'สหัสวัต' สส.ชลบุรี ปชน. ชงรัฐบาลแก้ปัญหา 'จีนเทา' ยันปัญหาทุนผิดกฎหมาย ไม่ได้เกิดจากต่างชาติเข้ามา แต่เกิดจากรัฐไทยอ่อนแอ
เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2569 นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยถึงกรณีข่าวเอกอัครราชทูตจีน ขอคนไทยหลีกเลี่ยงใช้คำว่า ‘จีนเทา’ เพราะเหมือนเป็นการเหมารวมชาวจีนทั้งหมด และ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า รัฐบาลจะยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วันเหลือ 30 วัน เพื่อให้คัดกรองนักท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้นนั้น
นายสหัสวัต เปิดเผยว่า จีนเทาไม่ได้เติบโตเพราะ ฟรีวีซ่า แต่เติบโตเพราะรัฐไทยแจกสิทธิให้ทุน โดยไม่มีกลไกกำกับดูแลที่เข้มแข็งเพียงพอ โดยการยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน จะช่วยแก้ปัญหาจีนเทา ช่วยคัดกรองคนที่แฝงตัวเข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมาย และช่วยลดอาชญากรรมข้ามชาติได้ หากดูเผินๆ เหมือนรัฐบาลกำลังแก้ปัญหา แต่หากตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด จะพบว่าคำอธิบายนี้ไม่ครบถ้วน และอาจทำให้ประชาชนเข้าใจปัญหาผิดทิศทาง
“เพราะสิ่งที่ประชาชนจำนวนมากเข้าใจจากคำว่า ‘ยกเลิกฟรีวีซ่า’ คือ รัฐบาลยกเลิกฟรีวีซ่าจีนแล้ว คนจีนจะต้องกลับไปขอวีซ่าก่อนเดินทางเข้าไทย ช่องทางของกลุ่มทุนจีนสีเทาถูกปิดลงแล้ว แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่เช่นนั้น” นายสหัสวัต กล่าว
นายสหัสวัต กล่าวอีกว่า ประเทศไทยกับจีนยังมี "ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตรา" มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 และความตกลงฉบับนี้ยังมีผลอยู่ คนไทยเดินทางเข้าจีนได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า และคนจีนก็ยังเดินทางเข้าไทยได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ภายใต้เงื่อนไขของความตกลงระหว่างไทยและจีนเช่นเดิม ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลมีมติปรับคือ มาตรการ Visa Exemption หรือการยกเว้นวีซ่า 60 วัน ที่เคยให้กับ 93 ประเทศและดินแดน โดยปรับระยะเวลาพำนักจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน ไม่ใช่การยกเลิกความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราระหว่างไทย-จีน
“พูดให้ชัดที่สุดคือ รัฐบาลไม่ได้ยกเลิกฟรีวีซ่าไทย–จีน แต่ปรับมาตรการ Visa Exemption ที่ใช้กับหลายประเทศ ขณะที่คนจีนยังสามารถเดินทางเข้าไทยได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าตามความตกลงทวิภาคีไทย–จีนที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่” นายสหัสวัต กล่าว
ทั้งนี้ ความตกลงไทย-จีน ไม่ได้เปิดให้ชาวจีนเข้ามาเพื่อทำงานหรือประกอบธุรกิจโดยเสรี ผู้เดินทางยังต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของความตกลง ซึ่งอนุญาตให้พำนักได้ตามระยะเวลาที่กำหนดเพื่อการท่องเที่ยว เยี่ยมเยียน หรือติดต่อธุรกิจบางประเภทเท่านั้น หากจะทำงานหรือประกอบกิจการที่กฎหมายกำหนด ก็ยังต้องได้รับวีซ่าหรือใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายไทยเช่นเดิม
“ต่อให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการ Free Visa 60 วัน คนจีนก็ยังสามารถเดินทางเข้าไทยได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าตามความตกลงไทย-จีนอยู่ดี นี่คือข้อเท็จจริงที่รัฐบาลควรสื่อสารให้ครบ” นายสหัสวัต กล่าว
หากรัฐมนตรีพูดเพียงว่าเลิกฟรีวีซ่า แล้วเชื่อมโยงกับการแก้ปัญหาจีนเทา โดยไม่อธิบายความแตกต่างระหว่างมาตรการ Visa Exemption กับความตกลงไทย-จีน ก็ย่อมทำให้ประชาชนเข้าใจว่ารัฐบาลได้ ‘ปิดช่องทาง’ ของจีนเทาแล้ว ทั้งที่ตามกฎหมายยังมีช่องทางดังกล่าวอยู่
นายสหัสวัต กล่าวเพิ่มเติมว่า การทบทวน Visa Exemption อาจช่วยลดการใช้สถานะนักท่องเที่ยวผิดวัตถุประสงค์ได้บางส่วน เช่น การลักลอบทำงาน หรือการใช้สถานะนักท่องเที่ยวบังหน้าการประกอบธุรกิจ สหัสวัตเห็นว่า รัฐบาลต้องพูดให้ชัดเจน ว่านี่ไม่ใช่เครื่องมือหลักในการแก้ปัญหาจีนเทา เพราะจีนเทาไม่ได้เกิดจากการอยู่ในประเทศไทยได้ 60 วัน แทน 30 วัน จีนเทาเกิดจากโครงสร้างธุรกิจผิดกฎหมาย เกิดจากนอมินี เกิดจากการฟอกเงิน เกิดจากการใช้คนไทยถือหุ้นแทน เกิดจากการตั้งบริษัทบังหน้า เกิดจากการใช้ช่องโหว่ของกฎหมายการลงทุน และเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ
จีนเทาไม่ได้เติบโตที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง แต่เติบโตในทะเบียนบริษัท เติบโตในโครงสร้างผู้ถือหุ้น เติบโตในบัญชีธนาคาร เติบโตในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เติบโตในพื้นที่ EEC เติบโตในโครงการที่ได้รับสิทธิจาก BOI และเติบโตในช่องว่างระหว่าง การส่งเสริมการลงทุน กับการกำกับดูแลหลังให้สิทธิ
“ผมขอย้ำว่า การพูดถึง ‘จีนเทา’ ไม่ใช่การเหมารวมคนจีนทั้งหมด นักท่องเที่ยวจีนไม่ใช่ปัญหา นักลงทุนจีนที่ทำธุรกิจถูกต้องไม่ใช่ปัญหา แรงงานต่างชาติที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมายก็ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือ ‘ทุนผิดกฎหมาย’ ที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานทำธุรกิจสีเทา ไม่ว่าจะถือสัญชาติใดก็ตาม เพราะฉะนั้น หากปัญหาคือนอมินี รัฐต้องตรวจสอบผู้ถือหุ้น หากปัญหาคือการฟอกเงิน รัฐต้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากปัญหาคือธุรกิจผิดกฎหมาย รัฐต้องใช้กฎหมายธุรกิจ กฎหมายภาษี กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกฎหมายคนต่างด้าวอย่างจริงจัง หากปัญหาคือการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ รัฐต้องตรวจสอบการถือครองที่ดิน การเช่าที่ดิน การใช้สิทธิ BOI และการใช้สิทธิในพื้นที่ EEC อย่างจริงจัง” นายสหัสวัต กล่าว
ส่วนประเด็น BOI หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งให้สิทธิพิเศษกับธุรกิจต่างชาติเพื่อแข่งขันดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ สหัสวัตเห็นว่า เราพูดถึง BOI ในฐานะ ‘เครื่องมือให้สิทธิประโยชน์’ มากกว่าจะพูดถึง BOI ในฐานะ ‘ระบบกำกับดูแลหลังให้สิทธิ’ เพราะ BOI ให้สิทธิประโยชน์จำนวนมาก เช่น ยกเว้นภาษี อำนวยความสะดวกด้านวีซ่า ใบอนุญาตทำงาน และในหลายกรณียังเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมถือครองที่ดินเพื่อประกอบกิจการได้
นายสหัสวัตตั้งคำถามเชิงนโยบายว่า หลังจากให้สิทธิไปแล้ว กลไกกำกับดูแลหลังการส่งเสริมการลงทุนมีประสิทธิภาพเพียงใด มีการตรวจสอบเชิงรุกมากน้อยแค่ไหน เชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง BOI กรมที่ดิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมสรรพากร และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้จริงหรือไม่ โครงการที่ได้รับการส่งเสริมแต่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขมีจำนวนเท่าใด มีการเพิกถอนสิทธิหรือเรียกคืนสิทธิประโยชน์กี่ราย และมีการตรวจสอบความเชื่อมโยงกับนอมินีหรือการใช้ที่ดินผิดเงื่อนไขอย่างเป็นระบบหรือไม่
ปัญหาจึงไม่ใช่ว่า BOI มีอำนาจกำกับดูแลหรือไม่ เพราะกฎหมายกำหนดอำนาจไว้แล้ว แต่คำถามคือ กลไกกำกับดูแลหลังให้สิทธิมีประสิทธิภาพ เข้มแข็ง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้เพียงพอหรือไม่ รวมทั้งสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้หรือไม่ว่าสิทธิประโยชน์จำนวนมหาศาลที่รัฐมอบให้ ได้สร้างประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศอย่างแท้จริง
นายสหัสวัต กล่าวอีกว่า สุดท้ายแล้ว ปัญหาจีนเทาไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจาก ‘ต่างชาติเข้ามา’ แต่เป็นปัญหาที่เกิดจาก ‘รัฐไทยอ่อนแอ’ หากไม่มีนอมินี ธุรกิจผิดกฎหมายจำนวนมากก็เกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีช่องโหว่ด้านการฟอกเงิน เงินผิดกฎหมายก็หมุนเวียนได้ยาก หากเจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ธุรกิจสีเทาก็เติบโตได้ยาก
สหัสวัตเสนอคำแนะนำไปยังรัฐบาล หากต้องการแก้ปัญหาจีนเทาอย่างจริงจัง คือ
1. เปิดเผยรายงานติดตามโครงการ BOI หลังได้รับการส่งเสริม
2. เปิดเผยจำนวนโครงการที่ถูกเพิกถอนสิทธิ
3. ตรวจสอบการถือครองที่ดินของกิจการที่ได้รับ BOI
4. ปราบนอมินีเชิงรุก โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC
5. ประเมิน Local Content และการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม
6. ประเมิน EEC จากคุณภาพของการลงทุน ไม่ใช่เพียงมูลค่าเงินลงทุน
7. แยกนโยบายตรวจคนเข้าเมืองออกจากการปราบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ
8. สร้างฐานข้อมูลร่วมกันในทุกหน่วยงานเพื่อตรวจสอบนอมินีและเส้นทางการเงิน
นายสหัสวัต กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังแนะนำให้รัฐสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ทำให้ประชาชนเข้าใจว่า ‘การทบทวนฟรีวีซ่า’ เท่ากับ ‘การปราบจีนเทา’ เพราะความจริงคือ จีนเทาไม่ได้กลัวการลดวันพำนักจาก 60 วันเหลือ 30 วัน การทบทวนมาตรการด้านคนเข้าเมืองอาจเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะเครือข่ายทุนผิดกฎหมายไม่ได้อาศัยเพียงช่องทางการเดินทางเข้าประเทศ หากแต่อาศัยช่องโหว่ของระบบกำกับดูแล การถือหุ้นแทน การฟอกเงิน การใช้สิทธิประโยชน์ของรัฐโดยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ทั่วถึง
“จีนเทาไม่ได้หวั่นเกรงเพียงการลดระยะเวลาพำนัก แต่หวั่นเกรงรัฐที่ตรวจสอบเส้นทางการเงินจริง ตรวจสอบนอมินีจริง ตรวจสอบการใช้ที่ดินจริง เพิกถอนสิทธิประโยชน์เมื่อพบการกระทำผิดจริง และบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคกับทุกคน หากรัฐยังไม่แก้ที่ต้นตอเหล่านี้ ต่อให้ลดระยะเวลาพำนักจาก 60 วันเหลือ 30 วัน ปัญหาจีนเทาก็ยากจะหมดไป เพราะต้นเหตุของปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนวันที่พำนัก แต่อยู่ที่ช่องโหว่ในการกำกับดูแลของรัฐไทยต่างหาก” นายสหัสวัต กล่าว
นายสหัสวัต กล่าวทิ้งท้ายว่า ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่แตะต้นตอเหล่านี้ ไม่ว่าจะยกเลิกฟรีวีซ่ากี่ครั้ง ปัญหาจีนเทาก็จะไม่หายไป เพราะปัญหาไม่เคยอยู่ที่จำนวนวันที่อยู่ในประเทศไทย แต่อยู่ที่รัฐไทยปล่อยให้ทุนผิดกฎหมายหยั่งรากลึกมาเป็นเวลานานต่างหาก


