ปมใหญ่เดิมพันสำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมี “แสวง บุญมี” นั่งเก้าอี้เลขาธิการ กกต. ทั้งที่มีกระแสข่าว ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินของ “กกต.ชุดเก่า” เมื่อปี 2568 แต่ติดปัญหาทางเทคนิค เมื่อ “ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ” หนึ่งในกรรมการ กกต. ไม่ส่งผลการประเมินของตัวเองให้สำนักงาน กกต.
ตาม พ.ร.ป.กกต. มาตรา 56 ได้กำหนดเงื่อนไขการพ้นตำแหน่งของเลขาธิการ กกต. ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาจ้าง ซึ่งต้องผ่านเกณฑ์การประเมินร้อยละ 60 ขึ้นไปในทุกปี
หากยึดตามสัญญาจ้างเกณฑ์การประเมินจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งประเมินตามแบบที่สถาบันการศึกษาออกแบบ เป็นการประเมินการปฏิบัติงาน 4 ด้าน ประกอบด้วย งานแผนงานโครงการ ด้านงานท้าทาย ด้านงานตามมติ กกต. ด้านธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นการประเมินจากความเห็นพนักงานทั่วประเทศ ด้านละ 100 คะแนน ก่อนจะนำส่งเป็นข้อมูลประกอบการประเมินให้ “กกต.”
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า “แสวง” ได้โพสต์ใน LINE ผู้บริหารสำนักงานฯ กกต. เป็นภาพเอกสารสรุปผลคะแนนการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต. ประจำปีงบประมาณ 2567 และปี 2568 ซึ่งเป็นผลการประเมินในส่วนของพนักงาน กกต. ทั่วประเทศ
โดยพบว่าในปีงบประมาณ 2566 ได้คะแนนรวม 83.85 คะแนน ปีงบประมาณ 2567 ได้คะแนนรวม 61.14 คะแนน และปี งบประมาณ 2568 ได้คะแนนรวม 60.42 คะแนน
ส่วนที่สองเป็นการประเมินโดย “กกต.” แต่ละคน โดยจะมีคะแนนคนละ 100 คะแนน แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านบริหารงานเลือกตั้งและการมีส่วนร่วม ด้านกิจการพรรคการเมืองและการสืบสวนสอบสวน ด้านอำนวยการ
สำหรับ “กกต.ชุดเก่า” ที่ต้องให้คะแนนการทำงานของ “แสวง” ประกอบด้วย อิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. ส่วนกรรมการประกอบด้วย สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ ปกรณ์ มหรรณพ เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ชาย นครชัย สิทธิโชติ อินทรวิเศษ และฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ
อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินของ “กกต.ชุดเก่า” ยังเป็นปริศนาอยู่ว่า ตัวเลขคะแนนรวมของ “แสวง” ได้กี่คะแนน ภายหลัง “กกต.ชุดเก่า” ส่งผลประเมินให้กับสำนักงาน กกต. แต่มีปฏิบัติการดีเลย์เทคนิค ทำให้ผลประเมินรวมถูกชะลอเอาไว้ ส่งผลให้ “แสวง” ยังไม่หลุดจาเก้าอี้เลขาฯ กกต.
โดยมีรายงานว่า “กกต.ชุดเก่า” ที่มี “อิทธิพร” เป็นประธาน ได้ส่งเอกสารผลการลงคะแนนประเมิน “แสวง” แล้ว 6 คน ยังขาดเอกสารจาก “ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ” เพียงรายเดียว ที่ยังไม่ได้ส่งมา ทำให้สำนักงาน กกต.ต้องติดตามเอกสารดังกล่าว ทำให้ “ฐิติเชฏฐ์” ได้ส่งผลประเมินตามมาภายหลัง ที่มีกระแสข่าวหลุดออกมา
ว่ากันว่า สถานการณ์นี้ มี“มือมืด”ล่วงรู้ผลการประเมินของ 6 กกต. จึงมีปฏิบัติการแก้เกมทันที เพื่อประคองให้“สายตรงบุรีรัมย์” ได้นั่งเก้าอี้ตัวเดิมต่อไป
โดยมี “บิ๊ก กกต.” เดินทางไปยังเมืองหลวงแดนอีสานใต้ เพื่อพูดคุยกับ “ผู้มากบารมี” ก่อนจะมีกระแสข่าวกดดันให้ “กกต. ชุดใหม่” ซึ่งมี 4 คนที่เข้ามาใหม่ ประกอบด้วย ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. อนันต์ สุวรรณรัตน์ ณรงค์ รักร้อย และจิรุตม์ วิศาลจิตร ร่วมประเมินผลงานเลขาฯกกต.ด้วย
“กกต.ชุดใหม่ 4 คน ไม่ต้องการประเมินเลขาฯกกต. เพราะเขายังไม่ได้ร่วมงานด้วยตลอดปี 2568 โดย 1 ใน 4 กกต.ถึงขั้นเอ่ยปากกับคนใกล้ชิดว่า จะไม่เอาตัวไปเสี่ยงติดคุกด้วย” แหล่งข่าวจาก กกต. ระบุ
เมื่อ “กกต. ชุดใหม่” ไม่คล้อยตาม “บิ๊ก กกต. รุ่นพี่” จึงส่งผลให้ต้องพลิกเกมกันใหม่ โดยมีข้อเสนอให้ส่งเรื่องไปยัง "คณะกรรมการกฤษฎีกา" ตีความการทำหน้าที่ประเมินเลขาฯ “แสวง” ว่า เป็นอำนาจของ “กกต.ชุดเก่า” หรือ “กกต.ชุดใหม่”
โดยท่าทีของ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต. ยืนยันว่า เมื่อมีข้อโต้แย้ง เพื่อความรอบคอบ กกต. ชุดที่ทำหน้าที่อยู่ จึงมีมติให้นำข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่างๆ ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า การประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต. กรรมการชุดใด มีหน้าที่ หรืออำนาจในการประเมิน
ทว่า ท่าทีฝั่ง “กฤษฎีกา” ไม่รับลูก เล่นตามเกมของ “กกต.ชุดใหม่” เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ระบุชัดเจนว่า “กกต.” เป็นองค์กรอิสระ หาก “กฤษฎีกา” ล้ำเส้นเข้าไปชี้ขาดเรื่องอำนาจหน้าที่ อาจส่งผลกระทบต่อ “กฤษฎีกา” เสียเอง
ล่าสุด “นพดล เภรีฤกษ์” เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ออกโรงให้สัมภาษณ์ว่า "คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าจะเสนอมา เราก็ไม่รับ เพราะไม่ได้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องนี้สิ้นสุดอยู่ที่ กกต. เลย เพราะเป็นอำนาจของเขา"
เมื่อ “กฤษฎีกา” โยนเผือกร้อนกลับไปอยู่ในมือ “กกต.ชุดใหม่” หลังจากนี้ต้องจับว่า “มือมืด” จะพลิกเกมอีกตลบอย่างไร ในการอุ้ม “แสวง บุญมี” ให้มีบุญ ได้รับใบอนุญาต ให้ทำหน้าที่เลขาฯ กกต. ต่อไป


