วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘ชัยวัฒน์’ โชว์วิชั่นผู้ว่าฯ กทม.ทุ่ม 500 ล.ปั้นแลนด์มาร์ก 50 เขต

‘ชัยวัฒน์’ ชูวิชั่นนั่งผู้ว่าฯ กทม.ชงข้อบัญญัติสร้างเมืองหลวงปลอดภัย แก้ระบบอาณัติสัญญาณรถไฟ ทุ่มงบ 500 ล้าน สร้างแลนด์มาร์ก 50 เขตดึงนักท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2569 ที่อาคารอินเตอร์ลิ้งค์ ทาวเวอร์ บางนา กทม. “เครือเนชั่น” ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จัดงานดีเบตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ภายใต้หัวข้อ “ผู้ว่าฯ กรุงเทพ โอกาสของคนเมือง” โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครอิสระ ร่วมเวที

ทั้งนี้ในช่วงแสดงวิสัยทัศน์ นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้ถามเกี่ยวกับนโยบายที่ประชาชนอยากได้ซึ่ง “เครือเนชั่น” และสถาบันพระปกเกล้า รวบรวมข้อมูลคือ คน กทม.ถ้าเลือกได้เพียง 1 เรื่อง อยากให้ผู้ว่าฯ กทม.แก้ปัญหาเรื่องอะไรมากที่สุด ในมุมการรับรู้ของประชาชน และการปฏิรูประบบราชการ แบ่งเป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่น ปัญหาฝน ปัญหาความยากจนเกี่ยวกับเรื่องคนไร้บ้าน และปัญหามิติความปลอดภัยของจราจร

โดยนายชัยวัฒน์ ตอบคำถามในประเด็นมิติความปลอดภัยเรื่องจราจรว่า การใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยใน กทม.เป็นเรื่องยาก วันก่อนมีคนโดนกันสาดถล่มที่หน้าบ้านตัวเอง ปัญหาเหล่านี้คน กทม.เผชิญความเสี่ยงอันตรายอยู่ทุกวัน เราเจอจุดตัดทางรถไฟที่เกิดอุบัติเหตุ ไม่ได้มีแค่ที่เดียว ไม่ใช่อุบัติเหตุครั้งแรกหรือครั้งสุดท้าย แต่ กทม.จะป้องกันเรื่องเหล่านี้อย่างไร

‘ชัยวัฒน์’ โชว์วิชั่นผู้ว่าฯ กทม.ทุ่ม 500 ล.ปั้นแลนด์มาร์ก 50 เขต

กทม.มีอำนาจเต็มที่ในการเข้ามาตรวจสอบป้องกันเรื่องเหล่านี้ ยกตัวอย่าง การป้องกันปัญหาจากตึกเก่าที่เสื่อมสภาพ และเกิดชิ้นส่วนกันสาดพังถล่มคนเสียชีวิต เกิดจากอะไร เกิดจากตึกเก่า เหล็กต่าง ๆ ปูนเวลาฝนตกถูกน้ำซึมเข้าไป ผุกร่อนทำให้เหล็กเสื่อมสภาพ จุดยึดที่ตอนก่อสร้างในยุตสมัย 80-100 ปีก่อน เทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ได้ทันสมัยเท่าปัจจุบัน

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เรื่องเหล่านี้ กทม.มีอำนาจ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ใช้ตรวจสอบเพื่อทำให้ชีวิตและทรัพย์สินของคน กทม.ทำให้ปลอดภัยขึ้นได้ ถ้าเป็นตนจะมีข้อบัญญัติที่ออกมา และให้ กทม.เข้ามาตรวจสอบอาคารที่เก่าเกิน 50 ปีขึ้นไป ต้องตรวจสอบครั้งละ 5 ปี เพื่อดูประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ ว่า จะต้องมีการซ่อมแซมแก้ไขเสริมให้แข็งแรงไม่พังถล่มลงมาหรือไม่ อย่างไร และจุดตัดทางรถไฟใน กทม.ต้องแก้ทั้งระยะสั้น เช่น ระบบอาณัติสัญญาณควรเชื่อมต่อ อาศัยมนุษย์ให้น้อยที่สุด แต่จำเป็นต้องมีระบบมาเกี่ยวข้อง ระบบที่บอกว่าถ้าหากประตูกั้นไม่ได้ปิด มีรถ มีสัญญาณไฟอะไรต่าง ๆ ยังมีรถคาอยู่ รถไฟที่วิ่งมาควรรับรู้ด้วยเทคโนโลยี ไม่ใช่รับรู้ด้วยการให้คนวิทยุไปบอก และต้องมีระบบหยุดอัตโนมัติ อีกอย่างในการแก้ไขระยะยาว ต้องทำให้จุดตัดทางรถไฟเหล่านี้ให้หมดไป ผลักดันโครงการ Missing Link ทำให้เกิดทางรถไฟฟ้ายกระดับ

ผู้ดำเนินรายการถามว่าคาดว่าจะใช้เวลาแก้ไขเท่าไหร่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การออกข้อบัญญัติเพื่อตรวจสอบอาคารเก่านั้น ใช้เวลา 3 เดือน ส่วนเรื่องการแก้ไขระบบอาณัติสัญญาณ ต้องร่วมกันผลักดันหลายหน่วยงาน คาดว่าภายใน 1 ปีจะทำให้เกิดระบบนี้

‘ชัยวัฒน์’ โชว์วิชั่นผู้ว่าฯ กทม.ทุ่ม 500 ล.ปั้นแลนด์มาร์ก 50 เขต

ส่วนคำถามจาก “เครือเนชั่น” เกี่ยวกับการพลิกโฉม กทม. มีกระบวนการจัดการอย่างไร ในการทำ Man-made destination สร้างแรงดึงดูดใหม่ ๆ เพื่อเปลี่ยนโฉมหน้า กทม.ให้กลับมาคึกคัก และดึงเงินจากนักท่องเที่ยวให้มากกว่าเดิม

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า คุยกับพ่อค้าแม่ขายสิ่งหนึ่งที่พูดคือมันเงียบ ไม่คึกคัก การสร้าง Man-made destination สร้างเศรษฐกิจเมือง กทม.ฯให้คึกคักขึ้น จะเพิ่มงบประมาณในการพัฒนาย่านต่าง ๆ ทั่ว กทม. 50 เขต เดิมเรามีงบประมาณในส่วนนี้ 50 ล้านบาท จะเพิ่มเป็น 500 ล้านบาท มาช่วยคนแต่ละย่าน ให้ดึงเสน่ห์ออกมา ดึงแลนด์มาร์กมาเป็นจุดขาย มาส่งเสริมพัฒนาย่านเขา เป็นย่านท่องเที่ยวย่านเศรษฐกิจอย่างไร

ยกตัวอย่าง เขตธนบุรี ตลาดพลูบ้านตน มีกลุ่มเรียกว่า กลุ่มตลาดพลูดูดี เป็นเอกชนรวมตัวกัน พัฒนาย่านตลาดพลูถ่ายทอดเรื่องราวความเก่าแก่ หาจุดขายย่านนี้ ซึ่งอยู่ใกล้วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หลัง ๆ มีนักท่องเที่ยวไปไหว้พระ แต่การเดินทางจากวัดปากน้ำ มาตลาดพลูไม่สะดวก มีคลองเชื่อมกันคือคลองบางกอกใหญ่ พัฒนาเรือขนนักท่องเที่ยวมายังตลาดพลู มาเดินเที่ยว สิ่งเหล่านี้ กทม.สามารถมาช่วยได้ สนับสนุนงบประมาณได้ กทม.ไม่ได้คิดให้ แต่ละย่าน เอกชนผู้ประกอบการย่านนั้นย่อมรู้ดี

นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า อย่างย่านบางพลัดมีร้านกินดื่มมากมาย พัฒนาเรื่องคนทำคราฟต์เบียร์ก็ได้ ย่านกรุงเทพฯตะวันออก มีชาวมุสลิมอยู่ ท่องเที่ยวเชิงฮาลาล ไม่ได้ทำในเชิงพื้นที่ ทำในเชิงฤดูกาลก็ได้ ส่งเสริมมีเทศกาลในเดือนไหน ไม่จำเป็นต้องมีแค่เทศกาลสงกรานต์ แต่ทำให้ กทม.มีจุดท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติ ได้มาค้นพบ เจอกับเสน่ห์ใน กทม.ได้ทุกที่ กระจาย กระตุ้นเศรษฐกิจถึงฐานราก ไม่ให้แออัดเฉพาะในโซนเมือง