'ชัชชาติ' แจงคดีทุจริตเครื่องออกกำลังกายยังไม่ยุติ ลั่นไม่เห็นด้วยปรับแค่ 600 บาท สั่งทบทวนใหม่หมด ขอบคุณ 'ศุภณัฐ' ปูด หวังดันระยะยาว ไม่ใช่กระแสช่วงเลือกตั้ง กทม.
เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2569 ที่อาคาร Glowfish Sathon ตึก 2 ชั้น 2 เขตบางรัก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อดีตผู้ว่าฯ กทม. พร้อมด้วย น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ร่วมแถลงข่าวชี้แจงความคืบหน้ากรณี การทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย ของ กทม. โดยมีการลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำนวน 32 ราย
นายชัชชาติ กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ แต่มองเป็นข้อดีที่สังคมให้ความสำคัญกับปัญหาคอร์รัปชันในช่วงการเลือกตั้ง ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนให้ กทม. เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบันคดีนี้ยังไม่ยุติ และยังอยู่ในกระบวนการดำเนินการ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้
1.) ขั้นตอนการสอบสวนของ กทม. ยังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) ซึ่งฝ่ายบริหารได้สั่งการให้ทบทวนผลการลงโทษแล้ว โดยการดำเนินการที่ยังไม่มีข้อยุติ บทลงโทษที่ออกมาเบื้องต้นเป็นเพียงขั้นตอนตามระเบียบราชการ แต่ยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย
2.) การตรวจสอบเส้นทางการเงินโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยกำลังดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ซึ่ง ป.ป.ช. มีอำนาจในการสืบสวนเส้นทางการเงินและร้านค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่เกินขอบเขตอำนาจของ กทม.
ส่วนประเด็นบทลงโทษที่ถูกเล็กน้อย มีการปรับเงิน 600 บาทกับผู้ถูกกล่าวหาบางรายนั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า ระบบราชการถูกออกแบบมาให้มีการถ่วงดุลอำนาจ ผู้ว่าฯ กทม. ไม่มีอำนาจสั่งลงโทษหรือไล่ข้าราชการออกได้โดยตรง คณะกรรมการสอบสวนถูกแต่งตั้งโดยปลัด กทม. ตามสายบังคับบัญชา อย่างไรก็ดียืนยันว่า ตนไม่เห็นชอบกับผลการลงโทษเบื้องต้น และได้ใช้อำนาจสั่งให้มีการสอบสวนทบทวนใหม่ทั้งหมด เพื่อให้คณะกรรมการ ก.ก. เป็นผู้พิจารณาในมิติที่หลากหลายขึ้น หากพบหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่ชัดเจน คณะกรรมการ ก.ก. มีสิทธิ์ที่จะพิจารณาเพิ่มโทษให้หนักขึ้นจนถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกได้
นายชัชชาติ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า สรุปว่าเรื่องก็ยังไม่ได้ยุติ แล้วเรื่องการปรับ 600 บาท ก็เป็นการปรับไปก่อน เพราะถือว่ามีคำสั่ง มีโทษมาแล้ว ทั้งปลัดฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรมฯ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบข้าราชการที่โดนลงโทษ ก็สั่งปรับไปก่อนเพราะถือว่า มีกรรมการสอบมา แต่เรื่องนี้ยังไม่จบ ดำเนินการอยู่
"ผมไม่ได้เห็นชอบกับคำสั่งการลงโทษนี้ คือเราเห็นว่ามันดูไม่รุนแรงพอ ก็เลยสั่งให้กรรมการสอบใหม่ แต่ผมไปสั่งกรรมการเองไม่ได้ เพราะระบบราชการ ต้องให้มี Check and balance ไม่อย่างนั้นผู้ว่าจะไปสั่งปลัดฯ สั่งลงโทษคนหมด ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอด" นายชัชชาติ กล่าว
เมื่อถามถึงการประมูลผ่านระบบ e-Bidding ของกรมบัญชีกลาง นายชัชชาติ กล่าวว่า ระบบ e-Bidding ของกรมบัญชีกลางมีระบบตรวจสอบในตัว หากพบการล็อกสเปกสามารถร้องเรียนได้ ปัญหาของคดีนี้เกิดจากการไม่มีราคากลางที่เหมาะสมและมีความหลากหลายของคุณสมบัติ ซึ่ง กทม. จะต้องเข้าไปควบคุมการตั้งราคากลางให้รัดกุมยิ่งขึ้น
เมื่อถามถึงการขยายผลตรวจสอบโครงการอื่น ๆ นายชัชชาติ กล่าวว่า ไม่ได้หยุดแค่ 7 โครงการแรก หรือ 17 โครงการตามที่มีผู้ตั้งข้อสังเกต แต่ได้ส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ และ กทม. จะขยายผลตรวจสอบทุกโครงการที่มีฐานวิธีคิดเดียวกัน รวมถึงคดีทุจริตซ่อมรถทิพย์ในปี 2563 ที่พบว่าเป็นกลุ่มผู้กระทำผิดเดียวกันด้วย
ส่วนความรับผิดชอบในฐานะผู้นำนั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า ในฐานะหัวหน้าทีม ต้องรับผิดชอบต่อทุกคน หากพบว่ามีทีมงานคนใดไม่บริสุทธิ์ หรือทำได้ไม่ดี พร้อมจะให้ออกทันที
นายชัชชาติ กล่าวย้ำจุดยืนว่า เรื่องทุจริตคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่ตนขยะแขยงที่สุด และรับไม่ได้หากถูกกล่าวหาว่าทุจริต หากได้กลับมาเป็นผู้ว่าฯ อีกสมัย จะลุยเรื่องนี้ต่อให้สุดซอย ต้องขยายผลให้ครบทุกโครงการ เพราะหากไม่แก้ปัญหานี้ให้เด็ดขาด ก็จะตกเป็นภาระของลูกหลานในอนาคต
ในช่วงท้าย นายชัชชาติกล่าวขอบคุณ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ที่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาตรวจสอบ และหวังว่าเรื่องนี้จะถูกผลักดันเป็นวาระระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่กระแสช่วงเลือกตั้ง
ขณะที่ น.ส.ทวิดา กล่าวถึงไทม์ไลน์การทำงานว่า กทม. เอาจริงเอาจังและไม่ได้ประวิงเวลา โดยรับเรื่องร้องเรียนและสั่งการทันที ภายหลังได้รับเรื่องมาจากชมรม STRONG เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2567 นายชัชชาติได้สั่งการให้นำเรื่องเข้าสู่ศูนย์ต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันทันที พร้อมส่งเรื่องให้ บก.ป.ป.ป. ป.ป.ท. และ ป.ป.ช. ซึ่งภายใน 1 สัปดาห์ กทม.มีการตั้งคณะกรรมการสืบบสวนข้อเท็จจริง ถือว่ารวดเร็วมาก เมื่อเทียบกับระบบราชการปกติที่มักใช้เวลาเป็นเดือน นอกจากนี้ กทม.ยังสามารถสรุผลสอบสวนวินัยร้ายแรงเบื้องต้นได้ภายในวันที่ 6 ธ.8. 2567 ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สืบสวนไปถึงระดับรองปลัด กทม.

