียรธรรม" อดีต ส.ก.ย้ายมาจากพรรคก้าวไกล ล้วนพ่ายให้กับ ส.ก.จากพรรคประชาชน ทั้งหมด
ดังนั้น จึงเป็นโจทย์ใหญ่ โจทย์ใหม่ที่ท้าทาย หาก “ประชาธิปัตย์” หวังจะฟื้นกระแสพรรค ให้กลับมานิยมเหมือน 10-20 ปีก่อน เพราะแค่การปรับภาพลักษณ์พรรคให้ทันสมัย เสริมทัพด้วยคนรุ่นใหม่ แนวคิดใหม่ วันนี้ก็เห็นแล้วว่า แม้จะดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ “ยังไม่พอ”
ที่สำคัญการให้พื้นที่นักการเมืองรุ่นใหม่ การเพาะเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ ของพรรคให้ได้เติบโต เพื่อให้หลุดกรอบภาพจำว่า “ประชาธิปัตย์” คือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-ชวน หลีกภัย” อาจเป็นความโอกาสและความหวังในการฟื้นแบรนด์สีฟ้า


