นับถอยหลังอีกประมาณ 10 วัน จะถึงกำหนดหย่อนบัตรการ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.นี้ ทว่าสมรภูมิศึกเชิงเมืองหลวงรอบนี้ ถูกมองว่าผู้สมัครเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. “ปรุงจืด” กันหลายคน ไม่เว้นแม้แต่ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีตผู้ว่าฯ กทม.ตัวเต็งแชมป์ นั่งเก้าอี้สมัย 2 ในศึกรอบนี้ก็ตาม
คนหนึ่งที่ถูกมองว่า “ปรุงจืด” มากที่สุด หนีไม่พ้น “โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ที่ทิ้งตำแหน่งในสภาฯ ออกมาชิงเก้าอี้ “พ่อเมืองหลวง” ครั้งนี้ กระแสไม่ปังเท่าที่ควร เห็นได้จากผลโพลจากหลายสำนัก ยังยกให้ “ชัชชาติ” คะแนนนำลิ่วมา “เต็งแชมป์” อีกสมัย
แต่คะแนนความนิยมอันดับ 2-3 ยังคงคู่คี่สูสีกันระหว่าง “โจ ชัยวัฒน์” กับ “ติ่ง” มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครอิสระ อินฟลูเอนเซอร์ทางการเมืองชื่อดัง ทำให้ “ด้อมส้ม” หลายคนต้องเร่ง “ระดมพลัง” กันผ่านโซเชียลมีเดียครั้งใหญ่ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
ไม่เว้นแม้แต่ “สส.ส้ม” หลายคน ต่างระดมข้อมูลความไม่ชอบมาพากลในโครงการ “ส่อทุจริต” ของ กทม.ในยุค “ผู้ว่าฯชัชชาติ” โหมโรงผ่านโซเชียลมีเดีย แม้บางคนจะอ้างว่า ไม่ได้เป็นการ “ดิสเครดิตการเมือง” ในช่วงเลือกตั้ง เพราะพรรค ปชน.ดำเนินการสอบเรื่องเหล่านี้มาหลายปีแล้วก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การนำเสนอข้อมูลดังกล่าวในช่วงเวลานี้ ไม่อาจถูกมองเป็นอื่นได้ นอกจาก “หวังผล” ทางการเมือง
โดยเฉพาะโครงการสำคัญอย่าง คดีทุจริตการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของ กทม. ที่ส่อสูญเงินนับร้อยล้านบาท ทว่าในการสอบสวนทางวินัยแก่ข้าราชการที่ถูกกล่าวหาประมาณ 32 ราย มีการลงโทษ “ปรับเงิน” กับข้าราชการบางคนแค่ 600 บาทเท่านั้น สร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมในเรื่องนี้อย่างมาก
แม้ว่า “ชัชชาติ” จะตั้งโต๊ะแถลงเรื่องนี้พร้อมกับ “ทวิดา กมลเวชช” อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงกรณีทั้งหมด โดยยืนยันว่ากระบวนการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ และตัวเองได้สั่งทบทวนมติการสอบสวนดังกล่าว ไปดำเนินการใหม่ แต่เรื่องนี้ก็กลายเป็น “ไฟลามทุ่ง” โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย ที่ “พรรคส้ม” เชี่ยวชาญไปเรียบร้อย ดังนั้นคงต้องรอฟังบทสรุปเรื่องนี้กันอีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าผู้ว่าฯ กทม.สมัยถัดไปจะเป็นใครก็ตาม
อย่างไรก็ดีถึง “พรรคส้ม” จะพยายามโหมโรงเรื่องเหล่านี้ก็ตาม แต่คะแนนนิยมของ “โจ ชัยวัฒน์” ดูเหมือนว่าจะไม่กระเตื้องขึ้นเท่าที่ควร วัดจาก “ดุสิตโพล” ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อน เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของคน กทม. เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เรื่อง “การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 (ครั้งที่ 3)” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,029 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 9-12 มิ.ย. 2569
พบว่า ชื่อของ “ชัชชาติ” ยังคง “นำโด่ง” ด้วยคะแนนนิยมกว่า 60.08% ตามมาด้วย “โจ ชัยวัฒน์” ได้ไป 13.17% ส่วนอันดับ 3 ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 คือ “ติ่ง มัลลิกา” 7.39% ส่วนอันดับ 5 คือ “อนุชา บูรพชัยศรี” ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 3.89%
ขณะที่โพลเรื่องคน กทม.จะเลือก ส.ก.จากพรรคใด ยังพบว่า เลือกผู้สมัครอิสระ มาเป็นอันดับ 1 ถึง 35.39% ตามมาด้วย ส.ก.พรรค ปชน. ได้ไป 28.88% ยังไม่ตัดสินใจ 12.52% พรรคเพื่อไทย 10.55% พรรค ปชป. 9.96% พรรคภูมิใจไทย 1.58% และอื่น ๆ 1.12%
ทั้งโพลเลือกผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก.สะท้อนให้เห็นว่าการส่งชื่อ “โจ ชัยวัฒน์” ไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนักในทางการเมือง กูรูบางคนถึงกับมองว่า ในการเลือกตั้งปี 2565 ที่พรรคก้าวไกล (ขณะนั้น) ส่ง “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” มาสู้ ยังดู “มีทรง” กว่าตอนนี้มาก
สาเหตุประการสำคัญหนีไม่พ้นที่ “พรรคส้ม” ถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเรื่องแต่งตั้ง “สุรพล นิติไกรพจน์” อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ มาเป็นประธานที่ปรึกษาทีมยุทธศาสตร์ กทม.ของพรรค ที่ปัจจุบันพรรคยังคงถูกมองว่า “อุ้ม” กรณีนี้อยู่ โดยไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์จาก “ด้อมส้มซ้ายจัด” หลายคนทั้งในพรรค และนอกพรรค
นอกจากเรื่องการเดินหมากที่ค่อนข้างผิดพลาดของ “แกนนำส้ม” แล้ว ในเรื่องส่วนตัวของ “โจ ชัยวัฒน์” แม้จะมากด้วยความรู้ความสามารถ ในด้านเศรษฐศาสตร์การเงินการคลังก็ตาม แต่บุคลิกส่วนตัวเป็นคนไม่ค่อยพูดหรือแสดงออก แถมช่วงหลังไม่ค่อยมีบทบาทมากนักในสภาฯ ก่อนลาออกมาชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.
ที่สำคัญเขาให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งคอนเฟิร์มว่า ตอนแรกพรรคมีการทาบทาม “วิโรจน์” ให้มาสมัครอีกครั้ง แต่ “วิโรจน์” ปฏิเสธไป ทำให้ “โจ ชัยวัฒน์” ต้องมาลงแทน สะท้อนให้เห็นว่า “พรรคส้ม” ไม่ได้มีการคัดคนที่เหมาะสมเท่าที่ควร เหมือนส่งเขามาขัดตาทัพ เพื่อ “แก้เขิน” เพราะในการเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา กทม.กลายเป็น “เมืองหลวงส้ม” ได้ สส.ครบทั้ง 33 เขต หากไม่ส่งผู้ว่าฯ กทม.อาจทำให้ “ด้อมส้มเมืองหลวง” คลางแคลงใจได้
แต่กลับกลายเป็นว่าการที่ผู้บริหารส้มเคาะตัว “โจ ชัยวัฒน์” มาลงขัดตาทัพนั้น เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจาก “ด้อมส้มเมืองหลวง” มากกว่าเดิม แถมด้วยการเปิดตัว “สุรพล” เป็น “กุนซือ กทม.” ยิ่งสร้างแรงผลักจาก “ด้อมส้ม” โดยเฉพาะ “หน้าใหม่” ให้ถอยห่างไปอีก
นอกจากนี้ การไม่ทำป้ายหาเสียง ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เน้นเปิดตัวผ่านป้ายบิลบอร์ดหลายจุดใน กทม. แทน แถมการลงพื้นที่ก็ยังไม่ค่อยถี่เท่าที่ควร บางครั้งใน 1 สัปดาห์ ลงพื้นที่แค่ 1-2 วันเท่านั้น นอกจากนี้แกนนำพรรคส้มแทบไม่ค่อยลงพื้นที่ช่วยหาเสียง อาจทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อย “เข้าไม่ถึง” และ “ไม่อิน” กับนโยบายต่าง ๆ ของพรรคส้ม ที่เน้นไปทางผ่าตัด “เส้นเลือดใหญ่” หลายเรื่องถูกมองว่าเกินอำนาจขอบเขตของผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่
แตกต่างจากคู่แข่งคนอื่น โดยเฉพาะ “ชัชชาติ” ที่เน้นชูนโยบาย “เส้นเลือดฝอย” ตะลุยพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ ทั่ว กทม. พร้อมกับทีมงานบริหารชุดเดิม แถมประจวบกับ “ทีม ส.ก.อิสระ” ซึ่งส่วนใหญ่คือ “อดีตคนค่ายแดง” คอยหนุนหลังอยู่เนือง ๆ จึงไม่แปลกที่คะแนนนิยมของ “ชัชชาติ” จะสูงปรี๊ด สวนทางความนิยมของ “โจ ชัยวัฒน์”
ว่ากันว่า “แกนนำส้ม” โดยเฉพาะระดับ “โปลิตบูโร” ไม่ค่อยยี่หระเรื่องเหล่านี้มากนัก เพราะธงของ “พรรคส้ม” เน้นหนักไปที่การชิงเก้าอี้ ส.ก.มากกว่า เพราะเชื่อว่าไม่ว่าจะสรรหาใครมาลงผู้ว่าฯ กทม.ก็ไม่อาจสู้กระแส “ชัชชาติฟีเวอร์” ในตอนนี้ได้ จึงเน้นหนักไปด้านการช่วยผู้สมัคร ส.ก.ลงพื้นที่
ในการเลือกตั้ง กทม.ปี 2565 เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ผู้สมัครฯส้มได้อันดับ 3 “วิโรจน์” ได้เสียงไปราว 2.53 แสนเสียง และปักธง ส.ก.ได้ 14 ที่นั่ง รวมคะแนนเสียงราว 4.85 แสนเสียง แต่ปัจจุบัน ส.ก.แชมป์เก่าอาจลดน้อยถอยลง เพราะมีบางคนโยกย้ายไป “พรรคเศษฐกิจ”
ขณะที่การเดินเกมของ “ผู้สมัคร ส.ก.อิสระ” ค่อนข้างกระแสสูง เนื่องจากเกาะเกี่ยวจาก “ชัชชาติฟีเวอร์” ทำให้คาดว่าผู้สมัครหน้าเดิมที่อดีตอยู่ “ค่ายแดง” อาจเข้าวินหลายคน ทำให้ผู้สมัคร ส.ก.พรรคส้ม เริ่มกังวล โดยเฉพาะพื้นที่ใหม่ที่ยังไม่เคยปักธงได้มาก่อน
ไม่แปลกที่จะมีการขุดประเด็น “ระบอบอากง” ขึ้นมาไล่ตี “ชัชชาติ” และผู้สมัคร ส.ก.อิสระ โดยชูประเด็นโหวตเลือก ส.ก.ส้ม เข้าไปคานอำนาจผู้ว่าฯ กทม. เพื่อตรวจสอบงบประมาณต่าง ๆ โดยเฉพาะ “งบกลาง” จำนวนหลายพันล้านบาทในแต่ละปีที่ถูกนำไปใช้
ที่นั่งสภา กทม.นั้นมี ส.ก.จำนวน 50 คนจาก 50 เขต หาก “พรรคส้ม” ต้องการเข้าไป “คานดุลอำนาจ” ผู้ว่าฯ กทม.จะต้องได้เกิน 30 เสียง ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากมาก ณ เวลานี้ เพราะอดีตแฟนคลับ “ค่ายฟ้า” ที่เคยไปเลือก “ค่ายส้ม” อยู่ระยะหนึ่ง เริ่มกลับไปเลือก ปชป.เหมือนเดิมแล้ว อาจทำให้คะแนนของ “ส้ม” ลดน้อยถอยลงไปอีก
ดังนั้นการจัดงาน “เมืองแคร์คน” Policy Fest ของพรรคส้ม ที่เล่นใหญ่โหมโรงในวันที่ 20 มิ.ย.2569 ดึงตัว “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า พร้อมด้วยแกนนำพรรค มาช่วยหาเสียงในโค้งสุดท้ายช่วย “โจ ชัยวัฒน์” และผู้สมัคร ส.ก.ส้มทั้ง 50 เขต จึงน่าจับตา
จะฝ่ากระแส “ชัชชาติฟีเวอร์” ปลุก “คนกรุงฯ” อย่างไร ให้เลือก “พรรคส้ม” เหมือนการเมืองภาพใหญ่ ต้องรอลุ้นกัน


