วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

28 ปี กกต. 'วิบากคดี' ตามหลอน ศึกนอกถล่ม-ศึกในเซาะกร่อน

ครบ 28 ปี สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชูม็อตโต้ใหม่ “เป็นกลาง โปร่งใส เที่ยงธรรม มีส่วนร่วม” หวังลบภาพครหาจัดการเลือกตั้ง 69

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในการเลือกตั้ง 8 ก.พ.ที่ผ่านมา สำนักงาน กกต.กลายเป็นเป้า “ตำบลกระสุนตก” ห่าใหญ่ โดยเฉพาะจากกลุ่มมวลชน “ด้อมส้ม-แดง” เนื่องจากมีหลายอย่าง ส่อไม่ชอบมาพากล

ยกตัวอย่าง กรณีบัตรเลือกตั้ง ที่ใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยด้วย “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” ส่งผลให้ อดีต กกต.-นักวิชาการ-ภาคประชาชน ทำการทดลอง และมองว่า หากประกอบ “จิ๊กซอว์” ต้นขั้วบัตร-บัตรเลือกตั้ง เข้าด้วยกัน อาจทำให้รู้ “คนที่กา” ส่อทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับตามรัฐธรรมนูญได้

เผือกร้อน จึงตกมาอยู่กับ “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต.คนปัจจุบัน รีบออกตัวในวันครบรอบสถาปนาองค์กรแห่งนี้ครบ 28 ปี ว่า ไม่ได้มาเพื่อแถลงผลงาน แต่จะเป็นการให้คำมั่นสัญญาว่า นับจากวันพรุ่งนี้ ประชาชนจะได้เห็นอะไรจาก กกต. โดยภาพรวมที่จะเกิดขึ้นในระบบการเมืองไทย และการเลือกตั้งในอนาคต ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความคาดหวังของประชาชนไม่ได้อยู่ที่การจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเลือกตั้งที่โปร่งใส รวดเร็ว และประชาชนสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล สามารถตรวจสอบการเลือกตั้งได้อย่างแท้จริง

ภารกิจของสำนักงาน กกต.หลังจากนี้ นอกเหนือจากการจัดการเลือกตั้งอย่าง “เป็นกลาง โปร่งใส เที่ยงธรรม และมีส่วนร่วม” ตามวิสัยทัศน์ใหม่แล้ว ยังเน้นพัฒนาระบบข้อมูลสาธารณะ ให้เข้าถึงง่าย เข้าใจง่าย และตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง และพัฒนากระบวนการเลือกตั้งร่วมกัน พัฒนาระบบดูแลการเมืองให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการสืบสวน สอบสวน การตรวจสอบค่าใช้จ่ายทางการเมือง

รวมทั้งการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเสมอภาค และเป็นธรรม เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย สร้างพลเมืองประชาธิปไตยยุคใหม่ ส่งเสริมหน้าที่พลเมืองทุกช่วงวัย ปรับองค์กร ไปสู่ องค์กรดิจิทัลคุณภาพสูง ลดความซ้ำซ้อน นำ ระบบบริหารจัดการสมัยใหม่มาใช้

พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง 5 ด้าน คือ

1. ยกระดับการเลือกตั้งด้วยเทคโนโลยีเพื่อให้การจัดการเลือกตั้งถูกต้อง รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น ลดขั้นตอน ลดความผิดพลาด และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการของ กกต. ได้ทุกที่ทุกเวลา

2. เปิดเผยข้อมูลและสื่อสารกับประชาชนมากขึ้น รับฟังเสียงของประชาชนมากขึ้น โดยจะปรับพัฒนาระบบข้อมูลสาธารณะให้เข้าถึงง่าย เข้าใจง่าย และตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและพัฒนาการเลือกตั้งไปด้วยกัน

3. พัฒนาการเมืองให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และเป็นธรรม นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบค่าใช้จ่ายทางการเมือง และบริหารจัดการเรื่องร้องเรียน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเสมอภาคและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

4. สร้างพลเมืองประชาธิปไตยยุคใหม่ โดยมุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ส่งเสริมหน้าที่พลเมืองของประชาชนในทุกช่วงวัย

5. ปรับองค์กรเป็นองค์กรดิจิทัลที่มีสมรรถนะสูง โดยทบทวนการทำงาน ลดความซับซ้อน เพิ่มความคล่องตัว พัฒนาทักษะบุคลากรด้านเทคโนโลยีและข้อมูลดิจิทัล พร้อมนำระบบการจัดการสมัยใหม่มาใช้เพื่อให้ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นที่น่าสนใจปัจจุบัน สำนักงาน กกต.กำลังเผชิญ “ศึกหนัก” ทั้ง “ภายใน-ภายนอก” แบ่งเป็น

ศึกภายนอก 1.กรณี “บัตรเลือกตั้ง” แบบคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด อยู่ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาไต่สวนว่า ส่งผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยฝ่ายผู้ร้องคือ ภาคประชาชน ที่ยื่นคำร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน 

ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้ว ให้รอความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญถ้อยคำพยาน ความเห็นและพยานเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

2.กรณี “ฮั้ว สว.” ซึ่งถูกโจมตีมาตั้งแต่ช่วงจัดการเลือก สว.ปี 2567 แล้ว หลังจากนั้นสำนักงาน กกต.มีการแต่งตั้งคณะสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 เพื่อดำเนินการ หลังผ่านมาเกือบ 2 ปี คณะชุดนี้มีมติแจ้งข้อกล่าวหา 229 คนที่เข้าไปพัวพันเรื่องดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน ที่เหลือคือ “นักเลือกตั้ง-เครือข่าย” ในจำนวนนี้มี “รัฐมนตรี” ในยุค “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ถูกกล่าวหาพัวพันอยู่ด้วยนับ 10 คน

ความคืบหน้าล่าสุด “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต.ชุดปัจจุบัน เปิดเผยว่า เรื่องนี้เข้าสู่การประชุม กกต.ชุดใหญ่แล้ว โดยจะมีการพิจารณา “จันทร์เว้นจันทร์” ใช้เวลา 12 ครั้ง อย่างไรก็ดีในช่วงดึกคืนวันที่ 9 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ฝ่ายประชาสัมพันธ์สำนักงาน กกต. ชี้แจงว่า การประชุมคดีฮั้ว สว.จะเกิดขึ้น “ทุกวันจันทร์” ดังนั้นเรื่องดังกล่าว คาดว่าจะไปจบภายในเดือน ส.ค.นี้

ประธาน กกต.ระบุด้วยว่า กกต.ทั้งคณะ ดูข้อมูลเอกสารเพราะเอกสารค่อนข้างเยอะ และเพื่อจะได้วางแผนในการประชุม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดอาจจะดูเป็นรายจังหวัด

ส่วนเรื่องที่หลายฝ่ายกังวล คืออาจมีกรณี “เป่าคดี” เกิดขึ้นนั้น ประธาน กกต.ยืนยันว่า เรารู้อยู่ว่าสังคมคาดหวังหรือมองภาพ กกต.อย่างไร กกต.ชุดนี้ เป็นชุดที่มาทำหน้าที่ใหม่ ทุกคนคุยกันว่าเราต้องทำหน้าที่ในกรอบของกฎหมาย เรารู้ว่าสังคมมองเราอย่างไร และเราก็ไม่อยากให้เกิดภาพนั้น ขอให้มั่นใจว่าในการประชุมของเราละเอียดและรอบคอบ โดยคำวินิจฉัยที่ออกมาจะเป็นคำวินิจฉัยรวม เพราะทุกคนรู้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายรวมถึงจะมีการลงมติครั้งเดียว

ส่วน “ศึกใน” ที่กำลังคุกรุ่น คือกรณีมีการ “ปล่อยข่าว” ว่า “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต.คนปัจจุบัน ซึ่งผ่านการสรรหา และเซ็นสัญญาจ้างมาตั้งแต่ต้นปี 2565 และจะหมดวาระต้นปี 2570 นั้น อาจส่อแวว “พ้นเก้าอี้” ก่อนกำหนด เนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน โดย กกต.ชุดเก่า ที่มี “อิทธิพร บุญประคอง” เป็นประธาน กกต. เมื่อ ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา

เรื่องนี้ อยู่ระหว่างรอ “ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ” กรรมการ กกต.ชุดเดิมที่หลงเหลืออยู่ ในฐานะรักษาการ (เนื่องจากยังสรรหาคนใหม่ไม่ได้) ส่งเอกสารความเห็นผลการประเมินดังกล่าว มาให้สำนักงานฯ เพื่อนำเข้าที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ เพื่อพิจารณา

ทว่าเรื่องนี้เหมือนจะ “ถูกยื้อ” ออกไป พลันที่ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต.คนปัจจุบัน เปิดเผยว่า ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าข่าวดังกล่าวรั่วออกไปได้อย่างไร เมื่อมีข้อโต้แย้ง เพื่อความรอบคอบ กกต. ชุดที่ทำหน้าที่อยู่ จึงมีมติให้นำข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่าง ๆ ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า การประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต. ในกรณีนี้ คณะกรรมการชุดใดมีหน้าที่หรืออำนาจในการประเมิน ตอนนี้อยู่ระหว่างการรอความเห็นมาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา พร้อมระบุด้วยว่า “แสวง” ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และสามารถชี้แจงได้

อย่างไรก็ดี “นพดล เภรีฤกษ์” โฆษกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ชี้แจงว่า ปัจจุบันยังไม่ได้รับหนังสือจาก กกต.แต่อย่างใด 

การให้ข่าวในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริง

ด้าน “แสวง” ปฏิเสธจะให้ความเห็นเรื่องนี้ โดยระบุว่า ประธาน กกต. ได้พูดไปหมดแล้ว ไม่มีคำตอบอะไร เพราะเป็นขั้นตอนของกรรมการ หากจะบอกได้ ก็คงบอกได้แค่ว่า รู้สึกดีๆ กับการทำงานกับ กกต. ทุกชุดที่ผ่านมา ยังรู้สึกดีๆ แค่นั้นเอง

ท่ามกลางกระแสข่าวว่า การปล่อยข่าวนี้ออกมาเพื่อ “หวังผล” ในเรื่อง “เลือกตั้ง สส.-ฮั้ว สว.” ที่ยังคงคุกรุ่น เพราะหากสุดท้าย “แสวง” ไม่ผ่านการประเมินจริง ผลงานหนังหน้าไฟที่เขาดำเนินการในฐานะเลขาธิการ

ไม่ว่าจะเป็น จัดการเลือกตั้ง สส. จัดการเลือกตั้งท้องถิ่น รวมถึงคดีฮั้ว สว.ในชุดปัจจุบัน และเตรียมจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-เมืองพัทยา อาจส่อแวววุ่นในทางกฎหมายได้

บทสรุปสุดท้ายของทั้ง “ศึกนอก-ศึกใน” ครั้งนี้ จะออกมารูปแบบไหน ต้องติดตามกันต่อ