วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน 2569

Login
Login

กองทัพ ซัด กัมพูชา งัดระเบิดยุคเก่าโจมตีไทย ชี้ ภารกิจทิ้งบอมบ์ไม่เหลือซาก

"กองทัพ"อัด กัมพูชา งัดระเบิดเก่า โจมตีไทย ย้ำ ปฏิบัติการ F-16 และ กริพเพน ทิ้งบอมบ์ ทำงานสมบูรณ์ลงตามเป้าหมาย ไม่หลงเหลือ

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ชี้แจงกรณีฝ่ายกัมพูชาเผยแพร่ภาพวัตถุคล้ายระเบิด MK-84 พร้อมกล่าวอ้างว่าเป็นหลักฐานการโจมตีจากฝ่ายไทย โดยย้ำว่า ภาพถ่ายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันที่มาของอาวุธหรือระบุความรับผิดชอบของฝ่ายใดได้ หากปราศจากกระบวนการพิสูจน์ทางเทคนิคและนิติวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ จากลักษณะภายนอก วัตถุดังกล่าวมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นระเบิดในตระกูล Mk 84 ขนาด 2,000 ปอนด์ หรืออาจเป็นระเบิดรุ่นเก่าอย่าง M118 ขนาด 3,000 ปอนด์ ซึ่งเคยถูกใช้อย่างแพร่หลายในสงครามยุคก่อนโดยกองทัพสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การระบุแหล่งที่มาไม่สามารถกระทำได้จากรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตรวจสอบหมายเลขการผลิต ชิ้นส่วนประกอบ ประวัติการครอบครอง และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ประกอบกัน

“การนำวัตถุมาแสดงต่อสาธารณะ พร้อมระบุว่าเป็นอาวุธของฝ่ายใด โดยปราศจากหลักฐานทางเทคนิคที่ตรวจสอบได้ เท่ากับเป็นเพียงข้อกล่าวอ้าง ไม่ใช่ข้อพิสูจน์” พล.อ.อ.ประภาส  กล่าวและว่า

กองทัพอากาศไทย มีระบบประเมินความเสียหายจากการรบ หรือ Battle Damage Assessment (BDA) ซึ่งใช้เทคโนโลยีบันทึกภาพและติดตามผลการใช้อาวุธจากเครื่องบินขับไล่ F-16 และ Gripen อย่างละเอียด ผลการตรวจสอบยืนยันว่า อาวุธทุกลูกที่ใช้ในภารกิจปฏิบัติการทำงานสมบูรณ์ตามวงรอบ มีการระเบิดตามเป้าหมาย และสามารถตรวจสอบความเสียหายในพื้นที่ทางทหารได้ครบถ้วน ไม่พบข้อมูลสนับสนุนว่ามีระเบิดด้านหลงเหลือตามที่ถูกกล่าวอ้าง

อีกประเด็นที่สร้างข้อกังขาในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ คือ สภาพของวัตถุที่ถูกนำมาเผยแพร่ยังคงมีความสมบูรณ์ทั้งลำตัวและครีบหาง ทั้งที่โดยหลักการแล้ว ระเบิดที่ถูกปล่อยจากอากาศจะต้องเผชิญแรงกระแทกมหาศาล และหากทำงานตามปกติย่อมเกิดการระเบิดหรือเสียหายอย่างรุนแรง จึงยากที่จะพบวัตถุในสภาพใกล้เคียงกับสภาพเดิมจากโรงงานผลิต

พล.อ.อ.ประภาส ยังระบุต่อว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธมห้ข้อมูลถึง แม้ในกรณีเป็นระเบิดด้าน (Dud Bomb) ก็ยังจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อยืนยันชนิด แหล่งกำเนิด และเส้นทางการครอบครอง ไม่สามารถสรุปผลได้จากการเผยแพร่ภาพนิ่งหรือคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียว

ดังนั้น ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักมนุษยธรรม และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่สังคมควรตระหนัก คือ “ภาพถ่ายไม่ใช่พยานหลักฐานที่ยืนยันต้นตอของอาวุธได้ด้วยตัวเอง” เพราะในทางนิติวิทยาศาสตร์ทางทหาร การชี้ว่าอาวุธชิ้นใดเป็นของฝ่ายใด ต้องอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์และกระบวนการตรวจพิสูจน์ที่เป็นมาตรฐานสากล มิใช่การตัดสินผ่านภาพถ่ายหรือการกล่าวอ้างทางการเมืองเพียงด้านเดียว