กลายเป็นที่ฮือฮา โดยเฉพาะในหมู่ “ด้อมส้ม” ไม่น้อย เมื่อปรากฏภาพ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะแกนนำส้ม รุ่นที่ 3 โผล่ไปบรรยายในหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 โดยกล่าวในหัวข้อ “พลวัตมหาอำนาจกลางกับการจัดระเบียบโลกใหม่ และทางรอดยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย”
“ณัฐพงษ์” อธิบายว่า ตัวเองได้รับเกียรติจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เพื่อร่วมเสวนาแก่นักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 โดยตั้งใจอย่างเต็มที่ ที่จะมาเสวนาในหัวข้อดังกล่าวด้วยความตั้งใจที่จะสื่อสารกับบรรดานายทหารที่ดูแลด้านความมั่นคงในมิติต่าง ๆ ตลอดจนข้าราชการ พนักงานส่วนราชการอิสระ นักธุรกิจภาคเอกชน และบุคคลทั่วไป ที่ประกอบเป็นนักศึกษาชุดนี้
หัวหน้าพรรค ปชน.เสนอในวงเสวนาว่า ภายใต้สิ่งเก่าที่กำลังล่มสลาย (มหาอำนาจเดี่ยวแบบสหรัฐอเมริกา) กับสิ่งใหม่ที่ขึ้นมาท้าทาย (มหาอำนาจใหม่อย่างจีน) ไทยเราจะสร้างทางเลือกของเราเองได้อย่างไร ผมได้ยกตัวอย่างอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งที่เคยพูดว่า “เรากับอเมริกาแม้เราจะเป็นประเทศเล็ก ๆ แต่เราต้องเจรจาให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย” ผมคิดว่า ความคิดเช่นนี้มันไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป
พร้อมชี้ให้เห็นถึง ประเทศไทยในอนาคต อีก 10-20 ปี ได้คาดการณ์ว่า 1.ระเบียบโลกจะมีหลายศูนย์กลาง มหาอำนาจระดับกลางจะมีบทบาทมากขึ้น 2.ความมั่นคงใหม่จะเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์โดยตรงกับความเร็วในการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี 3.การเมืองและเศรษฐกิจสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง เทคโนโลยีจึงไม่ใช่แค่นวัตกรรม แต่หมายถึง “สนามแข่งขันทางอธิปไตย” ด้วย
เขาสรุปถึง 3 เสาหลักยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในโลกใหม่ ต้นแรก ความแข็งแกร่งจากภายใน และการทูตเชิงรุก โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญคือรัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตยและยึดโยงกับประชาชน ทั้งที่มา การเข้าสู่อำนาจ และที่ไป การลงจากอำนากองทัพทันสมัย มืออาชีพ ไม่แทรกแซงทางการเมือง แต่มีประสิทธิภาพสูง มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง การเป็นกลางเชิงรุก ต้นที่สอง พหุภาคีกลุ่มย่อยและนิเวศโลกใหม่ เชื่อมความมั่นคงและเศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกัน เปลี่ยนจากผู้ซื้อ เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) สร้างบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ ต้นที่สาม ขยายพื้นที่เชิงนโยบายและทางเลือกสร้างทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ถูกบีบโดยมหาอำนาจ สร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ยืดหยุ่น เช่น อาหาร พลังงานสะอาด ทางเลือกยิ่งมาก ยิ่งมีเสถียรภาพ
ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ก่อนหน้านี้ไม่เคยปรากฏในทางสาธารณะมาก่อนว่า บุคคล โดยเฉพาะระดับ “แกนนำ” ของ “พรรคส้ม” ไม่ว่าจะเป็นยุค “อนาคตใหม่-ก้าวไกล” เคยเข้าไปบรรยาย หรือร่วมวงเสวนาทางวิชาการกับหลักสูตร วปอ.มาก่อน แต่ไม่มีข้อมูลยืนยันว่า การมาบรรยายของ “ณัฐพงษ์” ครั้งนี้ ถือเป็นการ “ประเดิม” พรรคส้มกับ วปอ.ครั้งแรกหรือไม่
ปฏิเสธได้ยากว่าที่ผ่านมา หลักสูตร วปอ.คือแหล่งรวมศูนย์สร้างคอนเนกชั่นทางการเมือง-ธุรกิจ โดยมักเชิญ “ตัวแทนนักธุรกิจ-ทหาร-นักวิชาการ” มาบรรยายในเรื่องเกี่ยวกับการเมือง สังคม ภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคง และเศรษฐกิจระดับโลก ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นตัวแทนภาพ “ฝ่ายอนุรักษนิยม” ของไทยมาช้านาน ซึ่งหลักสูตร วปอ.ถูกคิดค้นขึ้น และเรียนกันครั้งแรกเมื่อปี 2498 หรือประมาณ 71 ปีก่อน
แต่หากจำกันได้ในยุค “ก้าวไกล” ภายใต้การนำของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นหัวหน้าพรรค ได้อภิปรายในสภาฯหลายครั้ง รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์โจมตี “สารพัดหลักสูตร” ที่สร้างคอนเนกชั่นทางการเมือง-ธุรกิจภายในประเทศอย่างหนักหน่วง รวมไปถึง “หลักสูตร วปอ.” ด้วย
เมื่อ 4 ก.ย. 2567 พรรคก้าวไกล เคยตั้งคำถามด้วยซ้ำว่า “หลักสูตร วปอ.มีไว้ทำไม ???” โดยอ้างอิงถึงงานวิจัยทางวิชาการ มีการชำแหละหลักสูตร วปอ. พร้อมระบุถึงกิจกรรมการ “ไปดูงานต่างประเทศ” ของนักเรียนหลักสูตรดังกล่าว คำถามที่เกิดขึ้นคือในแต่ละปี แต่ละรุ่น หากสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ เมื่อมีการเดินทางไปต่างประเทศ ได้มีการอุดหนุนหรือจ่ายค่าเดินทางไปต่างประเทศให้บุคลากรของวิทยาลัยฯ หรือแม้กระทั่งหากมีการจ่ายให้ผู้เข้ารับการอบรมด้วย จ่ายคนละเท่าไหร่ เพราะนั่นคือเงินภาษีของประชาชนชาวไทยทุกคน
อีกทั้ง การเรียนในหลักสูตร วปอ. ยังมีการปลูกฝังอุดมการณ์ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่ตีคลุมว่าสิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่ต้องยึดถือและแยกกันไม่ออกกับเรื่องความมั่นคง และยืนยันค่านิยมหลักกองบัญชาการกองทัพไทย “จงรักภักดี น้อมนำพระบรมราโชวาทและปฏิบัติตามคำสัตย์ปฏิญาณเป็นที่ไว้วางใจในงานที่รับมอบปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเท่าเทียม สร้างคุณค่าในงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน”
รวมทั้งหลักสูตร วปอ. ยังเป็นพื้นที่ให้รัฐบาลโดยเฉพาะรัฐบาลที่มี นายกรัฐมนตรี หรือ รมว.กลาโหม ใช้เป็นเวทีพูดคุยเพื่อผลักดันนโยบายของรัฐบาลด้วย อย่างกรณีเมื่อวันที่ 5 ก.ย.2562 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานให้ข้อคิดเห็นในการแถลงผลการศึกษาเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยย้ำบทบาทหลักของกองทัพ คือป้องกันอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของชาติในทุกมิติ รวมทั้งการดำเนินการต่อภัยคุกคามที่มิใช่ทางทหาร ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญของกองทัพในการสนับสนุนรัฐบาล จึงต้องอาศัยการบริหารจัดการสภาวะแวดล้อมของประเทศให้มีความมั่นคง ปลอดภัย มีความสงบเรียบร้อย ทั้งนี้ ขอฝากให้ทุกคนทำงานเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
นอกจากนี้ในแต่ละรุ่นยังมีการแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ เป็นหมู่ๆ ด้วย ซึ่งหมู่เหล่านี้จะตั้งชื่อตามชื่อสัตว์ต่างๆ เช่น หมู่ช้าง หมู่นกยูง หมู่เหยี่ยว หมู่นกหัวขวาน ฯลฯ โดยมากหากผู้เข้าอบรมอยู่หมู่เดียวกัน ก็มักจะยิ่งมีความสนิทสนมกันมากขึ้นด้วย เพราะนอกจากทำกิจกรรมลูกเสือด้วยกันแล้ว ก็มักจะทำกิจกรรมอื่น ๆ ด้วยกันด้วย เช่น มีการนัดสังสรรค์หรือไปเที่ยวร่วมกันเป็นหมู่ อย่างกรณี วปอ.รุ่น 63 หมู่เหยี่ยว ก็มีการนัดจัดเลี้ยงที่โรงแรมในจังหวัดพิษณุโลก
พรรคก้าวไกล (ขณะนั้น) ระบุว่า ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่อะไรอื่นแต่คือการถ่ายทอดอุดมการณ์ความมั่นคง ของทหารไปสู่ “ว่าที่อีลีตหรือชนชั้นนำกลุ่มใหม่” ในทุกภาคส่วนเป็นการส่งต่ออุดมการณ์จากรุ่นสู่รุ่น รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับการหลอมละลายความคิดและสร้างความเป็นพวกเดียวกันให้เกาะกลุ่มกันไว้เป็นกลุ่มชนชั้นนำ เป็นเพื่อนที่สนิทชิดเชื้อกัน ผ่านกิจกรรมระหว่างการอบรม ทั้งการรับน้องใหม่ การเลี้ยงกันภายในรุ่น และระหว่างรุ่น การเข้าร่วมกิจกรรมของสมาคมศิษย์เก่า อีกทั้งยังมีการขนานนามกันในนักเรียนเรียน วปอ. รุ่นแล้วรุ่นเล่าว่า เพื่อน วปอ.คือเพื่อนกลุ่มสุดท้ายของชีวิตด้วย
แถมยังหยิบยกคำพูดของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) “พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” ซึ่งเคยขึ้นจุดสูงสุดในชีวิตทางการเมือง และรุ่งเรืองแผ่บารมีนานนับ 10 ปี ในฐานะประธานเปิดหลักสูตร วปอ.รุ่นที่ 61 ตอนหนึ่งว่า “การมาเข้ารับการศึกษาของทุกท่านนั้น เป็นความสมัครใจของทุกคนที่เข้ามา เพราะทุกคนก็วิ่งเต้นกันทั้งนั้น...”
พรรคก้าวไกล ระบุอีกว่า อดคิดไม่ได้ว่า เมื่อกระบวนการเข้าเรียนหรือที่มาของการได้รับเลือกให้มาอบรมหลักสูตรนี้นั้น ได้รับเลือกเพราะวิ่งเต้นกันเข้ามา คำถามคือ หลักสูตรนี้เป็นที่รวมคนประเภทไหนกัน ? และผู้มีอำนาจคัดเลือกก็เห็นดีเห็นงามหรืออย่างน้อยที่สุดคืออนุมัติยอมรับกับกับกระบวนการแบบนั้น แล้วหลักสูตรแบบนี้จะสร้างคนแบบไหนออกมาเป็นชนชั้นนำของสังคม ?
ยังไม่นับว่าการเกาะเกี่ยวกันไม่ว่ารูปแบบไหนทำให้การแสวงหาผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่ที่ชนชั้นนำมากขึ้น โดยที่ประชาชนที่อยู่ภายนอกหรือระดับล่างย่อมเข้าไม่ถึง และหากมีการเล่นพรรคเล่นพวก ระบอบอุปถัมภ์ต่อกิจการสาธารณะด้วยแล้ว นอกจากจะเป็นการคอร์รัปชันเชิงอำนาจแล้วนั้น ยังเป็นการกีดกันโอกาสของสังคมและบุคคลที่มีศักยภาพหากไม่อยู่ในเครือข่ายอุปถัมภ์ จนส่งผลร้ายแรงต่อประเทศ รวมไปถึงการถ่างกว้างของความเหลื่อมล้ำที่เป็นผลสืบเนื่องจากการผนึกกำลังความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและกลุ่มทุน
“คำถามคือการดำรงอยู่ของหลักสูตร วปอ. สร้างประโยชน์อะไรให้กับประชาชน และเป็นผลดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศอย่างไร ทั้ง ๆ ที่ในแต่ละปีการบริหารจัดการ ทรัพยากรต่างๆ เกิดมาจากภาษีของประชาชนทั้งสิ้น เพราะหากไม่ได้ก่อประโยชน์กับเจ้าของเงินภาษีและเจ้าของประเทศแล้วนั้น หรือซ้ำร้ายหากยังเป็นอุปสรรคขัดขวางกับประชาชนส่วนใหญ่และระบอบประชาธิปไตยด้วยแล้วนั้น การมีอยู่ของหลักสูตร อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป” พรรคก้าวไกล ระบุ
นอกจากหลักสูตร วปอ.แล้ว ต่อมาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (สปท.) เจ้าของหลักสูตรดังกล่าว ได้แตกไลน์เป็นหลักสูตร “มินิ วปอ.” ด้วย อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นปี 2567 ปรากฏข่าวว่า พล.อ.อ.ภูมิใจ เลขสุนทรากร ผู้บัญชาการ สปท. (ตำแหน่งขณะนั้น) เคยชี้แจง “ดราม่า” ว่าเหตุใดนักการเมืองจึงไม่มีสัดส่วนของ “พรรคก้าวไกล” ว่า เราเปิดกว้างอยู่แล้ว พรรคก้าวไกลมีผู้สมัครมาเพียงหนึ่งคน แต่หลังจากตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว ขาดคุณสมบัติเนื่องจากมีอายุ เกินเกณฑ์
พร้อมยืนยันว่าสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ต้องการรับนักการเมืองทุกกลุ่มให้ครอบคลุม ยืนยันว่าไม่ได้มีการสกัดกั้นแต่อย่างใด เพราะเราอยากจะ ให้มารวมกันเป็นหนึ่ง และใช้หลักสูตร มินิ วปอ. สร้างทีมไทยแลนด์ เพื่อที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคตข้างหน้า ทั้งนี้พรรคการเมืองอื่น ก็มีมาสมัครหลายพรรค ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ส่วนสมาชิกพรรคก้าวไกล ก็ไม่ได้มาสมัครกัน เพราะส่วนใหญ่อายุไม่ถึงเกณฑ์ อายุยังน้อย
สะท้อนว่า นักการเมืองจาก “พรรคส้ม” มีความสนใจจะมาเรียนหลักสูตรภายใต้ สปท. ทั้งที่ก่อนหน้าเคยวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการสร้าง “คอนเนกชั่นการเมือง-ธุรกิจ” และอาจนำไปสู่การเอื้อประโยชน์ ในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และเรื่องอื่น ๆ
กระทั่งผ่านมาแค่ 2 ปี ล่าสุด “ปชน.” ยานพาหนะคันที่ 3 ของ “พรรคส้ม” นำโดย “เท้ง ณัฐพงษ์” ไปปรากฏกายบรรยายในงานเสวนาซึ่งจัดโดยหลักสูตร วปอ. ที่พรรคตัวเองเคยก่นด่าอย่างหนักในอดีตเสียแล้ว
ส่วนเบื้องลึกฉากหลัง ใครคือคนชักชวนให้ “ณัฐพงษ์” ไปบรรยายในงานดังกล่าว รอคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้องต่อไป
อ่านความเห็นพรรคก้าวไกล ถึงกรณีหลักสูตร วปอ. คลิกที่นี่

