ประเทศไทยประสบปัญหา“ด้านความมั่นคง” กลายเป็นแหล่งบ่มเพาะ “อาชญากรรมข้ามชาติ” มูลเหตุมาจากช่องโหว่มาตรการ“ฟรีวีซ่า 60 วัน” ที่ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ ก.ค. 2567 ภายใต้รัฐบาลของ “เศรษฐา ทวีสิน” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ ครอบคลุมกว่า 93 ประเทศและดินแดน
ทำให้ขาดการคัดกรองประวัตินักท่องเที่ยวตั้งแต่ประเทศต้นทาง การไม่ต้องขอวีซ่าส่งผลให้สถานทูตไม่สามารถตรวจสอบประวัติอาชญากรรม หรือฐานะทางการเงินก่อนเดินทางได้ และเมื่ออยู่ครบกำหนด 60 วัน จะใช้วิธี “วีซ่ารัน”เดินทางเข้า-ออกบ่อยครั้ง เพื่อรีเซ็ตระยะเวลาพำนัก โดยไม่ได้กลับประเทศภูมิลำเนาจริง
เอื้อต่อการใช้ประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการทำธุรกิจผิดกฎหมาย ดึงดูดอาชญากรรมข้ามชาติ แฝงตัวเข้ามาในคราบนักท่องเที่ยว กระจายตัวในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทยอย่างรวดเร็ว เช่น อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน พัทยา จ.ชลบุรี เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี และ กทม.
โดยมีพฤติกรรม ตั้งถิ่นฐานลักลอบทำงาน แย่งอาชีพคนไทย เช่น ร้านอาหาร รีสอร์ต และสถานบันเทิง การกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์ ผ่านตัวแทนนอมินี ตลอดจนถึงขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การฟอกเงินกลุ่มทุนเทา
ห้วงปลายปีที่ผ่านมา “รัฐบาลอนุทิน 1” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย มีนโยบายเข้มข้นกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ มอบหมายให้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ตม.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออก 4 มาตรการเชิงรุก ยกระดับกลไกคัดกรอง
1.ตรวจสอบบุคคลที่เดินทางเข้า-ออกบ่อยผิดปกติโดยไม่มีเหตุผลอันควร
2.คุมเข้มกลุ่มประเทศเสี่ยง คัดแยกกลุ่มท่องเที่ยวแท้จริง
3.บูรณาการประวัติอาชญากรรมระหว่างประเทศร่วมกับตำรวจสากลและหน่วยงานความมั่นคงจัดระเบียบ 1 ประเทศ 1 สิทธิ และ
4.นำมาตรการลดความซ้ำซ้อนของวีซ่ามาใช้ เพื่อควบคุมปริมาณ และคุณภาพของประชากรแฝง
เมื่อเข้าสู่ “รัฐบาลอนุทิน 2” เมื่อ 19 พ.ค.2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบยกเลิกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา(ฟรีวีซ่า) ระยะเวลา 60 วัน 93 ประเทศ โดยให้กลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิม ตามข้อตกลง และสิทธิตามรายประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกปรับลดระยะเวลาพำนักสูงสุด เหลือไม่เกิน 30 วัน
โดยให้เหตุผลประเทศไทยจำเป็นต้องคัดกรองนักท่องเที่ยวเพื่อความมั่นคง “รัฐบาลอนุทิน”ไม่เน้นปริมาณแต่เน้นคุณภาพ เนื่องจากที่ผ่านมา “ฟรีวีซ่า60วัน” พิสูจย์ให้เห็นว่า การเข้าประเทศที่ง่ายขึ้น ไม่ได้สะท้อน จะได้นักท่องเที่ยวเพิ่ม หรือ เม็ดเงินขยับ ในทางตรงกันข้ามนำมาซึ่งภัยความมั่นคงหลากหลายรูปแบบ
ปฏิบัติการกวาดบ้านเริ่มขึ้น เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง ประกอบด้วย ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ร่วมกันบูรณาการตรวจสอบคนต่างด้าวพำนักในประเทศไทยผิดกฎหมาย เข้มข้นและต่อเนื่อง สามารถจับกุมชาวต่าวชาติทำผิดกฎหมายต่อเนื่อง อยู่ระหว่างดำเนินคดีและส่งตัวกลับประเทศต้นทาง
ทว่า “รัฐบาลไทย”พบปัญหาผู้ต้องกักชาวต่างชาติ ตกค้างในระบบเป็นจำนวนมาก ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ทันที
ทำให้ต้องถูกควบคุมตัวอยู่ในความดูแลของรัฐเป็นเวลานาน ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแล ทั้งด้านสถานที่ บุคลากร และการบริหารจัดการภายในศูนย์กักตัว
ปัจจัยหนึ่งเกิดจากกรณี ชาวต่างชาติ บางส่วนที่ไม่ได้ยื่นใช้สิทธิ์ใดๆ ในการคัดค้านคำสั่งส่งตัวกลับ แต่ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ต้องรอการประสาน ระหว่างเจ้าหน้าที่ไทยไปยังสถานทูตประเทศนั้นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านงบประมาณ
ส่วนกลุ่มที่กระทำความผิดในประเทศไทย สามารถคัดค้าน หรือยื่นอุทธรณ์คำสั่งผลักดันส่งกลับประเทศ (Deportation) ได้ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 โดยต้องยื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อ ตม. ภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ทราบคำสั่ง พร้อมแนบหลักฐานและเหตุผลความจำเป็น
และในระหว่างที่รอคำสั่ง เจ้าหน้าที่จะชะลอการส่งตัวคนต่างด้าวออกนอกราชอาณาจักรไว้ก่อน เว้นแต่เป็นกรณีความผิดร้ายแรงหรือ ในบางกรณี อาจยื่นคำร้องขอผ่อนผันต่อคณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมือง เพื่อขยายเวลาพำนักชั่วคราวหรือชะลอการส่งกลับตามเหตุผลความจำเป็นทางมนุษยธรรม หรือคดีความ
ล่าสุด นายกฯอนุทิน ได้มอบหมาย “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกฯ ด้านกฎหมาย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันพิจารณาการปรับปรุงกฎหมายคนเข้าเมืองและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กระบวนการส่งตัวคนต่างด้าว ที่กระทำความผิดกลับประเทศ มีความรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
"ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการปราบปรามคนต่างด้าวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ นอมินี การลักลอบประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย และการกระทำความผิดในรูปแบบต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
แม้จะมีการจับกุมและดำเนินคดีแล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดในกระบวนการส่งตัวชาวต่างชาติที่กระทำความผิดกลับประเทศ (Deportation) และหลายกรณียังใช้เวลานาน ทำให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้ ยังออกไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ และอาจมีการกระทำผิดซ้ำได้อีก
ต้องช่วยกันเน้นย้ำและสื่อสารว่า ประเทศไทยยินดีต้อนรับชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยว เข้ามาลงทุน และเข้ามาประกอบกิจการโดยสุจริต แต่สำหรับผู้ที่เข้ามาแล้วฝ่าฝืนกฎหมายหรือสร้างความเสียหายให้กับประเทศ ก็จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด และส่งตัวออกนอกประเทศโดยเร็วที่สุด” นายกรัฐมนตรี ระบุ
ปัจจุบันรัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะมาตรา 54 และมาตรา 55 ของพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 เพื่อให้กระบวนการผลักดันบุคคลต่างด้าวออกนอกราชอาณาจักร สามารถดำเนินการได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
มีเป้าหมายลดอุปสรรคทางกฎหมาย และขั้นตอนปฏิบัติ ที่ทำให้การส่งกลับล่าช้า พร้อมพิจารณามาตรการที่เหมาะสมเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้กรอบกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า การส่งผู้ต้องกักชาวต่างชาติกลับประเทศต้นทาง ประการแรกต้องพิจารณาเรื่องอนุสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ว่าเป็นประเทศคู่อนุสัญญาหรือไม่ หากมีอนุสัญญาร่วมกัน ก็จะมีอัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณา เมื่อพิจารณาแล้วก็จะต้องส่งคําสั่งไปที่ศาล เพื่อให้มีคําสั่งศาล
กรณีไม่มีอนุสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อกัน กระทรวงการต่างประเทศ ต้องดําเนินการส่งคําร้องให้อัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดก็ส่งคําร้องไปยังศาลให้ออกคําสั่ง ส่งผู้ร้ายข้ามแดน
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ย้ำว่า ทุกกรณี จะมีเรื่องสิทธิมนุษยชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ต้องกักมีสิทธิ์ที่จะร้องต่อศาลได้ ในการคัดค้าน หรือการขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยอ้างสิทธิมนุษยชน ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC)
เป็นภาคีสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนหลักระดับสากลอีก 8 ฉบับ ได้แก่
1.สิทธิเด็ก (CRC) 2.การขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี (CEDAW) 3.สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) 4.สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR)5.การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ (ICERD) 6.การต่อต้านการทรมาน (CAT) 7.สิทธิคนพิการ (CRPD) และ 8.การคุ้มครองบุคคลจากการถูกบังคับให้สูญหาย (ICPPED)
โฆษก ตร. ยังระบุอีกว่า หากจะปรับปรุงก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะมีตัวกฎหมายหลายตัวที่เกี่ยวข้อง จึงมองว่าถึงเวลาที่จะต้องมาทบทวนกัน เป็นสิทธิที่ประเทศไทยสามารถทําได้
พร้อมยอมรับว่า การส่งกลับผู้ต้องกักไปประเทศต้นทาง ต้องใช้เวลา ในการผ่านกระบวนการต่าง ๆ และไม่สามารถที่จะระบุเวลาได้ว่าแต่ละกรณี จะต้องใช้เวลายาวนานเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นการใช้สิทธิ์ของผู้ต้องกักแต่ละราย ตามสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน
“หากติดปัญหาเรื่องการใช้สิทธิ์ตามสิทธิมนุษยชน เราก็ต้องมาปรับปรุงในเรื่องของเงื่อนไขเวลาให้น้อยลง เมื่อไปอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาล ก็จะเป็นเรื่องของศาล และหากอยู่ในระหว่างดําเนินการ ผู้ต้องกักสามารถร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้ ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือศาล ว่าจะให้หรือไม่ให้ ต้องพิจารณาตามความหนักเบาของคดี เช่น คดีหลบหนีเข้าเมือง อยู่เกินวีซ่า คดีอาชญากรรมข้ามชาติ กระบวนการจัดสแกมเมอร์ เป็นต้น” โฆษก ตร.กล่าว พร้อมยอมรับว่า
เรื่องระยะเวลาในการส่งตัวกลับ ถ้าไม่มีการใช้สิทธิ์ตามสิทธิมนุษยชน ก็จะส่งตัวกลับได้เร็ว แต่เมื่อใช้สิทธิ์โต้แย้งกันไปมา ก็ต้องใช้เวลา ที่ศาลจะต้องพิจารณา ก็จะทอดระยะเวลาออกไป หากจะปรับปรุง ก็ต้องตัดทอนช่วงเวลาตรงนี้ คือ ลดขั้นตอน ลดเวลาใช้สิทธิ์ให้น้อยลง
ทั้งนี้ “รองฯปกรณ์” เตรียมหารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลและประเมินผลกระทบในทุกมิติ เพื่อยกเครื่องกฎกมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับคนเข้าเมือง ก่อนจัดทำรายละเอียด เสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในขั้นตอนต่อไป


