วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน 2569

Login
Login

'ภาวุธ' ซัดดีอีฟอกขาว TH-AI บี้ปรับโครงการ หยุดเฟส 2 กว่า 900 ล้าน

'ภาวุธ' ซัดดีอีฟอกขาว TH-AI บี้ปรับโครงการ หยุดเฟส 2 กว่า 900 ล้าน

‘ภาวุธ’ ซัดเปิดฟังความเห็น TH-AI Passport พิธีกรรมฟอกขาว ชี้ปมฮั้ว-กำหนด TOR-ส่งเครือข่ายประมูล-ส่งเงินเข้าระบอบสีน้ำเงิน บี้ดีอีปรับโครงการ หยุดเฟส 2 กว่า 900 ล้าน

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ว่า ในวันที่ 11 มิ.ย. กระทรวงดีอีจะเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนแต่ตนคิดว่าประชาชนหลายคนสงสัย เพราะปลัดกระทรวงดีอี บอกเองว่าการรับฟังไปแล้วแต่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เลยงงว่าจะรับฟังไปทำไม และหลายคนตั้งข้อสงสัยว่าการรับฟังครั้งนี้น่าจะเป็นการดึงคน โดยเฉพาะคนในวงการเข้าไปเพื่อฟอกขาวสร้างความชอบธรรมว่าได้รับความเห็นแล้วจะปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่สุดท้ายก็ปรับปรุงไม่ได้

ดังนั้นเราตั้งข้อสงสัยว่าทำไมก่อนที่โครงการ TH-AI Passport จะเริ่มต้นขึ้นทำไมไม่มีกระบวนการ ฟังประชาชนหรือฟังคนในอุตสาหกรรมก่อน ทำไมจึงมาฟังย้อนทีหลัง หลังจากที่โครงการเซ็นและเดินหน้าไปเรียบร้อยแล้ว นี่เป็นการสะท้อนชัดว่าโครงการนี้ไม่ได้เริ่มต้นมาจากความต้องการของประชาชนจริงๆ แต่เริ่มต้นจากการมีเงินเหลือแล้วอยากจะเอาเงินที่เหลือนี้ออกมาจากกองทุนได้อย่างไรฉะนั้นกระบวนการ TOR ทุกอย่างเพื่อให้เกิดการคอรัปชั่นโกงกินในโครงการนี้ 

นายภาวุธ กล่าวว่า ทั้งนี้ หากไปดูในทีโออาร์จริงๆ ในกรอบโครงการระบุว่า ใครที่จะมาร่วมประมูลโครงการนี้จะต้องเป็นบริษัทที่ เคยรับงานมีมูลค่า 400 ล้านบาทมาก่อนในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา คำถามคือจะมีบริษัทเทคโนโลยีในประเทศไทยกี่แห่งที่มีความสามารถในการรับโครงการลักษณะนี้ได้  ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะมีเกิน 15 บริษัทที่สามารถรับงานได้ และบริษัทในประเทศไทยเหล่านี้รู้จักกันดี สะท้อนให้เห็นถึงการฮั้ว การทำงานเป็นกลุ่มเป็นก้อน รวมตัวกันเข้าไปเอาเม็ดเงินก้อนนี้ออกมา นี่คือสิ่งที่เห็นได้ชัด คำถามคือทำไมเราไม่ลดเพดานการประมูลงานในโครงการนี้ลงมา ให้ผู้ประกอบการเอกชนที่ทำงานด้านเทคโนโลยีระดับกลางสามารถเข้าไปประมูลได้ 

ที่สำคัญกว่านั้นคือเรื่องทีโออาร์ ระบุชัดเจนว่าจะต้องซื้อสื่อนอกบ้าน สื่อที่อยู่ในร้านสะดวกซื้อต่างๆ สิ่งเหล่านี้สะท้อน เท่าที่ตนคาดการณ์ว่า คนที่ได้โครงการนี้ อาจจะเป็นคนที่เขียนทีโออาร์ด้วยซ้ำไป ฉะนั้นโครงการนี้ยิ่งตอกย้ำชัดว่าเป็นการฮั้ว เป็นโครงการที่ทำขึ้นมาเพื่อต้องการดึงเงินออกจากระบบ ทั้งนี้หากดูในกลุ่มบริษัทเหล่านี้ จะมีประมาณ 3 กลุ่มบริษัทที่ไปทำราคากลาง นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่มบริษัทที่เข้าไปประมูลโครงการนี้ ซึ่งหากดูโครงการนี้อาจจะไม่เห็นความสัมพันธ์เท่าไหร่ ไปหากถอยไปดูกว้างๆ จะพบว่ามีโครงการลักษณะนี้อีกเป็น 10 โครงการ และหน้าตาของผู้ประกอบการที่เข้ามาร่วมประมูล ล้วนเป็นหน้าเดิมทั้งนั้น มีการสลับกันได้โครงการ ฉะนั้นย้ำอีกทีว่าโครงการ TH-AI PASSPORT นั้น เป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง แต่ยังมีอะไรข้างล่างอีกเยอะ 

"สิ่งที่เห็นได้ชัดวันนี้มีลักษณะเป็นแพทเทิร์น มีการส่งบริษัทกลุ่มหนึ่งเข้าไปทำราคากลาง ทำให้ราคากลางจากเดิมที่ควรจะต่ำ ก็ถีบสูงขึ้นเป็นหลายร้อยล้าน หรือหลายพันล้านในหลายโครงการ ในขณะที่โครงการลักษณะเดียวกันแบบเดียวกันไปอยู่ในกระทรวงอื่นมันไม่ได้ราคาสูงขนาดนี้ เพราะฉะนั้นพอรวมหัวกันกำหนดราคาสูงขึ้นมา จากนั้นจะเริ่มรวมหัวกันเลือกกันว่าใครจะเป็นผู้เข้ามาประมูลโครงการนี้ แล้วจะสามารถเอนจอย หรือได้รับกำไรจากโครงการเหล่านี้จำนวนมาก เมื่อได้รับ กำไรจากจำนวนมากสิ่งที่จะไปต่อคือการส่งมอบเงินเหล่านี้ให้กับเครือข่ายพรรคการเมือง ซึ่งเราเรียกกลุ่มตัวนี้ว่ากลุ่มทุนสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบอบสีน้ำ วันนี้เรารู้อยู่แล้วว่า ระบอบสีน้ำเงินครอบคลุมไปถึงสภาสูง สภาล่างและองค์กรอิสระ และยังครอบคลุมไปถึงกลุ่มนักธุรกิจ ที่เป็นกลไกสำคัญในการส่งเม็ดเงินเข้าไปเพื่อทำให้ระบอบสีน้ำเงินนี้ยืนอยู่ได้" นายภาวุธ กล่าว

 นายภาวุธ กล่าวอีกว่า ตนเคยเป็นเอกชนและทำงานภาครัฐมาก่อนย้ำว่าภาครัฐสามารถขอความร่วมมือในการเปลี่ยนรายละเอียดโครงการนี้ได้ ไม่ยากซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐก็ทำเรื่องนี้เป็นปกติในการขอเปลี่ยนรายละเอียดโครงการ ฉะนั้นอยากให้กระทรวงดีอี ต่อรองและขอคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้รับงานนี้ไปว่า ทำอย่างไรจะให้โครงการนี้ดีและตรงกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด เกิดประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด และตนอยากจะร้องขอว่าถึงแม้วันนี้เราจะหยุดโครงการนี้ไม่ได้แต่กำลังจะเกิดโครงการเฟส 2 เม็ดเงิน 900 ล้านบาท ตนอยากให้ชะลอเม็ดเงินก้อนนี้เอาไว้ก่อน 

นายภาวุธ กล่าวด้วยว่า และจากการตรวจสอบรายละเอียดงบประมาณในปี 70 เป็นที่น่าตกใจมากเมื่อกระทรวงดีอีได้รับงบประมาณสูงขึ้น 33% เมื่อเปรียบเทียบกับกระทรวงอื่นและเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว จากปีที่แล้วงบฯ 10,000 ล้านบาทแต่ปี 70 ได้มากถึง 13,000 ล้านบาท คำถามคือทำไมอยู่ๆ กระทรวงนี้มาได้เงินเยอะทีหลัง จะบอกว่าดิจิตอลกำลังมาหรือไม่ก็ไม่ใช่ หรือเป็นเพราะเจ้ากระทรวงเป็นลูกใครหรือเปล่า อันนี้ตนไม่แน่ใจ ขอย้ำว่าวันนี้การโกงกินไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะโกงกินตึก บ้าน สะพาน รถ แต่วันนี้การโกงกินเริ่มไหลเข้าสู่โครงการดิจิตอล โครงการ AI โครงการ big Data โดยจะได้เห็นว่ามีโครงการลักษณะนี้ที่ตัวเลขเม็ดเงินมหาศาลอย่างน่าประหลาดใจ กลุ่มที่เข้ามาประมูลก็จะเป็นกลุ่มเดิมๆ แบบน่าประหลาดใจ เราจะเริ่มเห็นว่าการโกงกินดีจอตอลเกิดขึ้นในประเทศไทย

ทั้งนี้ในส่วนของพรรคประชาชนได้มีการติวกันเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมาเกี่ยวกับเรื่องการดูงบประมาณเนื่องจากหลายคนเป็นส.ส. ใหม่ เพราะหลังจากนี้จะมีการเปิดอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ซึ่งดูตัวเลขหลายตัวโอเค แต่ละตัวก็ดูหน้าประหลาดใจดังนั้นจะมีการแบ่งทีมของพรรคประชาชนเข้ามาตรวจสอบและดูว่างบประมาณแต่ละกระทรวงเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งจะมีการแถลงต่อไป

เมื่อถามว่าจะติดตามการเปิดรับฟังความเห็นของกระทรวงฯอย่างไร นายภาวุธ กล่าวว่า น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บอกว่ามีการรับฟังความเห็นเปิดกว้างก็จริง แต่ใน TOR ใครที่จะเข้ามาร่วมประมูลโครงการนี้จะต้องเป็นบริษัทที่เคยรับงานมีมูลค่า 400 ล้านบาทในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา แต่จะมีบริษัทเทคโนโลยีในประเทศไทยกี่บริษัทที่มีความสามารถในการรับโครงการลักษณะนี้ได้ ซึ่งมีไม่เกิน 15 บริษัทในประเทศไทยเท่านั้น

"15 บริษัทนี้ก็รู้จักกันดี จึงส่อให้เห็นถึงการฮั้ว การทำเป็นกลุ่มก้อน เป็นการรวมตัวกันเข้าไปเพื่อเอาเม็ดเงินส่วนนี้ออกมา นั่นคือสิ่งที่เห็นได้ชัด ทำไมถึงไม่ลดเพดานการประมูลงานครั้งนี้ลงมาเพื่อให้ผู้ประกอบการเอกชนที่ทำงานด้านเทคโนโลยีในระดับกลางสามารถเข้าประมูลได้ ที่สำคัญ TOR ระบุชัดว่าต้องซื้อสื่อ ซึ่งผมคาดการณ์ว่า คนที่ได้โครงการนี้อาจเป็นคนที่เขียน TOR เองด้วยซ้ำไป ฉะนั้นโครงการนี้ยิ่งตอกย้ำว่าเป็นโครงการฮั้ว และเป็นการทำโครงการขึ้นมาเพื่อต้องการดึงเงินออกจากระบบ" นายภาวุธ กล่าว

เมื่อถามว่าบริษัทที่เข้าประมูลเป็นบริษัทฝั่งน้ำเงินใช่หรือไม่ นายภาวุธ กล่าวว่า หากดูจากกลุ่มบริษัทเหล่านี้ มีกลุ่มบริษัทที่ทำราคากลาง ประมาณ 3 กลุ่มบริษัท นอกจากนี้ยังมีบริษัทที่เข้าไปประมูลโครงการนี้ ถ้าหากดูโครงการนี้โครงการเดียวยังไม่เห็นความสัมพันธ์เท่าไหร่ แต่ถ้าดูกว้างๆ มีโครงการลักษณะนี้อีกเป็น 10 โครงการ และหน้าตาของผู้ประกอบการที่เข้ามาร่วมประมูลแข่งขันล้วนเป็นหน้าเดิมทั้งนั้น มีการสลับกันได้โครงการโดยไม่มีผู้ประกอบการหน้าใหม่

“จึงขอย้ำว่าโครงการ TH-AI Passport เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งมีอะไรข้างล่างอีกเยอะ แต่วันนี้มีลักษณะเป็นรูปแบบ ว่าจะมีการส่งบริษัทกลุ่มหนึ่งเข้าไป ทำราคากลาง ทำให้ราคากลางจากเดิมที่ควรต่ำถีบสูงขึ้นมาเป็นหลักหลายร้อยล้านบาทในโครงการอื่น ในขณะที่โครงการลักษณะเดียวกันที่ไปอยู่ในกระทรวงอื่นไม่ได้ราคาสูงขนาดนี้ ฉะนั้นพอรวมหัวกันกำหนดราคาสูงขึ้นมา จากนั้นจึงเลือกว่าใครจะเข้ามาประมูลโครงการ เมื่อเข้ามาประมูลโครงการได้ก็จะได้รับกำไรจำนวนมากจากโครงการนี้ สุดท้ายก็จะเกิดการส่งมอบเงินเหล่านี้ให้เครือข่ายพรรคการเมือง ซึ่งเราเรียกกลุ่มทุนนี้ว่า"กลุ่มทุนสีน้ำเงิน "ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบอบสีน้ำเงิน และวันนี้เรารู้อยู่แล้วว่าระบอบน้ำเงิน ครอบคลุมไปถึงสภาสูง สภาล่าง องค์กรอิสระ และยังครอบคลุมไปถึงนักธุรกิจที่เป็นกลไกสำคัญ ในการที่จะส่งเม็ดเงิน เข้าไป เพื่อทำให้ระบอบสีน้ำเงินหมุนเวียนอยู่ได้" นายภาวุธ กล่าว

นายภาวุธ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นถึงกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลบริษัทสื่อโฆษณายักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องโครงการดังกล่าวในช่วงเวลานี้ โดยกล่าวว่าตนเคยเป็นเอกชนและเคยทำงานภาครัฐมาก่อน ขอย้ำว่าหน่วยงานภาครัฐสามารถขอความร่วมมือในการเปลี่ยนรายละเอียดโครงการทำได้ไม่ยาก ปกติแล้วส่วนใหญ่ภาครัฐทำเป็นเรื่องปกติในการเปลี่ยนรายละเอียดโครงการ ฉะนั้นอยากให้กระทรวงดิจิทัลฯ ต่อรองและคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่รับงานนี้ไปว่าทำอย่างไรให้โครงการนี้ดี ตรงกับความต้องการของประชาชนและเกิดประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด ตนอยากร้องขอว่าแม้เราจะหยุดโครงการนี้ไม่ได้ แต่กำลังจะเกิดเฟส 2 ที่เม็ดเงินอีก 900 ล้านบาท กำลังจะเข้ามาวันนี้ จึงอยากให้ชะลอเป็นเงินก้อนนั้นไว้ก่อน

เมื่อถามว่าจะนำเรื่องนี้ไปอภิปรายในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 หรือไม่ นายภาวุธ กล่าวว่า ขณะนี้พรรคประชาชนอยู่ระหว่างแบ่งทีมเพื่อตรวจสอบ ซึ่งมีตัวเลขงบประมาณหลายตัว ที่เป็นเหตุเป็นผล แต่หลายตัวก็น่าประหลาดใจ