คดีฮั้ว สว.นับเป็นอีกหนึ่ง “จุดด่างพร้อย” ของ “รัฐนาวาสีน้ำเงิน” เพราะในข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปรากฏข้อมูลว่ามี “รัฐมนตรี” ในรัฐบาลชุดปัจจุบันนับ 10 คน ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้
26 มิ.ย.2569 ครบ 2 ปีการเลือก สว. ระดับประเทศที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ท่ามกลางข้อครหา “ฮั้ว” ที่เกิดขึ้นมาในทุกระดับตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ ก่อนหน้าวันลงคะแนน ปรากฏภาพ-กระแสข่าวบรรดาผู้สมัคร สว.มีการนัดพบกันที่บางโรงแรม มีการนัดแต่งตัวให้เหมือนกัน นัดกันขึ้นรถมาที่เลือกพร้อมกัน เป็น Digital Footprint จำนวนมากผ่านหน้าสื่อ
แต่ผ่านมา 2 ปี คดี “ฮั้ว สว.” จุดดำมืดที่สุดของประชาธิปไตยไทย ยังไม่ถึงบทสรุป อยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นที่ประชุมคณะกรรมการ กกต. โดยมีการประชุมทุกวันจันทร์ รวม 12 จันทร์ ตั้งแต่ 8 มิ.ย.2569 เป็นต้นมา ปัจจุบันผ่านมา “3 จันทร์” แล้ว โดยคาดว่าคดีนี้ จะไปมีบทสรุปในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.2569
ในช่วง 2 ปีนี้ “คดีฮั้ว สว.” มีการสืบสวนและไต่สวนใน 2 หน่วยงานรัฐสำคัญ ได้แก่ 1.) สำนักงาน กกต.โดยมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 เพื่อดำเนินการ มีตัวแทนระดับรองเลขาธิการ กกต. และตัวแทนระดับรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าร่วม 2.) การสืบสวนคดีฟอกเงิน และอั้งยี่ จากการกระทำผิดในคดีฮั้ว สว.ดำเนินการโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ
ผ่านมา 1 ปีเศษในชั้นสำนักงาน กกต. คณะกรรมการฯชุดที่ 26 มีการแจ้งข้อกล่าวหา ไปยัง 229 คน แบ่งเป็น 138 สว. ที่เหลืออีก 91 คน คือ “นักเลือกตั้ง-บิ๊กเนม-เครือข่ายบ้านใหญ่” ในจำนวนนี้มีชื่อของ “รัฐมนตรีสีน้ำเงิน” ในรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วยไม่ต่ำกว่า 10 ราย พร้อมมีความเห็นไปยัง กกต.ชุดใหญ่ว่า ควรสั่งฟ้องเรื่องนี้ต่อศาลฎีกา เพื่อเอาผิด
พฤติการณ์โดยสรุปของคดีฮั้ว สว.ในสำนวนของคณะกรรมการฯชุดที่ 26 พบว่า “ลูกท่านหลานเธอ” ทายาท “บิ๊กเนมนักเลือกตั้ง-เครือข่าย” ค่ายน้ำเงิน อย่างน้อย 8 คน หลายคนเป็นที่รู้จักมักคุ้นแก่สาธารณะ และเป็นระดับ “บ้านใหญ่” ของหลายจังหวัดทั้งภาคอีสานใต้ และภาคกลาง เป็น “ผู้ริเริ่ม” หรือ “ร่วมสนับสนุน” วางแผนเพื่อดำเนินการฮั้ว สว.ดังกล่าว ทั้งหมดถูกกล่าวหาว่า กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 36 มาตรา 70 มาตรา 76 มาตรา 77 (1) และมาตรา 62
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มี สส.สีน้ำเงิน ในกลุ่มยังบลัด อย่างน้อย 8 คน คิดริเริ่มในการวางแผนให้ได้มาซึ่ง สว. โดยมิได้เป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ทั้งหมดได้จัดทำและวางระบบปฏิบัติการขึ้นมาในลักษณะเป็น “โปรแกรมออฟไลน์” จากนั้นคณะบุคคลดังกล่าวที่เป็นคนริเริ่ม ได้นำแผนการที่คิดไว้เตรียมไปนำเสนอในการประชุม โดยมีการนำเสนอแผ่นหน้าจอในการประชุม โดยกล่าวอ้างว่ามี สส.สีน้ำเงิน และบุคคลระดับ “บ้านใหญ่อีสานใต้” เข้าร่วมประชุมในการเสนอแผนดังกล่าวด้วย
นอกจากนี้ยังกำหนดให้ สส.สีน้ำเงิน เป็นผู้ปฏิบัติในการเตรียม จัดหา ผู้สมัครรับเลือก สว.ระดับอำเภอ ให้ครบทุก 20 กลุ่มอาชีพ โดยเป็นการเตรียมการ และจัดหาผู้สมัครทั้งประเทศ เพื่อที่ต่อไปไม่ว่าผู้สมัครในกลุ่มใด จะมีการจับฉลากไปเลือกไขว้กับกลุ่มใดสายใด จะพบเจอกันในระหว่างดำเนินการเลือก เพราะได้วางคนไว้ทุกกลุ่มแล้ว โดยมีโปรแกรมในการคิดคำนวณคะแนนของผู้ที่จะได้รับเลือกเป็น สว.ระดับประเทศในรอบไขว้ของแต่ละคนเป็ฯหลักประกันไว้ คือจำนวน 60 คะแนน
สำหรับแผนการค่าใช้จ่าย ผู้ถูกกล่าวหาใน “กลุ่มลูกท่านหลานเธอ” จะให้เงินสดเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละจังหวัด โดยมีเงินขั้นต่ำ จำนวน 1 ล้านบาท และกำหนดให้ไปรับเงินสดที่สำนักงานใหญ่แห่งหนึ่ง
แม้ว่าคณะกรรมการฯชุดที่ 26 จะมีมติเรื่องนี้ไปแล้ว แต่เรื่องกลับ “ถูกยื้อ” อย่างน่าเหลือเชื่อ โดย “อิทธิพร บุญประคอง” ประธาน กกต.ก่อนหมดวาระ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งมีตัวแทนของกรรมการ กกต.แต่ละคนเข้าไปเป็นคณะอนุกรรมการฯ เพื่อวินิจฉัยคดีนี้อีกรอบ กระทั่งต้นปี 2569 จะปรากฏกระแสข่าวว่า คณะอนุกรรมการฯคณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 ชี้ว่าคดีฮั้ว สว.นั้น ไม่มีใครผิดแม้แต่คนเดียว สวนทางมติคณะกรรมการฯชุดที่ 26
ขั้นตอนหลังจากนั้นคณะอนุกรรมการฯคณะที่ 36 ได้ส่งเรื่องไปยังเลขาธิการ กกต. ทว่า “แสวง บุญมี” ยืนยันว่า เขาไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ แต่กลับส่งเรื่องดังกล่าวไปให้ “รองเลขาธิการ” รับผิดชอบแทน ปัจจุบันขั้นตอนมีการนำเสนอเรื่อง พร้อมความเห็นไปยังที่ประชุมใหญ่ กกต.พิจารณา ซึ่งที่ประชุม กกต.นัดพิจารณาทุกวันจันทร์อย่างที่ทราบไปแล้ว
ปัญหาสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” หรือไม่ เพราะคดีฮั้ว สว.นั้นอยู่ในการพิจารณาของ กกต. ทว่าองค์กรที่สรรหาบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่ง กกต.ชุดปัจจุบันคือ สว.ที่กำลังถูกครหาอยู่
ร้อนถึงพรรคประชาชน นำโดย “พริษฐ์ วัชรสินธุ” ออกมาทวงถามความคืบหน้าคดีดังกล่าวหลายครั้ง โดยเขาเคยตั้ง 3 คำถามสำคัญไปยัง กกต.แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ ได้แก่
1.)เหตุใดคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ กกต. ถึงมีความเห็นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง กับคณะกรรมการสืบสวนฯของ กกต. และดีเอสไอ
2.)คนที่จะต้องชี้ขาดเรื่องนี้คือ กกต. แต่ในเมื่อ กกต. มี 4 จาก 7 คน ที่ถูกรับรองโดย สว. ที่ถูกกล่าวหา จะมั่นใจได้อย่างไรว่า จะพิจารณาคดีดังกล่าวอย่างเป็นธรรม โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ที่ทำให้ตนได้รับตำแหน่ง
3.)หากในที่สุด ปรากฏข้อมูลที่ชี้ชัดว่า กกต. ตัดสินคดีดังกล่าวสวนทางกับข้อเท็จจริง และพยานหลักฐาน โดยไม่ต้องรับผิดรับชอบต่อกฎหมาย สังคมจะสรุปได้หรือไม่ ว่าองค์กรอิสระในยุคสมัยนี้ ไม่ได้เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มทางการเมือง
ขณะที่พยานหลักฐานล่าสุดที่เป็น “คลิปวีดิโอ” ซึ่ง “พริษฐ์” นำมาโพสต์ต่อสาธารณะ 2 คลิปนั้น มีคลิปหนึ่งปรากฎภาพผู้สมัคร สว. “ถือโพย” เข้าไปในห้องเลือก สว. โดยมี กกต.คนหนึ่งเห็น และเดินไปเก็บโพยดังกล่าว พร้อมตักเตือนไปยังผู้สมัคร สว.ที่กำลังเลือก
อย่างไรก็ดี สำนักงาน กกต. ตอบโต้ประเด็นนี้ด้วยข้อกฎหมาย ยกถึงคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่เคยมีผู้ไปร้องประเด็นนี้ไว้ว่า "...ในเรื่องการนำโพยหรือเอกสารที่มีการจดหมายเลขของผู้สมัครอื่นเข้าไปในเขตเลือกตั้งพ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มิได้มีข้อห้ามไว้โดยตรง”
จึงมีแนวโน้มสูงว่า ที่ประชุม กกต.อาจใช้แนวทางคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตฯ “เรื่องโพย” มาเป็น “บรรทัดฐาน” ในการพิจารณาสำนวนคดีฮั้ว สว.ที่มีพยานหลักฐานจำนวนมาก โดยเฉพาะเอกสารเกือบ 1 แสนแผ่น
ความเคลื่อนไหวในการพิจารณา “คดีฮั้ว สว.” ณ เวลานี้ มีกระแสข่าวสะพัดไปทั่วว่า อาจมีการ “เอาผิด” แก่บุคคลผู้ร่วม “ขบวนการ” ไม่กี่คนเท่านั้น หรืออย่างน้อยหลัก 20-30 คน ซึ่งส่วนใหญ่คือ “ปลาซิวปลาสร้อย” ระดับ “ผู้ช่วย-ลูกน้อง” ของ “เครือข่ายบ้านใหญ่-นักเลือกตั้ง” โดยเน้นเช็คจาก “เส้นทางการเงิน” ที่เคลื่อนไหวไปถึงเท่านั้น
นอกจากคดีนี้ในชั้น กกต.แล้ว ยังมีการสืบสวนคดีฟอกเงิน อั้งยี่ ในความผิดจากคดีฮั้ว สว.ในชั้นดีเอสไอ อีกทางหนึ่งด้วย แต่เมื่อ “ฟ้าเปลี่ยน” คดีนี้ในชั้นดีเอสไอดูเหมือนจะเงียบลง
โดยเฉพาะในเดือน ก.พ. 2569 ที่ดีเอสไอ หอบพยานหลักฐานไปยื่นอัยการให้ฟ้องคดีนี้ แต่กลับถูกสำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 1 ตีสำนวนกลับมา โดยมีคำสั่งให้ดีเอสไอสอบสวนเพิ่มเติม ให้มีสาระสำคัญ เชื่อมโยงกับกระบวนการไต่สวนของ กกต.
หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายคือ ต้องรอผลคำวินิจฉัยของ กกต.ให้เสร็จสิ้นกระบวนความก่อน ดีเอสไอถึงจะสามารถหยิบยกผลคำวินิจฉัย กกต.มาสืบสวนต่อ เพื่อนำส่งอัยการฟ้องได้
การไต่สวนคดี ที่ยื้อมานานกว่า 2 ปี ท่ามกลางกระแสวัดพลังของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่ว่าบทสรุปจะออกมาในรูปแบบใด ย่อมไม่พ้นกลายเป็นจุดด่างของวุฒิสภา ต้องจับตาเดือน ก.ย.นี้


