‘เนชั่นโพล’ ชี้ศึกเมืองหลวง คนกรุงฯ เกินครึ่งหนุน ‘ชัชชาติ’ คัมแบ็กผู้ว่าฯ กทม. รอบใหม่ สนาม ส.ก. พลิกโผ ‘ทีมคนทำงาน’ แซงพรรคใหญ่: เกิดปรากฏการณ์ "ปลาสองน้ำ" โหวตแยกส่วน
"เนชั่นโพล" จับตาศึกเลือกตั้งกรุงเทพฯ เปิดเผยรายงาน ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนภาพรวม 50 เขตทั่วกรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการสำรวจอย่างเป็นทางการในชื่อ "เสียงสะท้อนคนกรุงเทพฯ 2569 : เลือกใครเป็นผู้ว่าฯ และ ส.ก. เพื่ออนาคตคนเมือง" เพื่อสะท้อนภาพรวมความนิยม ทัศนคติทางการเมืองท้องถิ่น และความต้องการเชิงนโยบายของคนกรุงเทพฯ ก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่กำลังจะมาถึง
การศึกษาสำรวจครั้งนี้ สำรวจประชากรเป้าหมายที่เป็นประชาชนในกรุงเทพมหานครที่มีสิทธิและจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569 ในพื้นที่ 50 เขตเลือกตั้ง รวมขนาดตัวอย่างทั้งสิ้น 8,322 ตัวอย่าง ดำเนินการลงพื้นที่เก็บข้อมูลระว่างวันที่ 13–16 มิถุนายน 2569 ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบสุ่มสี่ขั้นตอนเชิงยุทธศาสตร์ (Stratified Four-Stage Random Sampling) โดยมีทีมอาสาสมัครลงสำรวจภาคสนาม 100% มีค่าความเชื่อมั่นที่ 95% และมีค่าความคลาดเคลื่อน ±2%
ผลสำรวจ 5 ประเด็นหลักภาพรวม กทม.
1.) สนาม ส.ก. : "ทีมคนทำงาน (อิสระ)" แข็งแกร่ง ครองแชมป์อันดับ 1 ทั่วกรุงฯ ทีมคนทำงานส่งผู้สมัคร ส.ก. จำนวน 33 เขต จาก 50 เขตเลือกตั้ง ขณะที่พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ส่งลงชิงครบ 50 เขตทั่ว กทม.
โดยเมื่อตรวจสอบคำถามสำคัญว่า “หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง ส.ก. ท่านจะสนับสนุนท่านใดเป็น ส.ก.” พบว่ากระแสความนิยมในระดับท้องถิ่นสะท้อนความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้สมัครท้องถิ่นอย่างเด่นชัด โดยผู้สมัครในกลุ่ม ทีมคนทำงาน สามารถทำสัดส่วนคะแนนนิยมรวมทั้งจังหวัดพุ่งขึ้นเป็นอันดับหนึ่งอยู่ที่ 21.59% (แม้ส่งเพียง 33 เขต) นำหน้า ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ที่ตามมาเป็นอันดับสองด้วยตัวเลข 20.84% (ส่งครบ 50 เขต)
ขณะที่กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ ยังไม่ตัดสินใจ / ยังไม่มีคนที่ถูกใจ มีสัดส่วนอยู่ที่ 20.56% ด้านพรรคการเมืองระดับชาติอย่าง พรรคประชาธิปัตย์ อยู่ที่ 17.22% (ส่งครบ 50 เขต) และ กลุ่มเพื่อไทยไลฟ์ลงตัว อยู่ที่ร้อยละ 6.90% ส่วนผู้สมัครอิสระรายเขตและกลุ่มการเมืองท้องถิ่นอื่น ๆ รวมกันครองสัดส่วนราว 12% และมีสัดส่วนโหวตโนอยู่ที่ 0.77% ซึ่งตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า "ทีมคนทำงาน" ในนามกลุ่มอิสระมีฐานเสียงที่เหนียวแน่นและเป็นกลุ่มหลักที่คนกรุงเทพฯ ให้ความไว้วางใจมากที่สุดในขณะนี้
2.) ปัจจัยชี้ขาด : แนวโน้มคนกรุงฯ มั่นใจ เลือก ส.ก. จากผลงาน เมื่อเจาะลึกถึงมูลเหตุจูงใจในการเลือกผู้แทนเขต ในข้อคำถาม “สิ่งใดมีผลต่อการตัดสินใจเลือก ส.ก. เขตของท่านมากที่สุด” สะท้อนชัดเจนว่าคนกรุงเทพฯ ให้ความสำคัญกับการทำงานจริงและศักยภาพตัวบุคคลมากกว่ากระแสพรรคการเมืองใหญ่ระดับประเทศ โดยตัวเลือก ผลงานในพื้นที่ พุ่งสูงเป็นอันดับหนึ่งอย่างเอกฉันท์ถึง 33.95%
ขณะที่ปัจจัยรองลงมาเกาะกลุ่มอยู่ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ได้แก่ นโยบายแก้ปัญหาในเขต 17.51% ความใกล้ชิดและการลงพื้นที่สม่ำเสมอ 16.93% และตัวบุคคลและความน่าเชื่อถือ 15.50% ในทางกลับกัน ปัจจัยเรื่อง “พรรค” มีอิทธิพลโดยตรงเพียง 5.37% เท่านั้น ตัวเลขชุดนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า ยุทธศาสตร์การทำพื้นที่อย่างต่อเนื่องและผลงานเชิงประจักษ์คืออาวุธสำคัญที่ครองใจประชาชนได้มากที่สุด
3.) นโยบายที่ต้องการเร่งด่วน : ชู "สวัสดิการชุมชน" และ "การจัดการน้ำท่วม" ทางด้านความต้องการเชิงนโยบายและข้อบัญญัติท้องถิ่น ในข้อคำถาม “ท่านอยากให้ผู้สมัคร ส.ก. ในเขตของท่าน นำเสนอนโยบาย/กฎหมายหรือแก้ปัญหาอะไรมากที่สุด” เกิดปรากฏการณ์คะแนนความต้องการร่วมในสองมิติสำคัญที่ได้สัดส่วนสูงเท่ากันที่ 20.46% คือ กลุ่มเป้าหมายผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และสุขภาพชุมชน และ ปัญหาน้ำท่วมขัง ท่อระบายน้ำ และคูคลอง
สะท้อนให้เห็นว่าคนกรุงเทพฯ กำลังคาดหวังระบบสวัสดิการท้องถิ่นที่ดูแลคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างใกล้ชิด ไปพร้อม ๆ กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางกายภาพที่ยังคงมีอยู่ ส่วนประเด็นรองลงมาคือ ปัญหาถนน ทางเท้า ทางข้าม และจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ 17.88% ปัญหาขยะความสะอาดสิ่งแวดล้อม 13.77% และการบริหารงบประมาณเขตที่โปร่งใสพร้อมแก้เรื่องร้องเรียนฉับไว 13.77%
4.) ทัศนคติคนกรุงฯ : หนุนแนวคิด "เลือกคนเก่งทำงานพื้นที่" ควบคู่การประสานงานอย่างไร้รอยต่อ เมื่อถามความคิดเห็นในประเด็น “ท่านคิดว่า ส.ก. เขตของท่านควรเป็นทีมเดียวกับผู้ว่าฯ กทม. หรือไม่” ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 45.75% สะท้อนมุมมองชัดเจนว่า “ไม่จำเป็น ขอให้เป็นคนเก่งและทำงานในพื้นที่ได้” ซึ่งเมื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับกลุ่มที่ระบุว่า “ควรเป็นทีมเดียวกัน เพื่อทำงานประสานกันได้ง่าย” ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 27.64% จะเห็นได้ว่า เสียงส่วนใหญ่ของคนกรุงเทพฯ มุ่งเน้นไปที่ผลสัมฤทธิ์ของการทำงานจริงในพื้นที่และการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกันกับฝ่ายบริหาร กทม. เป็นหลัก
ขณะที่กลุ่มที่มองว่าขึ้นอยู่กับตัวผู้สมัครมากกว่าสังกัดมีร้อยละ 11.57% และกลุ่มที่มองว่าควรเป็นคนละทีมเพื่อช่วยตรวจสอบมีเพียงร้อยละ 7.61% เท่านั้น ตัวเลขชุดนี้เป็นสัญญาณบวกที่ชี้ชัดว่า คนกรุงเทพฯ เปิดกว้างและพร้อมสนับสนุนกลุ่มการเมืองท้องถิ่นที่พิสูจน์ตัวเองด้วยความสามารถและการทำงานใกล้ชิดประชาชน โดยไม่ยึดติดกับกรอบหรือข้อจำกัดของพรรคการเมืองใหญ่ระดับชาติ
5.) สนามผู้ว่าฯ กทม. : "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" คะแนนนิยมแข็งแกร่ง ทิ้งห่าง สำหรับผลการสำรวจในหัวข้อสุดท้ายที่เป็นไฮไลท์สำคัญ “หากวันนี้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ท่านจะสนับสนุนผู้สมัครท่านใดเป็น ผู้ว่าฯ กทม.” พบว่าคะแนนนิยมของอดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังคงแข็งแกร่งและครองใจคนเมืองหลวงได้อย่างเหนียวแน่น โดยมีคะแนนนิยมรวมทั้งจังหวัดสูงถึง 58.41% นำหน้าตัวเลือกอันดับสองอย่างกลุ่มที่ ยังไม่ตัดสินใจ / ยังไม่มีคนที่ถูกใจ (17.21%) อยู่หลายเท่าตัว ด้านผู้ท้าชิงรายอื่น ๆ ในภาพรวมทำสัดส่วนกระจายตัวอยู่ห่าง ๆ ได้แก่ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร 8.46% มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข 7.99% และอนุชา บูรพชัยศรี 4.48% โดยมีคะแนนของผู้สมัครรายอื่น ๆ และโหวตโนรวมกันอยู่ราว 3.44%
ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าสภาวะ "ปลาสองน้ำ" โดยคนกรุงฯ เกินครึ่งพร้อมใจที่จะโหวตให้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กลับมาบริหารเมืองหลวงต่อด้วยคะแนนนิยมสูงถึง 58.41% แต่เมื่อหันมามองกระดานเลือกตั้ง ส.ก. คนกรุงเทพฯ กลุ่มเดียวกันนี้กลับกระจายคะแนนเสียงออกไปตามความพึงพอใจรายบุคคลในพื้นที่ ไม่ได้เหมาเลือกพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งยกแผง โดยประชาชนมองเห็นบทบาทที่แตกต่างกันระหว่าง ผู้ว่าฯ และ ส.ก. อย่างแยกส่วนชัดเจน
แกะรอยกลุ่ม ‘สวิงโหวต’ 20% พลังเงียบ วัดกึ๋นโค้งสุดท้าย! กลุ่มนี้คือ "Swing Voters" หรือพลังเงียบคนเมืองในการเลือก ส.ก. ที่กระจายตัวหนาแน่นในเขตชั้นในและเขตชานเมือง เช่น เขตดุสิต (64.71%) เขตหนองจอก (55.00%) และเขตราษฎร์บูรณะ (50.91%) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงานที่ไม่ยึดติดกับพรรคการเมืองและมักตัดสินใจในช่วง 48 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนเข้าคูหา โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้สนาม ส.ก. มีคนลังเลสูงมาก ต่างจากสนามผู้ว่าฯ กทม. ที่กระแส ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นำโด่งไปแล้วถึง 58.41%
โดยเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ประชาชนกำลังคัดกรอง "คนเก่งในพื้นที่" เนื่องจากร้อยละ 33.95 ยึดผลงานเป็นหลัก และอีกร้อยละ 45.75 มองที่ความสามารถส่วนบุคคล ประกอบกับคนกลุ่มนี้ยังรอเปรียบเทียบนโยบายที่ "โดนใจ" ที่สุดในการเข้ามาแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสองโจทย์ใหญ่ที่คนกรุงฯ ต้องการให้แก้ไขมากที่สุดเท่ากันที่ร้อยละ 20.46 คือ เรื่องปัญหาน้ำท่วมขัง และปัญหาสวัสดิการผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และสุขภาพชุมชนนั่นเอง
ความต้องการพลังขับเคลื่อนที่ไร้รอยต่อทางการเมือง เมื่อพิจารณาตัวเลขผู้ที่เลือก "ไม่จำเป็น ขอให้เป็นคนเก่งทำงานในพื้นที่ได้" (45.75%) ผนวกรวมกับกลุ่มที่ต้องการ "ทีมเดียวกันเพื่อประสานงานง่าย" (27.64%) พบว่าประชาชนกลุ่มตัวอย่างรวมกันสูงถึงร้อยละ 73.39 ที่มุ่งคาดหวังให้สภา กทม. ขับเคลื่อนด้วย ส.ก. ที่มีศักยภาพสูง ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า คนกรุงฯ เบื่อหน่ายกับความขัดแย้งของพรรคการเมืองระดับชาติ และหันมาเทคะแนนให้กลุ่มที่เน้นการทำงานจริง
ลักษณะประชากรในการสำรวจ : เพศ: ชาย 45.93%, หญิง 50.30%, เพศทางเลือก 2.70%, ไม่ประสงค์จะระบุ 1.07% ช่วงอายุ: 18-25 ปี (12.64%), 26-35 ปี (17.63%), 36-45 ปี (19.24%), 46-59 ปี (25.46%), 60 ปีขึ้นไป (25.03%)
อาชีพ: พนักงานเอกชน 22.05%, อาชีพอิสระ/ฟรีแลนซ์ 20.75%, ว่างงาน/เกษียณ 14.95%, เจ้าของกิจการ(มีลูกจ้าง) 12.85%, งานบ้าน 11.72%, ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ 10.67%, นักเรียน/นักศึกษา 7.02%
การศึกษา: ปริญญาตรี 36.12%, มัธยมปลาย/ปวช. 18.70%, ปวส./อนุปริญญา 16.89%, มัธยมต้น 13.63%, ประถม/ต่ำกว่า 9.53%, สูงกว่าปริญญาตรี 5.13%


