วาทกรรมระบอบสีน้ำเงินเหมือนจะ “จุดติด” เหมือนระบอบทักษิณเมื่อ 20 ปีที่แล้ว พลันที่โครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,621 ล้านบาท กลายเป็นโครงการเรียกแขก และพรรคประชาชนกำลังไล่ขยี้อยู่เวลานี้
มิหนำซ้ำ ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเจ้าของเรือธงเอไอแห่งชาติ กลับเจอเกมขุดปมอดีตเรื่อง “แม่” และ “วุฒิการศึกษา”
“ไชยชนก” เปิดใจกับสื่อครั้งแรกใน 2 ปมร้อนดังกล่าวว่า
ผมเลี่ยงการเมืองมาตั้งแต่เด็กจนโต เพราะรู้ว่าการเมืองโหดร้าย และเมื่อเข้ามาเองก็ต้องยอมรับ เชื่อมั่นในสิ่งที่คุณพ่อสอนว่า หากมีเจตนาทำดี ก็ให้ยึดมั่นและทำต่อไป
ประเด็นนักการเมืองกับชีวิตส่วนตัว ในสายตาของ “รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์” กูรูด้านเศรษฐศาสตร์ ได้ให้แง่คิดว่า เราควรมองนักการเมืองในฐานะปุถุชนที่มีกิเลสตัณหา และมีความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง ไม่ต่างจากมนุษย์สามัญที่ประกอบอาชีพอื่นๆแล้ว จะเข้าใจการเมืองไทยได้ตรงต่อสภาพความเป็นจริงมากขึ้น
ด้วยกรอบวิเคราะห์แบบ อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ การเมืองแบบคนดี หรือวาทกรรม เทพ-มาร ในอดีต เป็นเรื่องการเมืองที่เพ้อฝันมากเกินไป
ย้อนมองเส้นทางในวัยเยาว์ของ “เนวิน” และ “ไชยชนก” พ่อลูกคู่นี้มีอะไรเหมือนกัน นั่นคือ มีชีวิตที่ “ติดลบ” เมื่อโตขึ้นก็พลิกวิกฤติเป็นโอกาส
“เนวิน” ยอมรับว่า สมัยวัยรุ่นเคยเป็นหัวหน้าแก๊งสิงห์ทอง แว้นป่วนเมืองบุรีรัมย์ ส่วน “ไชยชนก” ก็บอกว่า ตอนที่ใช้ชีวิตอยู่ในอังกฤษเป็น “เด็กติดเกม”
นิตยสารผู้จัดการรายเดือน(ฉบับ ก.ย.2538) ได้สัมภาษณ์พิเศษเนวิน ชิดชอบ สมัยเป็น รมช.คลัง รัฐบาลบรรหาร ซึ่งตอนหนึ่งได้เล่าเรื่องช่วงชีวิตวัยเรียนวัยรุ่น
เนวินเดินทางมาเรียน ม.ศ.1-5 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ซึ่งการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงย้ายที่พักทุกปี เพราะความเป็นเด็กวัยคะนอง ชอบแต่เล่นฟุตบอลมากกว่าเรียนหนังสือ
ปี 2518 กำนันชัยเรียกตัวลูกชายกลับคืนบุรีรัมย์ และนำไปฝากฝังกินนอนอยู่บ้านนายตำรวจใหญ่ เนวินจึงตั้งกลุ่มวัยรุ่นชื่อ “สิงห์ทอง” พากันขี่มอเตอร์ไซค์ป่วนเมือง
จาก “แก๊งสิงห์ทอง” ในช่วงวัยรุ่น ได้แปรสภาพเป็น “กลุ่มเพื่อนเนวิน” องค์กรทางการเมืองระดับท้องถิ่น ในช่วงที่เขาเรียนครูภาคค่ำที่วิทยาลัยครูบุรีรัมย์
ผู้ที่มาเรียนหลักสูตรภาคค่ำ มักจะเป็นผู้นำท้องถิ่น เมื่อใครลงสมัครผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน ก็ไปช่วยกันจนได้รับชัยชนะ
“ผมมีเพื่อนเป็นกำนันทั้งหมด 10 กว่าตำบล เราเกาะกลุ่มกันในฐานะคนหนุ่มสาวมาตั้งแต่เด็ก เราตั้งกลุ่มขึ้นมาทำงานด้านการเมือง” นี่คือที่มาของกลุ่มเพื่อนเนวิน
1 ใน 10 กำนันกลุ่มเพื่อนเนวินคือ “กำนันเม้ง” ประสิทธิ์ ตั้งศรีเกียรติกุล อดีต สส.บุรีรัมย์ผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่ยุค “แก๊งสิงห์ทอง”
ปี 2531 เนวินขยับจาก สจ.ไปคว้าชัยในสนาม สส.บุรีรัมย์ สมัยแรก สังกัดพรรคสหประชาธิปไตย โดยมีเพื่อนกำนัน- ผู้ใหญ่บ้าน ในนามกลุ่มเพื่อนเนวิน เป็นหัวคะแนน
สไตล์การเล่นการเมืองแบบ “เนวิน” มาจากบุคลิกนักเลงบ้านนอก กล้าได้กล้าเสีย ซึ่งสั่งสมมาจากประสบการณ์ช่วงชีวิตวัยรุ่นทั้งสิ้น
30 กว่าปี บนเส้นทางการเมืองของ “เนวิน” เคยผ่านช่วงชีวิตตกต่ำและรุ่งโรจน์ เคยเป็นขุนพลเอกของทักษิณ และแหกค่ายชินวัตรไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร
ยามตกต่ำก็หาพรรคสังกัดแทบจะไม่ได้เช่นปี 2539 เนวินถูกคนชั้นกลางในเมืองหลวงแอนตี้รุนแรง สื่อสมัยนั้นตั้งฉายา “ไอ้ขันปากบาน” “ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ” และ “ชื่อพม่า หน้าลาว เว้าเขมร”
แล้ววันหนึ่ง “เนวิน” ก็ถอยไปอยู่หลังฉากการเมือง และหันไปสร้างสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และสนามแข่งรถ ทำให้บุรีรัมย์เมืองรองกลายเป็นเมืองเอกด้านกีฬา
ช่วงที่ตระกูล “ชิดชอบ” กำลังขยายอาณาจักรธุรกิจกีฬา “เนวิน” ก็เรียกลูกชายคนโต “นก” ไชยชนก ชิดชอบ กลับมาจากอังกฤษมาช่วยงานในครอบครัว
“ผมเป็นเด็กติดเกม” ไชยชนกจะบอกกับสื่อสายกีฬาทุกครั้ง เมื่อเอ่ยถึงความสำเร็จของทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด E-Sports
เมื่อต้นปี 2568 “นก” ให้สัมภาษณ์ประชาชาติธุรกิจ โดยตัวเขาเล่าช่วงวัยเด็กว่า เกิดที่ จ.นนทบุรี ก่อนย้ายกลับไปอยู่ จ.บุรีรัมย์ และไปเรียนต่อที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เชียงใหม่ เพราะพ่อเนวินได้ภรรยาคนใหม่ชื่อ กรุณา ชิดชอบ ลูกสาวพ่อเลี้ยงคะแนน สุภา
เมื่ออายุได้ 8 ขวบ พ่อเนวินจึงส่ง “นก” ไปเรียนที่อังกฤษ
...ตอนแรกพูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้ เพื่อนทำอะไรก็ทำตามๆกันไป สุดท้าย จึงคิดว่าต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตไม่เช่นนั้น ไม่รอด ทำให้ผ่านไปไม่ถึงเดือนพูดอังกฤษดีขึ้น
ช่วงปลายปี 2568 “ไชยชนก” ในวัย 36 ปี ก้าวขึ้นเป็น รมว.ดีอี เป็นครั้งแรก มีคนสงสัยว่า ลูกชายเนวินเรียนอะไรในอังกฤษ ปรากฏว่า โคแฟค (Cofact หรือ Collaborative Fact Checking) ได้ทำการตรวจสอบเรื่องการศึกษาของไชยชนก ก็พบว่าไม่ได้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยในอังกฤษ
ดังนั้น ไชยชนกหลังจากกลับมาเมืองไทย จึงสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยเฉลิมกาญจนา บุรีรัมย์ เมื่อปี 2558 จบการศึกษารัฐศาสตรบัณฑิตเมื่อปี 2561
ทายาท “เนวิน” ใช้ชีวิตอยู่ในอังกฤษ 17 ปี เมื่อถึงอายุ 25 ปี จึงเดินทางกลับบ้านบุรีรัมย์ ช่วยงานในครอบครัวเรื่องการทำการตลาดฟุตบอล สนามแข่งรถ และปั้นกีฬา E-Sports
ผมได้มีโอกาสทำในสิ่งที่ตัวเองชอบเป็นธุรกิจ มันเป็นความรู้สึกที่แปลกเหมือนกัน” ซึ่งโลกแห่ง E-Sports มันคืออุตสาหกรรมเกมของและสามารถสร้างเม็ดเงินได้อย่างมหาศาลมาก
นักข่าวสายกีฬาเวลาไปทำข่าวที่บุรีรัมย์ จะคุ้นเคยกับชายหนุ่มสวมแว่นตาทรงกลม และเสื้อฮู้ดแขนยาวสีกรมท่า ในฐานะรองผู้อำนวยการสายงานการตลาดและการสื่อสารบริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด
เมื่อ “ไชยชนก” ก้าวสู่โลกการเมือง โดยมีพ่อเนวินปูทางให้รับตำแหน่ง รมว.ดีอี ย่อมจะถูกตรวจสอบเป็นธรรมดา
ยิ่งทายาท “เนวิน” เป็นแกนนำกลุ่มลูกเทพ ยิ่งตกเป็นเป้าของทุกฝ่ายที่รอพิสูจน์ฝีมือเจนใหม่บ้านใหญ่สีน้ำเงินว่า เป็นของจริงหรือของปลอม


