“ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กำลังกลายเป็น “ตำบลกระสุนตก” ของ “เครือข่ายสีน้ำเงิน”
“แนวต้าน” ต่างล็อกเป้าไปที่ทายาทการเมืองของ “เนวิน ชิดชอบ” ประธานสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และผู้นำจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทย อย่างต่อเนื่อง และหลากหลายประเด็น ชนิดที่ว่า ชื่อของ “ไชยชนก” กลายเป็นอเจนด้าหลักของข่าวการเมืองในเวลานี้
ส่วนหนึ่งเพราะเขาคือ ลูกชายของผู้ที่คนในพรรคภูมิใจไทยต่างเรียกกันว่า “ครูใหญ่” ผู้ที่ใครต่อใครต่างรู้ว่า เป็นผู้นำจิตวิญญาณของพรรคสีน้ำเงิน และผู้ที่ใครต่อใครเชื่อว่า เขาคือ “เส้นเลือดใหญ่” ของพรรคแกนนำรัฐบาลในปัจจุบัน
การชำแหละ ปอกเปลือก และการตรวจสอบ “ไชยชนก” ไม่ต่างอะไรกับการกระทบชิ่งไปยัง “ผู้เป็นพ่อ” ซึ่งไม่มีตำแหน่งใดๆ ในทางการเมือง ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีใครแตะต้องผู้ยิ่งใหญ่รายนี้ได้ ประหนึ่งคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบ
เมื่อแตะเมื่อไม่ได้ ผู้ที่เกี่ยวข้องและใกล้ชิดเขามากที่สุด ย่อมเป็น “กล่องดวงใจ” อย่าง “ไชยชนก” ทายาทการเมืองบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ที่ผู้เป็นพ่อหมายมั่นปั้นมือจะดันไปให้ไกลที่สุด
สถานภาพของ “ไชยชนก” ตอนนี้คือ “เป้านิ่ง” ที่ทุกคนรุมจับจ้องหาข้อผิดพลาด
หากย้อนไปเมื่อ ก.ย.2568 ในช่วง ครม.อนุทิน 1 ในการประชุมรัฐสภาเพื่อตรวจสอบนโยบายรัฐบาล “ไชยชนก” อ้างว่ายังไม่ทันเข้ารับตำแหน่ง(รมว.ดีอี) มีคนเสนอเงินเดือนละ 40 ล้านบาท แลกกับการไม่จับคดีคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์ ซึ่งเขาระบุว่า ได้ปฏิเสธทันที
เรื่องนี้ กลายเป็นกระแสเรียกร้องให้ไชยชนกเปิดเผยข้อมูลผู้วิ่งเต้น เพื่อดำเนินการทางกฎหมาย จนต้องแจ้งความกองปราบ และส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. ซึ่งยังคงเงียบหาย
กระทั่งล่าสุด ครม.อนุทิน 2 พรรคประชาชนออกมาตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ที่จะให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้ งบประมาณโครงการ 1.6 พันล้านบาท ของกระทรวงดีอี ที่ “ไชยชนก” เป็นเจ้ากระทรวงอีกสมัย
โครงการดังกล่าวถูก สส.พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตอยู่หลายประการ โดย “ภาวุธ พงษ์วิทยาภานุ” ที่ตั้งข้อสังเกตเอาไว้หลายประการ โดยเฉพาะประเด็น “ฮั้วประมูล” และ “ล็อกสเปก”
“ภาวุธ” แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของทีโออาร์ โดยผู้ที่จะเข้ามาร่วมประมูลโครงการนี้ จะต้องเป็นบริษัทที่เคยรับงานมีมูลค่า 400 ล้านบาทในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา แต่จะมีบริษัทเทคโนโลยีในประเทศไทย กี่บริษัทที่มีความสามารถในการรับโครงการลักษณะนี้ได้ ซึ่งมีเพียงไม่เกิน 15 บริษัทในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี
“สิ่งที่เห็นได้ชัด ทำไมถึงไม่ลดเพดานการประมูลงานครั้งนี้ลงมา เพื่อให้ผู้ประกอบการเอกชนที่ทำงานด้านเทคโนโลยี ในระดับกลางสามารถเข้าประมูลได้ ที่สำคัญทีโออาร์ระบุชัดว่า ต้องซื้อสื่อ ซึ่งผมคาดการณ์ว่า คนที่ได้โครงการนี้อาจเป็นคนที่เขียนทีโออาร์เองด้วยซ้ำไป ฉะนั้น โครงการนี้ยิ่งตอกย้ำว่าเป็นโครงการฮั้ว และเป็นการทำโครงการขึ้นมา เพื่อต้องการดึงเงินออกจากระบบ”
ด้าน “ไชยชนก” ยืนยันไม่พับโครงการ เพราะเห็นว่า มีประโยชน์ แต่ใช้วิธีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแทน ขณะที่ “พชร อนันตศิลป์” ปลัดกระทรวงดีอี ยอมรับว่า แม้รับฟัง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทีโออาร์ได้ เนื่องจากมีการลงนามในสัญญาแล้ว ทำให้โครงการนี้ สุดท้ายอาจจะไปจบกันที่ “ป.ป.ช.”
นอกจากโครงการดังกล่าวแล้ว สื่อบางสำนักยังตั้งแท่นเปิดเผยเรื่องครอบครัว และเรื่องการศึกษาของ “ไชยชนก” ที่ไปเรียนในต่างประเทศหลายปี ตั้งแต่ระดับ Prep School จนถึง High School ซึ่งระหว่างเรียนระดับมหาวิทยาลัยมีการซ้ำชั้น ฝึกงาน และเปลี่ยนสถาบันหลายครั้ง สุดท้ายมาจบระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์
การออกมาตรวจสอบเรื่องการศึกษา ทำให้ “ไชยชนก” ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่อง “คุณสมบัติรัฐมนตรี” ว่าเหมาะสมหรือไม่
ไม่เพียงเท่านี้ “ตระกูลชิดชอบ”กำลังถูกรุกไล่อย่างหนัก จาก “แนวร่วมฝ่ายต้าน” ที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ออกมาเกาะติดแบบกัดไม่ปล่อย ทั้งการลงพื้นที่ไปถึงบ้านของครอบครัวชิดชอบ ทั้งการบุกทำเนียบรัฐบาล เมื่อเช้าวันอังคาร 9 มิ.ย. เพื่อเรียกร้องให้อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คืนที่ดินเขากระโดง
ขณะเดียวกัน ยังมีเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย “พิชิต ไชยมงคล” เข้ามาร่วมในการทวงคืนที่ดินเขากระโดงอีกด้วย
แน่นอนว่า ที่ผ่านมามีหลายคนที่พยายามจะหยิบประเด็นที่ดินเขากระโดงขึ้นมาเพื่อเขย่ารัฐบาล แต่หลายครั้งไม่สำเร็จ
ในขณะที่ครั้งนี้ประเด็นเดิมถูกหยิบมาอีกครั้ง แต่มีการ “เล่นใหญ่” และ “กัดไม่ปล่อย” ตลอดจน “แนวร่วม” ที่มากขึ้นกว่าเก่า ซึ่งเรื่องที่ดินเขากระโดง “ไชยชนก” เองก็ไม่พ้นโดนรวบไปด้วย เพราะบ้านของเขาอยู่ที่นั่นเช่นกัน
ฉะนั้นเมื่อ “เนวิน” ผู้เป็นพ่อของ “ไชยชนก” ไม่ได้อยู่ในระบบของการตรวจสอบ ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่การที่ “ไชยชนก” อยู่ในระบบ และมีตำแหน่งสำคัญถึงระดับรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคการเมืองที่มี สส.มากที่สุดในสภาฯ การพุ่งเป้าไปที่เขาจึงสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึง “ผู้ยิ่งใหญ่” ได้มากที่สุด
ปฏิบัติการของฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น จึงทิ่มแทง “ไชยชนก” กล่องดวงใจของ “เนวิน” ผู้คุมเกมหลังม่าน“ขั้วอำนาจ”ในปัจจุบัน อย่างเลี่ยงไม่ได้


