วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘อนุทิน-ฮุน มาเนต’ หลังพิง‘อธิปไตย’ ชิงไหวชิงพริบ การเมือง‘ชายแดน’

ทั้ง นายกฯ“อนุทิน ชาญวีรกูล” และนายกฯ“ฮุน มาเนต” ต่างฝ่ายต่างตกอยู่ในสภาวะเดียวกัน การเมืองภายในสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล เนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดินยังไม่ตอบโจทย์ประชาชน

จะแตกต่างกันตรงที่ “นายกฯไทย” เพิ่งผ่านการเลือกตั้งมาหมาดๆ ยังมีเวลาแก้มือกับผลงานที่ยังไม่เข้าตากรรมการ เหตุคดีค้างเก่าเรื่องเขากระโดง และฮั้ว สว.ยังตามหลอกหลอน

ตอกย้ำด้วย“ระบอบสีน้ำเงิน” กินรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ กรณีย้ายล้างบางจวนผู้ว่าฯภูเก็ต แก้ปัญหาในพื้นที่ตามนโยบายของรัฐบาล แต่เรื่องการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ถูกมองเป็นแค่เพียงการละคร หวังจัดอำนาจใหม่

ขณะที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง มีแนวโน้มคลี่คลาย ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลงในระดับใกล้เคียงก่อนเกิดสงคราม แต่ราคาน้ำมันขายปลีกในไทย ยังปรับลดไม่เป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง “รัฐบาลอนุทิน” ถูกวิพากษ์วิจารณ์แก้ปัญหาไม่สุด เหตุเกรงใจใคร

โครงการ TH-AI Passportงเงิน 1,600 ล้านบาท เพื่อซื้อบริการ AI ให้ประชาชนใช้งานฟรี 5 ล้านคน ถูกตั้งคำถามว่า ควรนำงบฯไปพัฒนารุ่นที่มีอยู่ เหมือนแนวทางที่ต่างประเทศใช้หรือไม่ โดยผูกโยงไปถึง “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี

ด้าน นายกฯ กัมพูชา อยู่ระหว่างนับถอยหลังเลือกตั้งปี 2570 ถูกรุมเร้าด้วยสภาพเศรษฐกิจ มูลเหตุมาจากไทยปิดชายแดนลากยาว สะท้อนผ่านกองกำลังป้องกันชายแดน สกัดจับคนกัมพูชาลักลอบเข้าไทยรายวัน หวังเข้ามาทำงาน

รายได้จากบ่อน กาสิโน ลดลงฮวบๆ หลังถูกนานาชาติกดดันให้กวาดล้าง เพราะถูกใช้เป็นแหล่งที่ตั้งสแกมเมอร์หลอกลวงคนทั่วโลก เครดิตความน่าเชื่อถือ นายกฯฮุน มาเนต พลอยได้รับผลกระทบตามไปด้วย เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านฝ่ายแค้นพลัดถิ่นอยู่ต่างประเทศอาศัยจังหวะนี้โจมตีรัฐบาลกัมพูชา

ปัญหาที่ประเดประดังเข้ามา ทำให้ฝ่ายกัมพูชา ต้องเร่งปิดจ็อบเกมชายแดน ในขณะที่ฝ่ายไทยครองความได้เปรียบด้านกำลังทหาร และสภาพเศรษฐกิจที่เหนือกว่า ต้องดึงจังหวะไม่ให้เป็นไปตามความต้องการของอีกฝ่าย

เหลือเพียงเกมต่างประเทศที่กัมพูชา ยังมีแรงฮึดสู้เปิดฉากรุกไทย ก้าวข้ามขั้นตอนกระบวนการประนอมภาคสมัครใจ ไปใช้กระบวน การประนอมภาคบังคับ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) พร้อมยื่นเรื่องให้เลขาธิการสหประชาชาติ และตั้ง 2 กรรมาธิการฝ่ายกัมพูชา

ส่วนรัฐบาลไทย แก้เกมตอบโต้ด้วยการประกาศชะลอการเจรจาเขตแดนทางบก ทั้งคณะกรรมธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ของกระทรวงต่างประเทศ และคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC)ของกระทรวงกลาโหม รวมถึงการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ 2 ประเทศ และเรื่องอื่นๆ ตามที่กัมพูชาเรียกร้องหยุดชะงักตามไปด้วย

ควบคู่กับรัฐบาลไทยเดินเกมแสวงหาแนวร่วมและพันธมิตร หยิบยื่นผลประโยชน์ต่างตอบแทนผ่านความร่วมมือ เช่น ด้านเศรษฐกิจ การลงทุน การเมืองระหว่างประเทศ ความมั่นคง โดยโฟกัสกลุ่มประเทศมีอิทธิพลกัมพูชา เช่น ฝรั่งเศล รัสเซีย จีน เวียดนาม โดยมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นแกนหลัก

เมื่อ 16 มิ.ย.2569 ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมธิการประนอมฝ่ายไทย ศ.ดร.รือดิเกอร์ โวล์ฟรุม (Professor Dr.Rüdiger Wolfrum) ชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายทะเล และอัลเบิร์ต ฮอฟฟ์แมน (Albert Hoffmann) ชาวแอฟริกาใต้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทางทะเล นำทีมโดย “สีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย “ทรงชัย ชัยปฏิยุทธ​” เอกอัครราชทูต​ ณ​ กรุงคูเวต เป็นรองหัวหน้า

สีหศักดิ์ ระบุว่า ขั้นตอนจากนี้เมื่อฝ่ายไทย และกัมพูชามีผู้ประนอมครบฝ่ายละ 2 คนแล้ว ต้องหาคนที่ 5 มาเป็นประธานเพื่อทํางานระหว่างกัน โดยจะต้องดําเนินการแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน และจะเริ่มพูดคุย 

พร้อมยืนยันว่า ขอบเขตหน้าที่ของคณะกรรมาธิการประนอม (Conciliation) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) ไม่ใช่ศาล ผลการทำงานเป็นเพียงการสนับสนุนและเสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหา ท้ายที่สุดแล้วทั้งฝ่ายไทยกับฝ่ายกัมพูชาจะต้องกลับมาพูดคุยเจรจากันต่อไป

“ขอบเขตการประนอม ควรจํากัดเรื่องการกําหนดเขตแดน ทางทะเลและไหล่ทวีป ส่วนกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการให้มีการพูดคุยเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วมนั้น มันไม่ควร แต่ควรจะเน้นในเรื่องของ เขตแดนทางทะเลให้ชัดเจน” สีหศักดิ์ ตอบคำถาม กรณีกัมพูชาล็อกเป้าพลังงานใต้ทะเล

ทว่า หากพิจารณา บทบัญญัติใน UNCLOS ได้เปิดช่องไว้ว่า ระหว่างที่ยังไม่บรรลุข้อตกลง 2 ฝ่ายต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะจัดทำข้อตกลงชั่วคราวที่มีลักษณะแนวปฏิบัติได้ เช่น การทำพื้นที่พัฒนาร่วม หรือ JDA เหมือนกรณีไทยกับมาเลเซีย จุดไหนหากเจรจาแล้วใช้เวลานาน ต้องทำข้อตกลงชั่วคราวมาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

หรือในระหว่างที่ยังไม่มีข้อตกลงเด็ดขาด ห้ามมิให้รัฐฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดำเนินมาตรการฝ่ายเดียว ในลักษณะที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในอนาคตได้ หมายความว่า รัฐฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถดำเนินการฝ่ายเดียวในการเอาทรัพยากรใต้ทะเลมาใช้ประโยชน์

ดังนั้น หากเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่ “สีหศักดิ์” ระบุไว้ คาดว่ากระบวนการประนอมภาคบังคับยกแรกระหว่างไทย-กัมพูชา จะเริ่มประมาณเดือน ส.ค. และจุดยืนของไทยในการขอสงวนสิทธิ์ คุยเฉพาะเรื่องเขตแดนทางทะเล ต้องรอดูว่าเมื่อถึงเวลานั้นผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ทุกก้าวย่างต่อจากนี้ ต้องจับตาระหว่าง “อนุทิน-ฮุน มาเนต” ฝ่ายใดจะเป็นผู้คุมเกมชายแดนภายใต้กลไก UNCLOS ซึ่งจะส่งผลให้อีกฝ่ายกระแสนิยมดิ่งเหว ซ้ำเติมการเมืองภายในประเทศตัวเอง