ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 แทบไม่ต้องลุ้นแล้ว เมื่อคะแนนของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีตผู้ว่าฯ กทม.คนล่าสุด กำลังจะกลายเป็น “ผู้ว่าฯ กทม.” สมัยที่ 2 ติดต่อกัน เนื่องจากได้เสียงเกิน 1 แสนแต้มเข้าไปแล้ว หลังนับคะแนนไปเกือบ 10% จากจำนวน 6,628 หน่วยเลือกตั้ง
ขณะที่ผู้สมัครตามมาเป็นอันดับ 2 คือ “ติ่ง” มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครอิสระ ซึ่งมีคะแนนเหนือกว่า “โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) คะแนนตามมาที่ 3 ส่วน “เจมส์” อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อยู่อันดับ 4
ทั้งนี้เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา พรรค ปชป.โดย “เจมส์ อนุชา” พร้อมกับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค และผู้บริหารพรรค แถลงยอมรับ “ความพ่ายแพ้” ศึกเลือกตั้ง กทม.ครั้งนี้ เนื่องจากคะแนนที่ห่างกันขาด และไม่น่ามีโอกาสพลิกกลับมาได้แล้ว
ขณะที่ พรรค ปชน. เตรียมแถลงข่าวในช่วงเวลา 19.00 น. โดยมี “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค พร้อมด้วย “โจ ชัยวัฒน์” จะร่วมกันแถลงข่าว
สำหรับ “ชัชชาติ” เป็นอดีต รมช.คมนาคม และอดีต รมว.คมนาคม ในสมัยรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ระหว่างปี 2554-2556 โดดเด่นเรื่องการสื่อสารผ่านสื่อและมีภาพลักษณ์ที่ดี โดยถูกชาวโซเชียลฯตั้งฉายาว่าเป็น “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” ผ่านภาพที่เขาสวมเสื้อกล้ามสีดำ เดินเข้าวัดมือข้างหนึ่งถือถุงแกง
ทั้งนี้ เขามีบทบาทสำคัญในเรื่องการผลักดันเมกะโปรเจ็กต์ของฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง อย่างไรก็ดีศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.เงินกู้ฯ เพื่อไปสร้างรถไฟความเร็วสูงดังกล่าว ขัดกับรัฐธรรมนูญ ทำให้โครงการนี้ต้องถูกพับไป
ในช่วงวิกฤติสำคัญทางการเมืองระหว่างปลายปี 2556-กลางปี 2557 เขาคือหนึ่งในตัวแทนฝ่ายรัฐบาลรักษาการ ที่ไปเข้าร่วมประชุมกับผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่สโมสรทหารบก เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติความขัดแย้งจากม็อบ กปปส.เมื่อกลางปี 2557
และในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. (ขณะนั้น) ประกาศทำรัฐประหาร ตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขึ้นเมื่อ 22 พ.ค. 2557 “ชัชชาติ” คือหนึ่งในนักการเมืองที่ถูกนำตัวไปควบคุมในค่ายทหาร ก่อนถูกปล่อยตัวออกมา
หลังจากนั้นเขายังล่มหัวจมท้ายกับพรรคเพื่อไทยอยู่ โดยในปี 2562 "ชัชชาติ" ถูกส่งในบัญชีแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย แต่พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งนั้น
ต่อมาเขาถอยห่างออกจากพรรคเพื่อไทย โดยประกาศเจตนารมณ์เตรียมลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. “ในนามอิสระ” ตั้งแต่ปลายปี 2562 โดยว่ากันว่าเขาได้รับ "ไฟเขียว" จาก "นายใหญ่" ท่ามกลางเสียงหนุน-ค้านภายในพรรค
กระทั่งปี 2565 เปิดรับสมัครผู้ว่าฯ กทม. "ชัชชาติ" ได้ลงสมัคร และชนะการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยแรก ด้วยคะแนนมากสุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. (ขณะนั้น) ได้ไป 1,386,215 คะแนน ท่ามกลางกระแสว่า ส.ก.ค่ายสีแดง ผลักดันและสนับสนุนเขา
ในช่วงเวลา 4 ปีที่เขาดำรงตำแหน่ง ระหว่างปี 2565-2569 พบว่าเกิดเหตุการณ์วิกฤติสำคัญมากมาย โดยเฉพาะกรณีตึก สตง.ถล่ม เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ปรากฏภาพ “ชัชชาติ” และทีมงาน เข้าพื้นที่ไปคอยอำนวยความสะดวกเจ้าหน้าที่ และประสานงานช่วยเหลือทุกหน่วยงาน จนได้รับคำชมไม่น้อยจากประชาชน โดยเฉพาะ “คนเมืองหลวง”
เช่นเดียวกันในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เขาถูกครหาอีกครั้งว่ามี ส.ก.อิสระ ซึ่งส่วนใหญ่ถอดเสื้อ "สีแดง" มาเป็น "กลุ่มคนทำงาน" คอยหนุนหลัง และสนับสนุนเขาอีกครั้ง ไม่ต่างจากตอนเลือกตั้งปี 2565
ใน “มุมทรัพย์สิน ชัชชาติ” แจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2565 โดยแจ้งสถานะว่าหย่า เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2560 แจ้งมีทรัพย์สินทั้งสิ้น 42,852,348 บาท ได้แก่
- เงินฝาก 10,680,807 บาท
- เงินลงทุน 4,338,623 บาท
- ที่ดิน 1 แปลง บริเวณแขวงบางจาก เขตพระโขนง กทม. เนื้อที่ 3 งาน 10 ตรว. ได้มา 18 ธ.ค. 2557 มูลค่า 18.6 ล้านบาท
- ยานพาหนะ 2 คัน (BMW 730Ld Pure Excellence 1.9 ล้านบาท ได้มา 28 ก.พ.2565, Toyota Vellfire 1.5 ล้านบาท ได้มา 10 พ.ย.2552) รวมมูลค่า 3.4 ล้านบาท
- สิทธิและสัมปทาน 3,139,973 บาท
- ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) 2,692,943 บาท
โดยไม่มีหนี้สิน รวมทั้งแจ้งมีรายได้รวมต่อปีโดยประมาณ 1,362,720 บาท แบ่งเป็น เงินเดือนผู้ว่าฯ กทม. 864,720 บาท เงินเพิ่มตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. 498,000 บาท มีรายได้รวม 1,072,595 บาท เป็นค่าอุปโภคบริโภค 9.6 แสนบาท ค่าเบี้ยประกันชีวิต 112,595 บาท แจ้งมีเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร 1,805,000 บาท ตามข้อมูลการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษีที่ผ่านมา
นายชัชชาติ แจ้งมี ทรัพย์สินที่น่าสนใจ เช่น นาฬิกา Rolex รุ่น GMT Master II 1 เรือน ได้มา มี.ค. 2540 มูลค่า 1.1 แสนบาท สร้อยคอทองคำ 1 รายการ ได้มา ก.พ. 2543 มูลค่า 2.5 แสนบาท พระสมเด็จจิตรลดา 1 องค์ ได้มา ก.พ. 2543 มูลค่า 1.2 ล้านบาท พระเครื่องหลวงปู่ทวด 1 องค์ ไม่ระบุวันเดือนปีที่ได้มา มูลค่า 5 แสนบาท
นอกจากนี้ยังแจ้งถือครองเหรียญ Crypto-ETH มูลค่า 354,256 บาท Crypto-KUB มูลค่า 48,687 บาท มีจักรยาน Brompton 1 คัน มูลค่า 80,000 บาท และจักรยาน S-WORKS 1 คัน มูลค่า 1.5 แสนบาท
ก่อนหน้านี้ระหว่างปี 2560-2561 เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ปี 2563-2564 เป็นที่ปรึกษาบริษัท เรนทรี ดอท คอม จำกัด
ทั้งนี้ “ชัชชาติ” เคยแจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินครั้งสุดท้ายราวเกือบ 10 ปี ที่แล้ว กรณีพ้นจากตำแหน่ง รมว.คมนาคม สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครบ 1 ปี เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2558 มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 106,309,812 บาท ไม่มีหนี้สิน (ขณะนั้นยังแจ้งสถานะสมรสกับ “ปิยดา สิทธิพันธุ์” (สกุลเดิม อัศวฤทธิภูมิ)
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า “ชัชชาติ” ซื้อบ้านพักในซีแอทเทิล สหรัฐ ซึ่งเป็นที่อยู่ของ “ลูกชาย” โดยเมื่อ 15 มิ.ย. 2565 “ชัชชาติ” ชี้แจงว่า ซื้อบ้านหลังดังกล่าวด้วยราคาราว 1.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นไทยประมาณ 40 ล้านบาทเท่านั้น
โดยเป็นเงินที่ได้จากการขายที่ดิน ซึ่งเป็นมรดกที่ได้จาก “มารดา” เมื่อราว 7 ปีก่อน และที่ดินผืนนั้นได้แบ่งกับ “ฉันชาย สิทธิพันธุ์” พี่ชายคนละครึ่ง คือคนละ 1 ไร่ โดยเรื่องนี้ได้ชี้แจงแก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปแล้ว ส่วนที่ผ่านมาไม่ได้แจงนั้น เพราะไม่ได้อยู่ในการเมืองมา 8 ปีแล้ว
ทั้งหมดคือเส้นทางการเมือง-ทรัพย์สินของ “ชัชชาติ” หากไม่ผิดคาด มีแนวโน้มสูงมากที่จะคัมแบ็กนั่งเก้าอี้ “ผู้ว่าฯ กทม.” เป็นสมัยที่ 2


