ในที่สุดก็ถึงจุดไคลแมกซ์ สำหรับกรณี พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 หรือ “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่
หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญ อภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยแล้วเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง กำหนดนัดแถลงด้วยวาจาปรึกษาหารือ และลงมติในวันพฤหัสบดีที่ 9 ก.ค.2569 เวลา 09.00 นาฬิกา
โดยที่มาที่ไปของเรื่องนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ 12 พ.ค.2569 พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อม สส.ฝ่ายค้าน ได้ยื่นคำร้องถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่
ดังนั้น สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ทั้งพรรค ปชน. และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง) ว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง
เนื้อหาคำร้องมีสาระสำคัญ ระบุว่า รัฐบาลสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกกฎหมายแทนรัฐสภาได้เฉพาะสถานการณ์พิเศษจริงๆ เท่านั้น เพราะปกติอำนาจการออกกฎหมาย เป็นของรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอนุมัติงบประมาณและการก่อหนี้สาธารณะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาในรูปแบบพระราชบัญญัติ หรือ พ.ร.บ. ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่กำหนดข้อยกเว้นให้รัฐบาลออก “พระราชกำหนด” หรือ พ.ร.ก.ได้ หากต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ และทำได้เฉพาะกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้
ดังนั้น หากรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนแผนการสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่า หากไม่ดำเนินการทันทีจะเกิดภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยเฉียบพลัน คำถามจึงเกิดขึ้นว่า “การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ” เป็นการแก้ไขวิกฤติแบบฉุกเฉินถึงขั้นต้องใช้ พ.ร.ก.หรือไม่
เพราะการสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็น “นโยบายระยะยาว” ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาวิกฤติแบบเฉียบพลัน เนื้อหาหลายส่วนใน พ.ร.ก. อาทิ การเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะแรงงาน และ การสนับสนุนนวัตกรรมสีเขียว ซึ่งล้วนแต่เป็นแผนระยะกลางและระยะยาว ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี
ถ้ารัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดจริง ต้องการแผนพัฒนาเชิงโครงสร้างระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินการ และต้องทยอยลงทุนตามลำดับความจำเป็น (phasing) ไม่ต่ำกว่า 4 ปี จึงจะสำเร็จ จึงเกิดข้อสงสัยว่า หากไม่มีมาตรการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานในทันที จะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จนเป็นเหตุให้มีการตรา พ.ร.ก. ตามเจตนารมณ์ของมาตรา 172 จริงหรือไม่
หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายคือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น แบ่งยอดเงินออกเป็น 2 ก้อน ก้อนแรก 2 แสนล้านบาท ถูกนำไปใช้ในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายค้านมองว่า เป็นการใช้งบประมาณอย่างถูกต้อง แต่ในก้อนที่สองอีก 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะนำไปใช้ในด้าน “แผนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน” นั้น มีความจำเป็นถึง “ขั้นวิกฤติ” ที่จะต้องออกเป็น พ.ร.ก.หรือไม่ ทั้งที่สามารถออกเป็น พ.ร.บ.เพื่อผ่านกระบวนการตรวจสอบของ “รัฐสภา” ได้ตามปกติ
ทั้งนี้ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล นำโดย “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ดีกรีอดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ยื่นคำชี้แจงตอบกลับไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการนำรายละเอียดที่เคยชี้แจงต่อคณะรัฐมนตรี มาเรียบเรียงตามประเด็นที่ศาลซักถาม โดยเนื้อหาเป็นไปตามข้อเท็จจริง และไม่มีการแก้ไขประเด็นใด ๆ เพิ่มเติม
โดยในเอกสารที่ใช้ชี้แจงนั้นเป็นของ 5 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ และกระทรวงพลังงาน เป็นเอกสารคำชี้แจงประมาณกว่า 20 หน้า เพื่อตอบคำถาม 3 ข้อที่ศาลรัฐธรรมนูญได้สอบถามมา
“ปกรณ์” ระบุด้วยว่า กรณีศาลเห็นว่าข้อมูลเพียงพอ เนื่องจากกรณีนี้เป็นปัญหาใน “ข้อกฎหมาย” ไม่ใช่ “ข้อเท็จจริง” หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า คำชี้แจงที่ส่งไปมีความเพียงพอแล้ว ก็อาจจะพิจารณาอ่านคำวินิจฉัยได้เลยภายในกรอบเวลา 60 วัน
แม่นเหมือนตาเห็น เพราะศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากรับคำร้องเรื่องนี้ ก็นัดฟังคำวินิจฉัยภายในกรอบเวลา 60 วัน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคสอง เนื่องจากคดีนี้เป็นปัญหา “ข้อกฎหมาย” พยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวน และนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันที่ 9 ก.ค.นี้ เวลา 09.00 น.
เรื่องนี้คาดว่าจะมีบทสรุปออกมาอย่างน้อย 2 แนวทาง
1.ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า การใช้เงิน 2 แสนล้านบาทในก้อนหลังของ พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท เป็นเรื่อง “เร่งด่วน” ในเรื่องแผนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ดังนั้น พ.ร.ก.กู้เงินฯ ฉบับนี้ จึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
2.ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า การใช้เงิน 2 แสนล้านบาทในก้อนหลังนั้น “ไม่จำเป็นเร่งด่วน” ตามที่ฝ่ายรัฐบาลเสนอ จะทำให้ไม่สามารถใช้งบประมาณในก้อนหลังนี้ได้ ดังนั้น พ.ร.ก.กู้เงินฯ ฉบับนี้ในส่วนหลัง อาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้
หากมาถึงจุดนี้ ต้องรอฟังคำวินิจฉัยโดยละเอียด ในประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย เนื่องจากปัจจุบัน พ.ร.ก.กู้เงินฯ มีการใช้จ่ายไปแล้ว 2 แสนล้านบาท ในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”
บทสรุปของเรื่องนี้จะออกมาหน้าไหน “สีน้ำเงิน” คงรอลุ้นด้วยใจระทึก


