แม้รถถัง T-59D ของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพิ่งส่งมอบให้ กัมพูชา เสริมทัพ จะไม่ใช่ตัวชี้วัด “สมรภูมิชายแดน” และไม่เกินขีดความสามารถของ“กองทัพไทย”ในการรับมือ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจส่งผลกระทบในแง่ความรู้สึก ความหวาดระแวง ในขณะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเปราะบาง แต่จีนยังป้อนอาวุธยุทโธปกรณ์กัมพูชาไม่หยุด
ส่วนจีนเองหวังจะลดความรู้สึกนี้ของฝ่ายไทย โดยการส่ง ผู้แทนสำนักงาน“ผู้ช่วยทูตทหารจีน” ประสานและแจ้งให้กระทรวงกลาโหมไทยรับทราบล่วงหน้า ก่อนรถถัง T-59D จะเทียบท่าเรือสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา โดยระบุว่าเป็นโครงการที่เกิดก่อนเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา
ขณะเดียวกัน “น.ส.เสียน ฮุย” (Ms. Xian Hui) รองประธานสภาที่ปรึกษาการทางเมืองแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน ใช้โอกาสเยือนไทย ในฐานะแขกของวุฒิสภา ระหว่าง 11-12 มิ.ย.2569 พร้อมคณะรวม 19 คน เข้าเยี่ยมคารวะ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯและรมว.มหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล
อาทิ นายจาง เจี้ยนเว่ย (H.E. Mr. Zhang Jianwei) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นายไต้ ตงชาง (Mr. Dai Dongchang) รองประธานคณะกรรมาธิการด้านกิจการเศรษฐกิจ นายเทียน เป่ยเหยียน (Mr. Tian Peiyan) กรรมาธิการคณะกรรมาธิการด้านกิจการสังคมและกฎหมาย นายเหยา เจี้ยนหง (Mr. Yao Jianhong) กรรมาธิการคณะกรรมาธิการด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์ สุขภาพ และกีฬาของสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน
โดยใช้โอกาสนี้ ตอกย้ำความสัมพันธ์ไทย–จีน มีรากฐานที่มั่นคง และมีอนาคตร่วมกันที่สดใส หวังให้เกิดการขับเคลื่อนความร่วมมือในระยะยาวต่อไป
“มิตรภาพระหว่างสองประเทศมีความพิเศษ เสมือนคนในครอบครัวเดียวกัน การพบหารือครั้งนี้จึงให้ความรู้สึกใกล้ชิดและคุ้นเคย โดยนายกฯลี่ เฉียง ของจีน ฝากความปรารถนาดีมายังนายกฯไทย ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าความสัมพันธ์ไทย–จีนมีความพิเศษ และใกล้ชิดในทุกระดับ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ” น.ส.เสียน ฮุย ระบุ
สำหรับ รถถัง T-59D มีต้นแบบและพัฒนามาจากรถถังT-55 ของสหภาพโซเวียต(รัสเซีย) ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีประจำการในกองทัพกัมพูชาจนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้ในสงครามรัสเซีย-ยูเครน มีการนำรถถัง T-55 เก่าจากคลังสำรองออกมาปรับปรุงเพื่อใช้ทำหน้าที่เป็นปืนใหญ่อัตตาจรแนวหลัง หรือสนับสนุนทหารราบ แทนการเข้าปะทะแนวหน้าโดยตรงเนื่องจากตัวรถมีความล้าสมัย
สำหรับ รถถัง T-59D เบื้องต้นจีนส่งให้กัมพูชา ล็อตแรก 39 คัน ส่วนล็อตที่สองทยอยตามมาภายหลัง คาดว่าจะมีครบ 2 กองพัน (40 คัน = 1กองพัน) แม้จะเป็นรถถังรุ่นเก่า แต่มีทีเด็ดที่“ปืนใหญ่”ติดตั้งขนาด 105 มม.ใช้กับกระสุนได้หลากหลาย มากกว่าปืนใหญ่ขนาด 100 มม. พร้อมใส่เกราะปฏิกิริยาเพิ่ม ป้องกันจรวดต่อต้านรถถัง หรือขีปนาวุธนำวิถี และกล้องมองภาพความร้อน ทำให้สามารถมองเห็นเป้าหมายในเวลากลางคืน
การเพิ่มยุทโธปกรณ์ครั้งนี้ ก็เพียงพอที่จะฟื้นกระแสนิยมตัว “ฮุน มาเนต” นายกฯกัมพูชา ขึ้นมาได้อีก คลิปการเคลื่อนย้ายรถถัง T-59D ถ่ายโดยชาวกัมพูชา จากท่าเรือสีหนุวิลล์ไปยังพื้นที่จัดเก็บ สะท้อนให้เห็นความภูมิใจ อุ่นใจ กับเขี้ยวเล็บที่จะเข้ามาเสริมทัพกัมพูชา เป็นเกราะป้องกันชายแดน ทว่าเป็นผลพลอยให้ฝ่ายไทยรู้พิกัด ที่ตั้งรถถัง T-59D เช่นเดียวกัน
ยิ่งได้เห็นความเคลื่อนไหวของ “ฮุน เซน” กลับเข้าสู่สังเวียน ประกาศกร้าวจัดการกลุ่มการเมืองที่คิดล้มอำนาจ “ตระกูลฮุน” อย่างเด็ดขาด เพราะเป็นการบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาลกัมพูชา
ควบคู่กับการออกมาเรียกเรตติ้ง ด้วยการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนพบปะประชาชนศูนย์พักพิงชั่วคราวสลักกราม อ.สวายจิก จ.บันเตียเมียนเจย ติดกับจ.สระแก้วของไทย ตั้งชื่อหมู่บ้านแห่งการรอคอย พร้อมโปรยยาหอม
"แม้จะมีการสร้างหมู่บ้านแห่งนี้ขึ้น แต่กัมพูชาจะไม่ละทิ้งการเรียกร้องดินแดนกลับคืนมา และจะต้องดำเนินการทวงคืนต่อไป ขอชื่นชมรัฐบาลในการจัดการศูนย์พักพิงแห่งนี้ รู้สึกประหลาดใจที่นายกฯดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้เพิกเฉยต่อความทุกข์ยากของประชาชน
ในอดีต ผมในฐานะนายกฯ เชื่อมั่นในอีกฝ่ายมากเกินไป จึงไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับสงคราม และไม่ได้ใช้งบประมาณจำนวนมากในการจัดซื้ออาวุธ โดยต้องการนำเงินไปพัฒนาด้านสังคม ทำถนน สะพาน สาธารณสุข และการศึกษา แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น กลับพบว่ายุทโธปกรณ์ของกัมพูชามีไม่เพียงพอ เพราะไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดสงครามรุกราน ที่ขยายตัวตลอดแนวชายแดน" ฮุน เซน ระบุ
พร้อมย้ำว่า ดินแดนที่ทหารไทยกำลังยึดครองอย่างผิดกฎหมายจะต้องถูกทวงคืน ซึ่งมีเพียงสองแนวทาง คือ 1. การใช้กำลังทางทหาร 2. การเจรจาโดยสันติวิธี
“กัมพูชาไม่ได้หมายความว่าไม่มีศักยภาพในการยึดดินแดนกลับคืนมา แต่หากเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน ก็จะถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ดังนั้น กัมพูชาจำเป็นต้องอดทน และเลือกแนวทางการเจรจาอย่างสันติ หากเลือกใช้กำลังทหารเพื่อยึดคืนดินแดนที่ไทยเข้ายึดครองจะยิ่งทำให้การสู้รบขยายวงกว้างขึ้น คล้ายสถานการณ์ในฉนวนกาซา อิสราเอล อาจกลายเป็นความขัดแย้งสืบทอดข้ามรุ่นต่อไป” ฮุน เซน ระบุ
ตัดกลับมาที่“อนุทิน” ที่แสดงท่าทีไม่ยี่หระอะไร เพราะรับรู้ข้อมูลวงในจาก “บิ๊กทหาร” ซึ่งผลัดกันตบเท้าเข้าพบเป็นประจำ ทั้ง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พล.อ.ธราพงษ์ มะละคํา ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ. พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. อัปเดตสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
หากอนาคตชายแดนจะถูกยกระดับไปสู่การปะทะรอบสาม เพราะได้สำรอง“งบฯเติมของ” เต็มพิกัด และล่าสุดได้อนุมัติงบฯ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (JIC) 9.8 ล้านบาท รองรับการสื่อสารกับประชาคมโลกต่อเนื่อง
ดังคำเตือน ที่“นายกฯอนุทิน” ส่งถึง “ฮุนเซน” ต้องคิดให้ดี หากจะใช้กำลังกับฝ่ายไทย โดยหวังแค่เพียงสร้างกระแสนิยม รักษาอำนาจของ“ตระกูลฮุน” อาจต้องแลกกับโอกาสที่ “กัมพูชา” จะบอบช้ำและเสียหายมากกว่ารอบที่ผ่านมา
ตัวเลขเสียชีวิต สูญหาย ของทหารกัมพูชาที่ถูกทิ้งขว้างบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในการปะทะทั้งสองรอบ ก็สั่นคลอนเสถียรภาพ“นายกฯฮุน มาเนต” มากพออยู่แล้ว


