สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.นี้ กำลังเร่ง “กวาดบ้าน” สางปัญหา “ใต้พรม” ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะข้อครหา “คนใน” ที่โดนครหาเข้าไปเกี่ยวข้องพัวพันกับการทุจริตคอร์รัปชัน
ที่ผ่านมาสำนักงาน ป.ป.ช.กำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่บ้าง ตัวอย่างเห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น “อดีตผู้บริหารระดับสูง” ภายในสำนักงานฯ เคยถูกชี้มูลความผิดฐาน “ร่ำรวยผิดปกติ” และอาจมีส่วนพัวพันกับการทุจริตบางโครงการของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจไปก่อนหน้านี้
แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน เล็งเห็นถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญ มีมาตรการ “เอาจริง” หากพบ “คนใน” เข้าไปพัวพันกับการทุจริตประพฤติมิชอบ ไม่ว่าจะเป็น “อดีตกรรมการฯ” บางคน ถูกชี้มูลความผิด ฐานเข้าละเว้นการเรียกเก็บภาษีของบริษัทเครือข่าย “นักเลือกตั้ง” บางคน ปัจจุบันคดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 แล้ว
หรือบางกรณีที่เกี่ยวข้องกับการ “เปิดเผยข้อมูล” ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ที่มี “ภาคประชาชน” ร้องเรียนถึงชั้นศาล และสุดท้ายศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 มีคำพิพากษา “จำคุก” กับ “อดีตกรรมการฯ” บางคน เนื่องจากมีพฤติการณ์ปกปิดข้อมูลในสำนวนคดี เป็นต้น
นอกเหนือจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีการตรวจสอบเชิงลึกเอาผิดกับ “อดีตที่ปรึกษากรรมการฯ-เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.” บางคน ที่ถูกครหาว่าเข้าไปเกี่ยวข้องพัวพันกับ “อดีตตำรวจชื่อดัง” ทั้งในเรื่องการ “รับให้สินบน” เป็นทรัพย์สินมูลค่าหลายสิบล้านบาท รวมถึงกรณีการช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินของ “นายตำรวจ” คนดังกล่าวด้วย
สำหรับกฎหมาย ป.ป.ช.ปัจจุบัน มีมาตรการเอาผิดอย่างเข้มข้นกับ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ฐานปฏิบัตหน้าที่มิชอบ และฐานทุจริต ยิ่งเป็น “คนภายใน” แล้ว ยิ่งมีโทษหนัก
ปัจจุบันสำนักงาน ป.ป.ช.ออกระเบียบหรือมาตรการที่เกี่ยวข้องในเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐพัวพันการคอร์รัปชัน เพิ่มเติมจากเดิม
เช่น มาตรการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการบรรจุบุคคลผู้ซึ่งเคยออกจากราชการเพราะกระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการกลับเข้ารับราชการ เพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดตามมาตรการดังกล่าวสามารถกลับเข้ารับราชการได้อีก ซึ่ง ครม.มีมติเมื่อ 22 เม.ย. 2569 เห็นชอบตามหลักการนี้
รวมไปถึงการแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 (พ.ร.ป.ป.ป.ช.) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานและหลักการขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
มีสาระสำคัญคือ การปรับปรุงความผิดฐานให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ (Foreign bribery) และความรับผิดของนิติบุคคลในความผิดฐานให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศหรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้ความผิดฐานให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศสามารถใช้บังคับได้กว้างขวางและชัดเจนยิ่งขึ้น การกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมนิยามเพื่อประโยชน์ในการบังคับใช้การตัดองค์ประกอบความผิดของกฎหมายไทยบางประการเพื่อให้การกระทำเป็นความผิดกว้างขึ้นและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การตัดองค์ประกอบ “เพื่อประวิงการกระทำ” เนื่องจากในหลายกรณีการให้สินบนเป็นไปเพื่อเร่งรัดการดำเนินการหรือการตัดสินใจ
การกำหนดความผิดฐานสมคบกันให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ เป็นความผิด การแก้ไขปรับปรุงโทษจำคุกและโทษปรับสำหรับบุคคลธรรมดาที่กระทำความผิดให้ได้สัดส่วนหรือเทียบได้กับหรืออย่างน้อยต้องไม่น้อยกว่าโทษที่เจ้าหน้าที่ของรัฐของประเทศไทยได้รับ เป็นต้น
ทั้งหมดคือมาตรการใหม่ของสำนักงาน ป.ป.ช. ที่แสดงให้เห็นถึงความ “เอาจริงเอาจัง” ในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อทำให้อัตราการคอร์รัปชันในปัจจุบันมีจำนวนลดลง ฟื้นฟูคะแนนดัชนีรับรู้การทุจริต หรือ CPI ให้ดีมากยิ่งขึ้นต่อไป
บทความนี้ สนับสนุนโดยกองทุน ป.ป.ช.หากพบเห็นการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ร้องเรียนได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูล สำนักงาน ป.ป.ช. โทร.1205 หรือ www.nacc.go.th หรือสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด

