วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

ฟื้น‘สสร.40’ ทำรธน.ใหม่ ‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ถอยคนละครึ่ง ?

“พรรคเพื่อไทย” ยืนยันเดินหน้ายื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ฉบับปรับปรุงต่อ “รัฐสภา” โดยวางหลักการสำคัญ คือ นำแนวทางการได้มาของ “สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ” หรือ สสร.ปี 2540 และ นำความเห็นในชั้นกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดที่ผ่านมาเป็นกรอบ

“ประเสริฐ จันทรรวงทอง" เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าจะออกแบบให้ “สสร.” ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด และยึดหลักการประชาธิปไตย โดยเชื่อว่าจะมีโอกาสผ่านชั้นรับหลักการของรัฐสภาในวาระแรก และนำเนื้อหาไปถกเถียงในชั้น “กรรมาธิการ” ที่จะตั้งขึ้น

ในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับเดิมของพรรคเพื่อไทย กำหนดที่มาของ สสร.มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม ทว่าจุดตั้งต้น กำหนดให้ “มาจากการเลือกตั้ง” จึงเป็นจุดเสี่ยงที่เห็นสัญญาณ ที่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาตั้งแต่วาระแรก เพราะ “พรรคภูมิใจไทย” ยกเป็นเหตุผลสำคัญที่ให้ “30สส.สีน้ำเงิน” ถอนชื่อจากการสนับสนุนร่างของเพื่อไทย

 การปรับปรุงร่างฯ ของพรรคเพื่อไทย ไฮไลต์คือ การยกโมเดล "สสร.40” ขึ้นมาพิจารณา โดยถูกจับตาว่า จะแกะสูตรออกมาอย่างไร เพื่อไม่ให้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568

ฟื้น‘สสร.40’ ทำรธน.ใหม่ ‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ถอยคนละครึ่ง ?

เพราะที่มาของ “สสร.40” นั้น กำหนดให้มาจากการสมัคร และเลือกเช่นกัน แม้จะไม่ถึงขนาดให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดเป็นผู้เลือก ได้เปิดให้ “ผู้สมัครเป็น สสร.” เลือกกันเอง ก่อนจะให้ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 10 อันดับของแต่ละจังหวัด ให้ “สส.-สว.” โหวตเลือก

ท่ามกลางที่ กระบวนการเลือกกันเองที่มีครหา จากประเด็น “สว.สีน้ำเงิน” ที่มีการตรวจสอบ พบข้อมูลว่า มีการขนคนมาลงสมัคร เพื่อเทคะแนนให้ “นอมินีนักการเมือง” จึงเป็นความท้าทายว่า การฟื้นโมเดล “สสร.40” มาใช้อีกครั้งในยุคนี้ จะได้คนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้อย่างไร

ในกรณีนี้ “เสรี สุวรรณภานนท์” อดีต สสร.40-50 มองสิ่งที่ “นักการเมือง” กำลังจะรื้อ “สสร.40” ขึ้นมาใช้ว่า อาจหนีไม่พ้นการส่ง “นอมินี” เข้ามาเป็นตัวแทน ยกร่างกติกาสำคัญของประเทศ ส่วนจะส่งผลต่อการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ให้มีเนื้อหาเอื้อให้บางกลุ่มบางพวกหรือไม่ อาจตัดสินแบบนั้นไม่ได้ในตอนนี้

“ในสมัย สสร.40 มีนักการเมืองเข้ามาเป็น สสร. หรือบางจังหวัดพบว่านักการเมืองส่งคู่สมรสมาลงสมัครเช่นกัน เพราะตอนนั้นไม่มีข้อกำหนดห้ามบุคคลที่เป็นนักการเมือง หรือเกี่ยวข้องกับนักการเมืองมาลงสมัคร แต่เมื่อพวกเขาได้เข้ามาแล้วไม่ได้เป็นร่างทรงให้นักการเมือง และยังทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม เช่น ท่านอุทัย พิมพ์ใจชน ที่มาจากพรรคการเมือง ได้รับเลือกให้เป็นประธาน สสร.ทำหน้าที่ได้ดี”

ทว่า ในยุคปัจจุบันที่ นักการเมือง-นักเลือกตั้ง มีบทเรียนมาจาก “คณะรัฐประหาร” ที่สามารถใช้เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญวางกลไก กติกา ที่เอื้อประโยชน์ และใช้เป็นช่องทางสืบทอดอำนาจได้ สสร.ชุดใหม่ อาจหนีไม่พ้นการถูกจัดตั้ง หรือการครอบงำ

ฟื้น‘สสร.40’ ทำรธน.ใหม่ ‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ถอยคนละครึ่ง ? ประเด็นนี้ “อ.เสรี” มองว่า หากให้อิสระกับประชาชนเลือกกันเอง อาจแก้ปัญหาได้ หากทำไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับคุณธรรมของนักการเมือง สมัยก่อนนักการเมืองจะระวังตัวมาก เพราะไม่อยากถูกตำหนิ แม้มีคนของฝ่ายการเมืองบ้าง แต่เขาเลือกคนที่มีชื่อเสียง คนดังๆ เข้ามา 

ขณะที่ประเด็นจัดตั้ง เท่าที่ดูการออกแบบให้สมาชิกรัฐสภาเลือกในขั้นตอนสุดท้าย อาจหนีไม่พ้นข้อครหาว่าเป็นคนของใคร

“การออกแบบให้ได้ สสร. ผมมองว่าต้องมีข้อกำหนด มีเงื่อนไข แต่ต้องไม่ใช่ตั้งแง่รังเกียจนักการเมืองมากเกินไป เพราะมีประสบการณ์แล้วว่า เมื่อตั้งต้นจากความรังเกียจ จึงเขียนเงื่อนไขเพื่อสกัดการเข้าสู่ตำแหน่ง ตั้งองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจในทางมิชอบ ไปๆ มาๆ นักการเมืองก็ดิ้น เข้าไปยึดองค์ตรวจสอบ เอาตำแหน่งไปให้ก่อนเลือกตั้ง เพื่อได้คนของตัวเองเข้ามา ทำให้เป็นปัญหา เป็นวิกฤติศรัทธาอย่างในปัจจุบัน” อ.เสรี ระบุ

ทั้งนี้ “อดีต สสร.40-50” มองจากประสบการณ์ด้วยว่า การทำรัฐธรรมนูญต้องอาศัยคนที่มีประสบการณ์ หากได้คนที่ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีองค์ความรู้ หรือไม่รู้อะไรเลยเข้ามา อาจเกิดความเสียหาย เพราะไม่ทันเกม 

ส่วนประเด็นความชอบธรรม หรือการได้รับการยอมรับในร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ อยู่ที่จิตสำนึก และความรับผิดชอบของคนที่ได้เข้ามาทำหน้าที่ สสร. ที่จะเขียนออกมาเพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากประชาชนหรือไม่

ฟื้น‘สสร.40’ ทำรธน.ใหม่ ‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ถอยคนละครึ่ง ?

กับประเด็นที่จะเป็นจุดชี้ว่า “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” จะได้รับการยอมรับจากประชาชน หรือไม่ “อ.เสรี” ประเมินว่า ต้องวางหลักการสำคัญ วางโครงสร้างที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองแท้จริง อย่าเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้อง โดยเฉพาะในขั้นต้นที่สังคมจับตาว่าจะมีกระบวนการล็อบบี้ หรือส่งนอมินีเข้ามาคุมทิศทางหรือไม่ เพราะท้ายสุดหากทำรัฐธรรมนูญใหม่ออกมาไม่ดี ประเทศจะไม่หลุดพ้นกับดัก-หล่มปัญหาที่เป็นมาได้

พร้อมทิ้งท้ายด้วยว่า “ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ อาจส่งผลเป็นวิกฤติศรัทธา ที่ลามไปเป็นความเสียหายกับรัฐบาล ที่ในอดีตเคยเห็นมาแล้วในหลายรัฐบาล ที่มักลงเอยด้วยการถูกขับไล่จากประชาชน”

ก่อนจะรู้ว่าหน้าตาของรัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นอย่างไร สิ่งที่ “เพื่อไทย” ฉายแนวคิดการฟื้น สสร.40 ต่อสังคม ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยัง“ภูมิใจไทย” ว่าขอเจอกันครึ่งทาง โดยเติมเงื่อนไขให้ “ผู้สมัครเป็น สสร.” ได้คัดกรองกันเอง 

แม้จะพูดได้ไม่เต็มปาก ว่ามาจากประชาชน 100% แต่ยังดีกว่าที่จะให้ “รัฐสภาเลือก 100%” ซึ่งขณะนี้ “ภาคประชาสังคม” ออกมาประกาศชัดเจนแล้วว่า “ไม่ยอมรับ” และพร้อมลุกฮือต่อต้าน