วันพุธ ที่ 2 กันยายน 2569

Login
Login

'โพลปกเกล้า ' เผยคนกทม. 27.7% เทใจให้ ผู้สมัคร ส.ก. จากพรรคส้ม

"พระปกเกล้า" เผยโพลเลือกผู้ว่าฯกทม. พบ “ชัชชาติ” ครองใจคนกทม. หลายฐานพรรคการเมือง ด้าน “ส.ก.” คนกรุงหนุน “ส.ก.สีส้ม” สูงสุด 27.7% แต่ยังไม่ปักใจ-ปรับเปลี่ยนได้

สถาบันพระปกเกล้า เผยผลสำรวจ ครั้งที่25 เรื่อง เลือกตั้ง กทม.69 ฐานเสียงการเมืองกับการเลือกผู้ว่าฯกทม.และ แนวโน้มเลือกส.ก.ก่อนโค้งสุดท้าย  สำรวจระหว่างวันที่ 4-7 มิ.ย. จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทั่วทุกเขตของกทม. จำนวน 1,600 ตัวอย่าง

เมื่อถามว่าหากท่านเป็นคน กทม. ท่านจะศึกษานโยบายต่าง ๆ ของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ท่านสนใจหรือมีแนวโน้มจะเลือกมากน้อยเพียงใด  พบว่า 46.6% ระบุจะศึกษาอย่างละเอียด ทั้งนโยบายหลักและความเป็นไปได้ รองลงมา  30.1% ระบุ “ศึกษาเพียงบางส่วน หรือเห็นผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย”

ขณะที่ 12.2% “ศึกษาพอสมควรให้รู้ว่านโยบายสำคัญคืออะไร” และ 6.6% “อาจไม่ได้ศึกษานโยบายอย่างจริงจัง”

เมื่อพิจารณาตามพรรคที่เคยเลือก สส. เขต เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 พบว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครเป็นผู้ว่าฯกทม. ในนามอิสระ มีแนวโน้มได้รับเลือกสูงสุดในหลายฐาน ได้แก่ พรรคประชาชน 45.4%  เพื่อไทย 42.1%  ภูมิใจไทย54.4% และ พรรคอื่น ๆ 52.3%

รองลงมา คือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครเป็นผู้ว่าฯกทม. ในสังกัดพรรคประชาชน  ได้ฐานส่วนของพรรคประชาชน จำนวน  30.6%  ส่วนฐานพรรคประชาธิปัตย์มีแนวโน้มเลือกนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ สูงสุด 31.1% ตามด้วยผู้สมัครคนอื่น ๆ25.8% และ นายชัชชาติ จำนวน22.7%

ทั้งนี้ โพลสถาบันพระปกเกล้า ได้สรุปในประเด็นดังกล่าวว่า สนามผู้ว่าฯ กทม. ยังเป็นสนามที่ตัวบุคคลมีน้ำหนักสูงกว่าสังกัดพรรคอย่างชัดเจน โดยนายชัชชาติ สามารถดึงคะแนนข้ามฐานพรรคได้หลายกลุ่ม แต่ฐานพรรคประชาชนและฐานประชาธิปัตย์มีทิศทางเฉพาะของตนเอง ทำให้การแข่งขันไม่ได้เป็นเพียงการวัดความนิยมรวม แต่เป็นการแย่งชิงฐานคะแนนที่มีพฤติกรรมต่างกันในแต่ละกลุ่มการเมืองด้วย

เมื่อถามถึงเลือก ส.ก. ดูจากนโยบาย หรือ สังกัดพรรค พบว่า 34.9% ระบุ เลือก ส.ก. ยึดจากนโยบายที่เสนอมากที่สุด รองลงมา 21.9% ยึดจากพรรคหรือกลุ่มที่สังกัด  ขณะที่ 17.9% ยึดจากผลงานที่ผ่านมา และ 11.6% ยึดจากตัวบุคคลภาพลักษณ์

'โพลปกเกล้า ' เผยคนกทม. 27.7% เทใจให้ ผู้สมัคร ส.ก. จากพรรคส้ม

ซึ่ง โพลสถาบันพระปกเกล้า สรุปประเด็นดังกล่าว  ส.ก. ไม่ได้ถูกมองเพียงฐานะตัวแทนทางการเมืองของพรรค แต่ถูกคาดหวังให้เป็นตัวแทนที่เข้าใจปัญหาในระดับพื้นที่ และมีข้อเสนอที่จับต้องได้ต่อปัญหาเมืองและปัญหาเฉพาะเขต แต่ พรรคและฐานการเมืองยังคงมีผลต่อการตัดสินใจไม่น้อย ผู้สมัครจึงต้องแข่งขันทั้งด้วยนโยบายผลงาน และความน่าเชื่อถือในพื้นที่ ไม่ใช่อาศัยกระแสพรรคหรือกระแสผู้ว่าฯ กทม.เพียงอย่างเดียว

เมื่อถามถึงการลงคะแนนเลือก ส.ก. หากวันนี้เป็นวันลงคะแนน โดยพบว่าผู้สมัครจากพรรคประชาชนมีแนวโน้มได้รับเลือกสูงสุด จำนวน 27.7% รองลงมาคือผู้สมัครอิสระ จำนวน 18.5% ขณะที่ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 11.5% และผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย จำนวน 10.6%

ท้ายสุดเมื่อถามถึงการตัดสินใจเลือก ที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ โดยพบว่า  38.3% ระบุ ยังไม่แน่ใจแต่เปิดใจพิจารณา ส่วนอีก 32.8% ระบุว่ายังเลือกหมายเลขเดิม ไม่เปลี่ยนแน่นอน ส่วนอีก 15.4% มีโอกาสเปลี่ยนใจสูง

โพลสถาบันพระปกเกล้า  ได้ระบุในตอนท้ายด้วยว่า การเลือกตั้ง กทม.ก่อนโค้งสุดท้ายเป็นสนามที่ยังมีความเคลื่อนไหวสูง โดยเฉพาะสนาม ส.ก.ที่คนยังเปิดใจและเปลี่ยนใจได้หากมีข้อเสนอที่ตอบโจทย์กว่า ผลสำรวจครั้งนี้จึงสะท้อนว่า โค้งต่อไปซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง กทม. จะวัดกันที่ความสามารถในการแปลงฐานนิยมให้เป็นคะแนนจริงและการสื่อสารนโยบายให้เห็นว่าแก้ปัญหาเมืองและพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม มิใช่ขึ้นกับกระแสพรรคหรือภาพลักษณ์ของผู้สมัคร เพียงอย่างเดียว