'ภราดร' ยกรัฐธรรมนูญ-พ.ร.บ.เงินคงคลัง แจงสภาฯ โอนงบฯ 69 ล่าช้า เหตุผูกพัน คืนคงคลังจากรัฐบาลชุดที่แล้ว 7.1 หมื่นล้าน จำเป็นต้องรอออกงบฯ ปี 70 ยันตัดบางหน่วยงานที่ยังไม่ประกวดราคา รอปีหน้า ไม่กระทบโครงการที่ดำเนินการไปแล้ว
ที่รัฐสภา นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงบประมาณ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ....ชั้นรับหลักการ วาระแรก ว่า เท่าที่ฟัง เข้าใจว่าสมาชิกไม่ขัดข้อง กับการที่รัฐบาลได้ออกพ.ร.บ.โอนงบฯ ในครั้งนี้ แต่ติดใจอยู่ 2-3 ประเด็น
ประเด็นที่หนึ่ง ทำไมเพิ่งจะมาออก พ.ร.บ.ในเดือน มิ.ย. ทั้งนี้เราทราบดีว่าการขยับโอนงบมาในเดือน มิ.ย.จะทำให้ยอดที่เราตั้งเป้าไว้ 8 หมื่น - 1 แสนล้านบาท ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้ดูตัวเลขอยู่ตลอด เพราะรัฐบาลรู้ว่าเงินจำนวนนี้มีความจำเป็น ต้องนำไปแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น
แต่สิ่งที่เรามาทำกันในเดือน มิ.ย.เป็นเพราะมีข้อกฎหมาย รวมถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 140 รวมถึงพ.ร.บ.เงินคงคลัง มาตรา 7 สรุปรวม 2 กฎหมาย ได้ระบุไว้ว่า ถ้ารัฐบาลมีการนำเงินคงคลังไปใช้ สามารถนำไปใช้ได้ แต่เมื่อใช้แล้วก็จำเป็นต้องนำเงินมาใช้คืนเงินคงคลัง
ทั้งนี้ เมื่อปี 2568 ก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามา เงินคงคลังถูกนำไปใช้ 7.1 หมื่นล้าน เพื่อใช้จ่ายในเรื่องเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ที่งบฯ ปีนั้นไม่พอ จึงมีความจำเป็นที่ต้องไปยืมเงินคงคลังมาใช้ก่อน
นายภราดร ยังกล่าวว่า ตามพ.ร.บ.เงินคงคลัง มาตรา7 ได้ระบุว่า เมื่อนำไปใช้แล้ว จะต้องนำมาจ่ายคืน ฉะนั้นเมื่อวันที่เราคิดว่า เราจะโอนงบประมาณ เราเขียนเอาไว้ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งมีการคาดการณ์ ตัวเลขไว้ที่ 8 หมื่น - 1 แสนล้านบาท แต่เมื่อมาเจอกฎหมายเช่นนี้ เราไม่สามารถทำได้ ในขณะนั้นคือเดือน เม.ย.จึงจำเป็นต้องรอให้มีการตั้งงบประมาณปี 70 ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสียก่อน แล้วจึงนำพ.ร.บ.โอนงบเข้าไปพิจารณา
ไม่เช่นนั้น เงิน 7.1 หมื่นล้านบาท จะต้องเอามาใช้หนี้เงินคงคลังเสียก่อน หากการตั้ง พ.ร.บ.โอนงบฯ ณ เดือน เม.ย. จะไม่สามารถนำเงินไปใช้แก้ปัญหาประชาชนได้เลย จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลจะต้องรอ ให้มีการออก พ.ร.บ.งบประมาณปี 70 เสียก่อน
ประเด็นที่สอง ทำไมถึงโอนงบประมาณได้น้อย เพียงแค่ 1.03 หมื่นล้านบาท เมื่อรัฐบาลประกาศไปว่า มีการโอนงบประมาณ สมาชิกก็พูดเองว่า ไม่มีหน่วยงานไหนเมื่อได้รับจัดสรรงบประมาณไปแล้ว หรือได้รับการกำหนดวงเงินงบประมาณไปแล้ว จะคืนเงินงบประมาณ เขาก็มีภารกิจที่จะต้องไปทำในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน
ฉะนั้น ทันทีที่รัฐบาลประกาศ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หน่วยงานรัฐที่ได้รับงบประมาณ ได้มีการเร่งรัดเบิกจ่าย หลังจากที่รัฐบาลประกาศในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค.
ผมยืนยันว่า มีตัวเลขซึ่งท่านเอกนิติ จะโชว์ให้เห็นว่า ในไตรมาสที่ 2 ต่อเนื่องไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ มีการเบิกจ่ายงบประมาณ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับปีงบประมาณก่อนๆ จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมจึงมีการโอนงบฯ ต่ำกว่าเป้าที่คาดการณ์เอาไว้
อย่างไรก็ดี กรณีนี้มีข้อดีตรงที่ จะทำให้หน่วยงานต่างๆ เร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อนำไปหมุนเวียนในระบบบางรายการ
ส่วนที่มีการตั้งคำถามว่า เหตุใดบางรายการไม่สมควรตัด แต่กลับตัด เช่น ในส่วนของงบบูรณาการน้ำ หรือในส่วนของกรมโยธาธิการ และผังเมือง ในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วมในระยะยาว
ขอเรียนว่า รัฐบาลได้กำหนดเกณฑ์ ตามที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อสภาฯ โดยเกณฑ์ในการตัดคือ โครงการที่ยังไม่สามารถประกาศประกวดราคาได้ ยืนยันว่า การไปตัดลดงบประมาณ หรือโอนกลับ จะไม่ไปกระทบตัวโครงการที่ได้รับการจัดสรรไปแล้วในปี 2569 แต่เป็นเพียงการปรับลดตัวเลข และตัวโครงการยังอยู่ ต้องไปใช้เงินปีถัดไป ซึ่งเป็นการตัดลดงบประมาณเพียงบางส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ย้ำอีกครั้งว่า โครงการที่แก้ไขปัญหาในพื้นที่ ไม่ได้ถูกตัดทิ้ง
นายภราดร ยังกล่าวอีกว่า กรณีที่สมาชิกท้วงติงในเรื่องการตัดงบฯ ในส่วนของ Skill / Credit Portfolio ของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ก็ใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน ยืนยันว่า ตัวโครงการยังคงอยู่
ขณะที่คำถามที่ว่าเหตุใดบางองค์กรจึงไม่ตัดเช่น องค์กรอิสระต่างๆ เหตุผลคือ มีรัฐธรรมนูญในมาตรา 141 วรรคสอง ประกอบข้อสังเกตของกรรมาธิการกฤษฎีกาคณะที่ 12 ที่ให้ความเห็นไว้ว่า เมื่อเงินงบประมาณจัดสรรไปให้หน่วยรับแล้ว จะถือเป็นเงินอุดหนุน ซึ่งถือเป็นรายได้ของหน่วยงาน เราไม่สามารถดึงกลับมาได้ ต่างจากสภาผู้แทนราษฎรที่โอนกลับไปได้ เพราะยังไม่ได้จัดสรรให้
นายภราดร ยังกล่าวว่า คำถามที่ว่า เมื่อมีการโอนงบฯแล้ว นำเงินกว่า 1 หมื่นล้านไปทำอะไร ในตัว พ.ร.บ.ก็กำหนดเอาไว้ว่า จะเอาไปใส่เอาไว้ในงบฯ กลางเพื่อใช้ในกรณีจำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วน ขอเรียนว่า งบฯ กลางขณะนี้ เหลือเงิน 2 หมื่นล้านบาท แต่ภารกิจหน้าที่ หรือส่วนต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้เงิน และไม่ได้ตั้งเอาไว้ในงบประมาณปี 69 ยังมีอีกหลายเรื่อง
ส่วนที่สมาชิกพูดถึงรถไฟฟ้าสายสีส้ม ที่เป็นโครงการ PPP หรือโครงการร่วมทุนเรื่องนี้ นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม จะเป็นผู้ตอบคำถามแทน รมว.คมนาคม ในส่วนของตนของพูดสั้นๆ ว่า ในโครงการนี้ ได้มีการตั้งงบประมาณเอาไว้ ส่วนจะใช้งบฯ กลางหรือไม่ คงต้องดูถึงความจำเป็น รวมถึงงวดงานว่า ใช้จริงจะถึงหรือไม่
รมต.สำนักนายกฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า สถานการณ์ในอนาคต การคาดการณ์ในอนาคตในช่วง 3 เดือนสุดท้าย ของงบประมาณ 2569 เราไม่รู้ว่า เหตุการณ์ภัยธรรมชาติจะเกิดอะไร มีการคาดการณ์ว่า ในช่วง 3 เดือนจากนี้ไป จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งทำให้ฝนขาดช่วง อาจเกิดภัยธรรมชาติ รัฐบาลจึงนำเงิน 1.03 หมื่นล้าน ไปรวมกับงบฯ กลาง เพื่อไว้ใช้แก้ไขปัญหา เหล่านี้จึงเป็นเหตุผล 2-3 ประเด็น หลังจากนี้ รมว.คลัง จะมาสรุป และอธิบายในภาพรวมอีกครั้ง





