วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘ระบอบน้ำเงิน’ ล้ม สสร. ตั้งธงใหญ่ ไม่แก้ 'รัฐธรรมนูญ 2560'

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคเพื่อไทย ที่ปรับหมากใหม่ ถอยร่นเพื่อไม่ให้เข้าทางพรรคการเมือง ฝั่งที่ตั้งธงขวาง การจัดทำรัฐธรรมนูญ ผ่านองค์กรที่มาจากสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)

หลังจากถูกพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรมเท ไม่สนับสนุนในการลงชื่อให้ครบเกณฑ์ 1 ใน 5 เพื่อเปิดทางแก้ไขมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560

“เพื่อไทย” ไม่ยอมตกขบวนกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ กัดฟันเดินหน้าต่อ โดยพยายามจะใช้โมเดล สสร.ที่มาจากทางอ้อม ให้คล้ายกับ สสร.เมื่อปี 2540 ที่มีการคัดสรรจากแต่ละจังหวัด แล้วส่งมาให้สมาชิกรัฐสภาเห็นชอบ

อย่างไรก็ตาม ข่าวล่าสุด “มือกฎหมายค่ายแดง” ได้ปรับแก้ที่มาโมเดล สสร.ใหม่เป็นที่เรียบร้อย ผ่านไฟเขียวจากมติที่ประชุม สส.พรรคเพื่อไทย เมื่อ 16 มิ.ย.2569

โดยที่มา สสร.วิธีการได้มา จะคล้ายกับ สสร.2540 แต่ปรับให้ยึดตามความเห็นของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มีการพิจารณาในชั้นปรับแก้ไขเนื้อหา เมื่อสมัยประชุมรัฐสภาชุดที่แล้ว ก่อนที่จะถูกตัดจบด้วยการยุบสภาฯ เมื่อปลายปี 2568

เบื้องต้นวิปพรรคเพื่อไทยเดินเกมในทางลับ ขอเสียงเห็นชอบ สส.ในการลงชื่อญัตติได้ครบ 1 ใน 5 คาดว่าจะได้เสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมฝ่ายค้านเพียงพอ กรณีพรรคภูมิใจไทยไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย

โดยเตรียมจะเปิดรายละเอียดร่างแก้ไขฉบับนี้ภายในสิ้นเดือน มิ.ย. เพื่อให้บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันที่ 7-8 ก.ค.  

‘ระบอบน้ำเงิน’ ล้ม สสร. ตั้งธงใหญ่ ไม่แก้ 'รัฐธรรมนูญ 2560'

ความแตกต่างกันระหว่างร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงิน-ภูมิใจไทย กับสีแดง-เพื่อไทย คือ 

ร่างของพรรคภูมิใจไทย เปิดทาง ให้มี สสร.100 คน โดยรัฐสภาคัดเลือกผู้สมัครโดยตรงจากจังหวัดต่างๆ มาจังหวัดละ 1 คน รวมกับผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆอีก 23 คน รวมเป็น 100 คน จากนั้นก็ สสร.จะตั้งกรรมาธิการยกร่างอีก 45 คน โดยให้ 2 ใน 3 ต้องมาจาก สสร. ส่วนที่เหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือสาขาต่างๆ รวมมีเวลายกร่าง 360 วัน

ขณะที่ร่างของพรรคเพื่อไทย ต้องการให้ผ่านการเลือก สสร.ทางอ้อมจากแต่ละจังหวัดก่อน เพื่อเป็น สสร.จังหวัดก่อนส่งมาให้รัฐสภาเห็นชอบ โดยแบ่งเป็น สสร.จังหวัด 100 คน และจากองค์กรอิสระ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการอีก 52 คน รวมเป็น 152 คน

‘ระบอบน้ำเงิน’ ล้ม สสร. ตั้งธงใหญ่ ไม่แก้ 'รัฐธรรมนูญ 2560'

ทว่าการปรับหมากถอยเนื้อหาใหม่ของพรรคเพื่อไทย เพื่อปิดทางรัฐสภาโหวตคว่ำนั้น กลับเกิดรอยร้าว เมื่อมีความไม่เห็นไม่ลงรอยกันในหมู่คีย์แมนแก้ไขรัฐธรรมนูญของค่ายแดง

ว่ากันว่า เนื้อหาที่ปรับใหม่ต้องการพยายามประนีประนอมกับพรรคภูมิใจไทย ในขณะที่ความเห็นอีกซีกต้องการยืนยันจุดยืนร่างเดิมที่ไม่ได้ขัดแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 

โดยเห็นว่าพรรคเพื่อไทยไม่จำเป็นต้องเอาใจสีน้ำเงินในเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ อีกทั้งธงใหญ่ในการหาเสียงของเพื่อไทย คือการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้ได้ สสร.จากประชาชน

เกมชิงไหวชิงเหลี่ยมของค่ายที่ต้องการให้มี สสร.ผ่านกระบวนการเลือกคัดสรร 2 ระดับ จึงงัดข้อกับกระบวนการเลือก สสร.โดยตรงผ่านรัฐสภา ของพรรคภูมิใจไทย

‘ระบอบน้ำเงิน’ ล้ม สสร. ตั้งธงใหญ่ ไม่แก้ 'รัฐธรรมนูญ 2560' เซียนวิเคราะห์การเมืองในค่ายแดง พออ่านเกมออก ชี้ว่าพรรคภูมิใจไทยเสนอโมเดลของตัวเองให้มี สสร. แค่ต้องการส่งสัญญาณขานรับเสียงประชามติเห็นชอบ 21 ล้านเสียงเท่านั้น แต่ในทางลับ มี“ธงใหญ่”กว่านั้นคือ ไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เอื้อประโยชน์อำนาจทางการเมืองต่อระบอบสีน้ำเงิน

หากพรรคเพื่อไทยได้เสียงสนับสนุนครบเกณฑ์ 1 ใน 5 แล้ว ก็ยังต้องเจออุปสรรคใหญ่ ขัดขวางกระบวนการล้ม สสร.ทางอ้อมจากประชาชนอยู่ดี

กระบวนการล้มด่านแรก อาจได้เสียง สว.เห็นชอบในวาระแรก ไม่ถึง 1 ใน 3 ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไทยตกไปทันที 

ล้มในด่านสอง ยังต้องเจอเกมโหวตคว่ำได้อีก ในวาระที่ 3 หากได้เสียงเห็นชอบจากพรรคฝ่ายค้านไม่ถึงร้อยละ 20

ไม่ว่ามองไปทางไหน เกม  "มวยล้มต้มคนดู" ผ่านพิธีกรรมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าการทำคลอด สสร.มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่

โจทย์ใหญ่ธงลับ “พรรคน้ำเงิน” คือซ่อนมีดไว้ข้างหลังมาตั้งแต่รัฐสภาสมัยที่แล้ว ทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเปิดทาง สสร.ต้องเป็นหมัน เพราะเจอ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรี หักดิบพรรคส้ม ล้มแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านอำนาจยุบสภาฯ

หากมองไปที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงิน ที่เสนอต่อประธานรัฐสภา เป็นพรรคแรก โอกาสสำเร็จก็ยังเห็นได้ยากยิ่งเช่นกัน

คนในค่ายแดงวิเคราะห์ฉากทัศน์ การทำแท้ง สสร.ในผลลัพธ์ปลายทาง จะเกิดขึ้นอีกครั้ง ไม่ต่างจากกรณี “บิ๊กสีน้ำเงิน” ส่งสัญญาณขวางร่างรัฐธรรมนูญของเพื่อไทย โดยสั่ง สส.พรรคสีน้ำเงินถอนชื่อหนุน

‘ระบอบน้ำเงิน’ ล้ม สสร. ตั้งธงใหญ่ ไม่แก้ 'รัฐธรรมนูญ 2560'

หากฉบับสีน้ำเงินผ่านรัฐสภา ในวาระที่หนึ่ง ก็จะเข้าสู่กระบวนการเตะถ่วง-ยื้อยุดไปให้สุดปลายทาง ทั้งผ่านกระบวนการศึกษา และใช้กำลังกันภายในของสมาชิกรัฐสภา 2 ขั้ว  หากฝ่ายค้านไม่เห็นชอบด้วยในวาระที่ 3 โดยเฉพาะพรรคประชาชน ซึ่งอาจมีท่าทีพร้อมโหวตคว่ำด้วย ก็ยิ่งทำให้ร่างฉบับสีน้ำเงินผ่านไปได้ยากเช่นกัน

ท้ายที่สุดจะไม่มีฉบับไหนแก้ได้สำเร็จ หากลากยื้อกันไปยาวๆได้ จนสู่ทางตัน คือ เข้าสู่โหมดยุบสภา ปล่อยให้การแก้ไขกฎหมายสูงสุด ค้างท่อกันต่อไป