วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน 2569

Login
Login

ปิดฉาก 25 ปี ‘สหายแสง’ สะท้าน ‘อีสานเหนือ’ น้ำเงิน

ปิดฉากการเมือง กว่า 2 ทศวรรษ “สหายแสง” ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาคดี

ครอบครองที่ดินรัฐโดยมิชอบ และยังถือครองต่อเนื่องระหว่างดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นการแสวงหาประโยชน์ส่วนตนและผิดจริยธรรมร้ายแรง จนนำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต

รายละเอียดคดี ศาลฎีกาชี้ว่า "ศุภชัย โพธิ์สุ"  ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีถือครองที่ดินของรัฐในโครงการจัดสรรเพื่อประชาชน  220 ไร่ ที่ ต.พะทาย อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม รวมมูลค่า 6.6 ล้านบาท

ศาลเห็นว่า ที่ดินดังกล่าวมีไว้ช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากไร้ แต่ศุภชัยไม่มีสิทธิได้รับจัดสรร และการซื้อขายใบจองทั้ง 40 แปลงเป็นการกระทำที่กฎหมายห้าม แม้จะได้ครอบครองที่ดินก่อนเข้าสู่การเมือง แต่เมื่อดำรงตำแหน่ง สส. และรัฐมนตรีแล้ว ยังครอบครองและใช้ประโยชน์จากที่ดินต่อเนื่อง จึงถือเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์

การถือครองที่ดินจำนวนมากเช่นนี้ ทำให้ประโยชน์ตกแก่ตนเอง แทนที่จะเป็นประชาชนตามเจตนารมณ์ของโครงการรัฐ และการสละสิทธิในที่ดินภายหลังเกิดขึ้น หลังถูก ป.ป.ช. กล่าวหาแล้ว จึงไม่ทำให้ความผิดสิ้นสุด

ศาลจึงมีบทลงโทษ ตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกตำแหน่งตลอดไป และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษา คือ 11 มิ.ย.2569

ปิดฉาก 25 ปี ‘สหายแสง’  สะท้าน ‘อีสานเหนือ’ น้ำเงิน

 ผลคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงนี้ ไม่เพียงปิดฉากเส้นทางการเมือง 2 ทศวรรษ ของ “สหายแสง” เท่านั้น แต่อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนไปยัง “พรรคสีน้ำเงิน” ต้องไร้แม่ทัพ “อีสานเหนือ” ที่ย่อมส่งผลถึงยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ตามไปด้วย

 หากย้อนฉากชีวิต “ครูแก้ว” ศุภชัย หรือ “สหายแสง” ได้ลาออกจากข้าราชการครู ลงสู่สนามการเมือง และเป็น สส.สมัยแรกเมื่อปี 2544 ในนามพรรคความหวังใหม่ ต่อเนื่องมาถึงพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน

ทว่า หลังคดียุบพรรคพลังประชาชน “ศุภชัย” ในฐานะแกนนำ ได้แยกตัวพร้อมกลุ่มเพื่อนเนวินไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ก่อนเกิดเกมพลิกขั้ว เมื่อภูมิใจไทยหันไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมโหวต “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกรัฐมนตรี

ต่อมา “ศุภชัย” ได้รับตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในปี 2552-2554 หลังจากพรรคภูมิใจไทยมีมติให้ “ชาติชาย พุคยาภรณ์” พ้นจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้ จนได้รับฉายาว่า “พี่แก้วไม่มีวันร้าว”

ฉากชีวิตการเมือง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา “ศุภชัย” เป็นสส.นครพนม 4 สมัย ขึ้นชั้นเป็น "แม่ทัพภาคอีสานตอนบน" ของพรรคภูมิใจไทย

นอกจากเป็นรัฐมนตรีแล้ว ยังได้มีบทบาทในสภาฯ ได้รับตำแหน่งรองประธานสภาฯ ในปี 2562 -2566 

หากยังจำกันได้ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อ 26 ก.พ.2563 ได้ปรากฎซีน วิวาทะระหว่าง “ศุภชัย” ในฐานะรองประธานสภาฯ ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมเวลานั้น ตอบโต้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ระหว่างอภิปรายประเด็น การถวายสัตย์ปฏิญาณ

โดย “ศุภชัย” ระบุว่า “ผมไม่กลัวหรอก วีรบุรุษนาแก ผมนี่ สหายแสง” จากนั้นได้สั่งห้าม “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ไม่ให้อภิปรายเรื่องนี้อีก หากยังอภิปรายเรื่องเดิม จะเชิญให้ออกจากห้องประชุม พร้อมระบุอีกครั้งว่า “ไม่ได้ขู่ ผมเอาจริง” ขณะที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ตอบโต้ทันที “หากท่านเอาจริง เดี๋ยวเราก็เจอกันนอกสภาฯ ” 

“ศภชัย” สวนกลับอีกครั้งว่า “ไม่ต้องห่วง ผมไม่กลัว หากมีคนบอกว่าท่านคือ วีรบุรุษนาแก ผมก็เป็นสหายแสง อย่ามาขู่กัน”

ย้อนไปในการเลือกตั้งปี 2566 “ศึกริมโขง” นครพนม มีการขับเคี่ยวชิงชัยกันอย่างดุเดือดระหว่าง “ค่ายครูใหญ่สีน้ำเงิน” และ “ค่ายนายใหญ่สีแดง”

“สหายแสง” ที่กำลังอหังการ์ หลังปั้นลูกสาว “ขวัญ” ศุภพานี โพธิ์สุ เป็นนายก อบจ.สำเร็จ และส่ง “พูนสุข โพธิ์สุ” ศรีภรรยา ลงชิง สส.เขต 1 นครพนม ซึ่งเป็นเขตเดิมของตัวเอง และเจ้าตัวขยับไปลงเขต 2 ชนกับ “มนพร เจริญศรี” แม่ทัพอีสานเหนือ “ค่ายนายใหญ่”

ปิดฉาก 25 ปี ‘สหายแสง’  สะท้าน ‘อีสานเหนือ’ น้ำเงิน

การเลือกตั้งครั้งนั้น ต่อสู้ฟาดฟันกันอย่างดุเดือด ถึงขั้นที่ “ศุภชัย” ซึ่งขึ้นเวทีปราศรัย เมื่อ 4 ธ.ค.2565 เปิดตัวผู้ลงสมัคร สส.นครพนม พาดพิงไปถึงผู้สมัครพรรคคู่แข่ง จนเกิดวาทกรรม “ไอ้โง่”

ผลปรากฎว่า การเลือกตั้งครั้งนั้น “2 สามีภรรยา” แห่งพรรคภูมิใจไทย พ่ายเรียบทั้ง 2 เขต

ขณะที่การเลือกตั้งครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา “สหายแสง” ซึ่งติดบ่วงคดีที่ดิน  รู้ชะตากรรมตนเองเป็นอย่างดี จึงส่ง “ศุภพานี” ลงชิง สส.เขต 1 นครพนม แทน และสามารถสางแค้น “ภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์” แชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทย ด้วยคะแนนทิ้งห่าง 57,294 ต่อ 19,699

เช่นเดียวกับเขต 3 ศุภชัยในฐานะแม่ทัพหลังม่านสีน้ำเงิน ส่ง “อลงกต มณีกาศ”ลงชิง และเขตนี้พรรคน้ำเงินเฉือนชนะ “ธนากรณ์ ปราณีนิตย์”จากพรรคเพื่อไทย ด้วยคะแนนทิ้งห่างเพียง 1,000 คะแนนเท่านั้น

ผลคำพิพากษาศาลฎีกา ล่าสุด ไม่เพียงส่งผลไปถึงเส้นทางของ “สหายแสง” ที่ต้องปิดตำนาน 25 ปีบนเส้นทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงดินแดน “อีสานเหนือ” หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของ “พรรคสีน้ำเงิน” ที่มีคู่แข่งสำคัญคือ “พรรคสีแดง” และมีแม่ทัพชื่อ “มนพร เจริญศรี” ที่เคยโค่น “แม่ทัพน้ำเงิน”

ปิดฉาก 25 ปี ‘สหายแสง’  สะท้าน ‘อีสานเหนือ’ น้ำเงิน

ขณะที่ศึกเลือกตั้งนายกอบจ.เมื่อช่วงต้นปี2568  “มนพร” ส่ง “อนุชิต หงษาดี” มือขวาลงชิงและสามารถล้ม “ศุภพานี” แชมป์เก่าค่ายสีน้ำเงิน ด้วยคะแนนทิ้งห่างกว่า3หมื่นคะแนน

แม้ “รัฐบาลสีน้ำเงิน”กำลังเรืองอำนาจ แต่สถานการณ์ที่กำลังเผชิญปัญหารุมเร้ารอบด้าน จากสารพัดปมร้อน กำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่น คดีนี้อาจเป็นจุดอ่อนทางการเมืองในอีสานเหนืออย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะหากกลับไปสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้ง