วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน 2569

Login
Login

'ริบ-ลด'อำนาจ ‘โกเกี๊ยะ’ รอยร้าว ทุนใหญ่‘ค่ายน้ำเงิน’

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2569 มีมติรับทราบคำสั่งนายกรัฐมนตรี ยกเลิกการมอบหมายงานให้รองนายกรัฐมนตรี ที่ให้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ “อีอีซี”

แม้จะมีรายงานข่าวออกมาว่า “โกเกี๊ยะ” กับ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี  ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้มีการพูดคุย ทำความเข้าใจกันล่วงแล้ว เมื่อสัปดาห์ก่อน 

โดย “เสี่ยหนู” ต้องการนำ “อีอีซี” กลับมาดูแลเอง เพื่อจะเล่นบทนำ “หัวหน้าทีมขายโครงการประเทศไทย” เอาโปรเจกต์อีอีซีไปนำเสนอขายให้กับนักลงทุนต่างประเทศ แต่หลายฝ่ายไม่เชื่อว่า ทุกอย่างมันจะง่ายดายขนาดนั้น

ยิ่งคำให้สัมภาษณ์ “โกเกี๊ยะ” เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ยิ่งชวนให้เกิดเครื่องหมายคำถามตัวโต โดยเฉพาะการระบุว่า “ไม่ทราบเหตุผล” รวมทั้งให้รอคำตอบจากนายกฯ เมื่อเสร็จภารกิจจากรัสเซีย

หากไม่มีอะไรผิดปกติ “โกเกี๊ยะ” ย่อมต้องบอกเหตุผลได้ โดยไม่ต้องรอ “เสี่ยหนู” กลับมา และหากยินยอมแต่โดยดี เจ้าตัวน่าจะอธิบายได้ด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้ถูกนำไปขยายผลต่อ จนเป็นประเด็นทางการเมือง

ขณะที่สังคมตั้งคำถามมากมาย ถ้าทุกอย่างราบรื่นดี เหตุใดต้องเปลี่ยนคนกำกับดูแล ถ้าไม่มีปัญหา เหตุใดต้องดึงอำนาจกลับมาไว้ที่นายกฯ และถ้าไม่เกี่ยวกับโครงการรถไฟ 3 สนามบินจริง แล้วเหตุผลที่แท้จริง คืออะไร

เรื่องนี้ถูกจับตามองมากว่า มีกลิ่นความไม่ปกติ ยิ่งหากย้อนกลับไปดูระยะหลัง “การริบอำนาจ” หรือ “การลดบทบาท” ในการทำงาน เกิดขึ้นกับ “พิพัฒน์”แม่ทัพภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย บ่อยกว่ารัฐมนตรีรายอื่นในพรรค

ยิ่ง “อีอีซี” เป็นโปรเจกต์ใหญ่มากๆ การดึงออกจากมือ “รองนายกฯ” และ “รมว.คมนาคม” ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ต่างอะไรกับการ “ริบอำนาจ” ซึ่งผู้ถูกกระทำ ย่อมไม่พอใจ แม้เบื้องหน้าจะพูดว่า ไม่มีรอยร้าวก็ตาม

ไม่มีใครอยากให้เกิดภาพเชิงลบต่อการทำงานของตัวเอง เพราะย่อมถูกมองว่าบริหารงานบกพร่อง หรือมีปัญหา จนไม่ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานต่อได้

ย้อนไปก่อนหน้านั้น เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดกับ “พิพัฒน์” มาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งสงครามในตะวันออกกลางปะทุใหม่ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศ และเกิดสภาวะขาดแคลน กักตุน

โดยรัฐบาลได้ตั้งให้อดีตเจ้าของธุรกิจปั๊มน้ำรายใหญ่อย่าง “โกเกี๊ยะ” เป็นผู้อำนวยศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ “ศบก.” โดยมองในมิติของผู้มีประสบการณ์เรื่องนี้โดยตรง

หากแต่ครั้งนั้น รัฐบาลมองชั้นเดียวเชิงเดียว ไม่รอบด้าน เพราะแม้จะเชื่อว่า “โกเกี๊ยะ” รู้เรื่องน้ำมันดี หากแต่สังคมมองลึกไปอีกหลายชั้น ถึงการเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง เนื่องจากมีเครือญาติประกอบธุรกิจน้ำมันรายใหญ่ โดยเฉพาะช่วงราคาน้ำมันแพง “โกเกี๊ยะ” จึงถูกโจมตีอย่างหนัก

การแถลงและการบริหารงานของ ศบก.ภายใต้การนำของ “โกเกี๊ยะ”ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นรัฐบาลไม่น้อย กว่าที่“เสี่ยหนู” จะตัดสินใจดึง "เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" รองนายกฯ และ รมว.คลัง ขึ้นมาคุม “ศบก.”แทน เพื่อลดแรงเสียดทานและเพิ่มความน่าเชื่อถือ

เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ธุรกิจครอบครัวของ “พิพัฒน์” ถูกถล่มอย่างหนัก และยังเกิดกระแสแบนปั๊มน้ำมัน ธุรกิจของครอบครัว 

ส่งผลให้การแบ่งงานใน “ครม.อนุทิน 2” พิพัฒน์ ที่ควบรองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน ทั้งที่ใน “ครม.อนุทิน 1” เขาเป็นดูกำกับดูแลเอง

แม้จะมองว่า เป็นการป้องกันข้อครหา แต่ระดับ “แม่ทัพใหญ่ภาคใต้” ของค่ายสีน้ำเงิน ที่กวาด สส.ให้พรรคจำนวนมาก ลงมือ ลงแรง หมดหน้าตัก แต่ไม่ได้คุมกระทรวงพลังงาน ถือเป็นเรื่องน่าเสียเซลฟ์เช่นกัน

นอกจากเรื่องดังกล่าว เมื่อไม่นานมานี้ “พิพัฒน์” ก็เพิ่งถูกลดบทบาทจากอภิมหาโปรเจกต์โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน หรือ “แลนด์บริดจ์” ทั้งที่เป็นตัวตั้งตัวตีมาโดยตลอด เป็นผู้ผลักดันอย่างต่อเนื่อง และถูกบรรจุเข้าสู่แผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ “เอสอีซี” โดย “พิพัฒน์” เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงอีกเช่นกัน

อีกทั้งยังถูกถล่มระลอกใหม่ “แม่ทัพภาคใต้ค่ายน้ำเงิน” ถูกวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบอย่างหนัก กรณีกล่าวหาว่า เครือข่ายไปกว้านซื้อที่ดิน ที่สุดรัฐบาลต้องสยบกระแสร้อน ด้วยการตั้งรองนายกฯ “เอกนิติ” ขึ้นมาเป็นประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ แทน เพื่อลดแรงกระเพื่อมอีกครั้ง

เท่ากับว่า ทุกครั้งที่ถูกกระแสถล่ม “พิพัฒน์”จะถูกริบอำนาจไปให้คนอื่น โดยเฉพาะผู้ที่มีภาพลักษณ์ดีกว่า

การถูก"ลด-ริบ"อำนาจ หลายกรรมหลายวาระ ของ“โกเกี๊ยะ” ทั้งที่เป็น “คีย์แมนสำคัญ” ของพรรค แม้จะไม่ถึงขั้นแตกหัก หรือบาดหมาง เพราะยังเป็นทุนสำคัญ ที่เครือข่ายสีน้ำเงินขาดไม่ได้ 

จึงต้องจับตาว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำๆ บ่อยๆ สุ่มเสี่ยงจะเป็น“รอยร้าว” ในค่ายน้ำเงินปริแตกในอนาคตหรือไม่