สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ เลื่อนเวลาเดินทางกลับประเทศไทยเร็ว 1 วัน ภายหลังอยู่ระหว่างการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาในระดับรัฐมนตรี กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส
โดยเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันที่ 5 มิ.ย. ได้เข้าพบ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมี พล.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม และ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ร่วมด้วย
ภายหลัง “ฮุน มาเนต” นายกฯกัมพูชา แถลงการณ์จะใช้กลไกภายใต้ กระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea - UNCLOS)
ปฏิกิริยาฝ่ายไทย ส่งสัญญาณชัดผ่านคำแถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศ 7 ข้อ ภายหลังเชิญคณะทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยรับฟังคำชี้แจง
1.) ไทยได้แจ้งฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอดว่า การยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พ.ศ. 25444 (MOU 2544) มีความจำเป็น เพราะไม่สอดคล้องกับบริบทใหม่ และไทยมีเจตนาที่จะเริ่มต้นการหารือแบบใหม่ โดยที่ไม่ยึดกับประเด็นที่ติดขัดจากการหารือแบบเดิม ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ซึ่งในขณะนี้ ทั้งสองประเทศศต่างเป็นรัฐภาคีแล้ว
2.) ไทยต้องการมุ่งหาแนวทางที่จะเดินหน้าต่อไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกัน โดยคำนึงว่า การแก้ไขปัญหาโดยตรงระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน คือหนทางที่ดีที่สุดที่จะบรรลุข้อยุติอย่างสร้างสรรค์ และที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน
3.) การตัดสินใจที่เร่งรีบของกัมพูชา ที่จะเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS กลับสวนทางกับสิ่งที่กัมพูชาเรียกร้องมาโดยตลอดว่าต้องการให้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี และการหารือในกรอบต่าง ๆ รวมถึงประเด็นเขตแดนทางบก จึงควรจะคำนึงถึงผลกระทบที่อาจตามมาและทำให้สิ่งที่กัมพูชาเรียกร้องมาโดยตลอดต้องสะดุดหรือหยุดชะงักลง
4.) ประเทศไทยมีความพร้อมในการดำเนินการต่าง ๆ ตาม UNCLOS โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ โดยรองนายกฯและรมว.ต่างประเทศมีกำหนดพบหารือกับกับที่ปรึกษากฎหมาย
ของไทย เพื่อเตรียมเสนอรายชื่อผู้ประนอม รวมถึงเตรียมการท่าทีต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายไทยได้คาดการณ์และเตรียมความพร้อมไว้ด้วยแล้ว
5.) กระบวนการประนอมภาคบังคับเป็นหนึ่งในวิธีการระงับข้อพิพาทภายใด้ UNCLOS โดยผลของการประนอมจะเป็นรายงานข้อเสนอแนะ ของคณะผู้ประนอมในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้สองฝ่ายนำไปใช้ในการเจรจาหาทางออกร่วมกันต่อไป โดยรายงานข้อเสนอแนะดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และทั้งสองฝ่ายยังคง ต้องหารือกันโดยตรงต่อไปในประเด็นที่ยังค้างอยู่
6.) ขอให้เชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง และมั่นใจได้ว่าจะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างเต็มที่
และ 7.) ในส่วนข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับประเด็นเขตแดนทางบก ไทยขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง และขอยืนยืนอีกครั้งว่าสำหรับไทยปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม (Join: Statement) ของการประชุม GBC สมัยพิเศษครั้งที่ 3 ระหว่างไทยกับกัมพูชา
นที่ 27 ธ.ค. 25668
"ในเมื่อตัดสินใจไปในเส้นทางนี้ ฝ่ายกัมพูชาก็ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของเขาด้วย เพราะเขาจะไม่เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยกันเลย ในเรื่องเขตแดนทางทะเล แต่อยากให้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ อยากให้มีการพูดคุยเรื่องความมั่นคงชายแดน รวมไปถึงเรื่องเขตแดนทางบกอะไรต่างๆ แต่ฝ่ายกัมพูชาเริ่มอย่างนี้ก่อน ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลกระทบกับสิ่งที่กัมพูชาพยายามเรียกร้องกับไทย
เขาปิดประตูแล้วหลายอย่างสำหรับการพูดคุยในเรื่องเขตแดนทางทะเล การไปสู่กลไกประนอมภาคบังคับ ฝ่ายไทยก็พร้อม เราไม่ได้หวั่นไหวอะไร แต่เขาก็ปิดประตูสำหรับการพูดคุยในเรื่องอื่นๆ" สีหศักดิ์ กล่าว
ขณะที่ท่าที่"ผู้นำไทย" ไร้กังวลใดๆ พร้อมให้ความมั่นใจกับประชาชนว่า เราไม่ได้ทำผิดทำไมต้องกังวล เราจะมัวไปวิ่งตามคนนั้นคนนี้ไม่ได้เพราะเรามีอธิปไตยของเรา และมีขีดความสามารถในการปกป้องอธิปไตยและรักษาดินแดนของเราไว้
"เราไม่ต้องไปหวั่นไหว คนที่ต้องวิ่งไปโน่น ไปนี่ แสดงว่าเขากำลังหาความชอบธรรม เพราะมีความไม่ชอบธรรมอยู่ แต่เรามั่นใจในความชอบธรรมของเราก็ไม่ต้องวิ่งไปหาที่ไหน และทั้งสองประเทศต่างเป็นภาคีของ UNCLOS ก็ใช้กระบวนการนี้ต่อไป เรื่องอื่นยังไม่คุย ทั้ง JBC GBC การฟื้นความสัมพันธ์ ยังไม่ต้องคุย การเปิดด่านไม่มีวันเปิด นี่คือท่าทีของเรา" นายอนุทิน ระบุ
ทางด้าน สถานการณ์ชายแดน แม้ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะเปิดศึกรอบ 3 ในเร็ววันนี้ แต่ในอนาคตก็ไม่อาจการันตีได้ หลังได้เห็นการขยับเขยื้อนของทหารกัมพูชา เปรียบเหมือนการเตือนให้ไทยต้องเตรียมความพร้อมในทุกรูปแบบ
ไล่เรียงตั้งแต่ ยิงปืนบริเวณแนวชายแดนเพื่อเช็คแนวการวางกำลังของทหารไทย หาจุดโหว่หวังยืดพื้นที่คืน
ขณะที่ฝ่ายไทยต้องตอบโต้ตามกฎการใช้กำลัง ด้วยการยิงเตือนกลับไป ด้วยความระมัดระวัง ไม่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามพบแนวการลาดตระเวน หรือการวางกำลังฝ่ายไทย
ในบางพื้นที่กัมพูชาสร้างฐานทหารประชิดกับฐานทหารของไทย โดยมีรั้วลวดหนามขวางกันเท่านั้น ควบคู่กับการสร้างถนนและสร้างฐานบนถนนชิงความได้เปรียบ รวมถึงแนวคิด “ฮุนมาเนต” ส่งนักโทษมาปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน
ส่วน “กองทัพ" ถอดบทเรียนการสู้รบปีที่ผ่านมา อุดช่องโหว่ เสริมจุดแข็ง เตรียมความพร้อมรองรับเวทีการเจรจา ควบคู่การเตรียมพร้อมด้านกำลังรบ อาวุธยุทโธปกรณ์หากสถานการณ์ไม่จบในเวทีการต่างประเทศ
รวมถึงเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศตามแผน อาทิ ถนนส่งกำลังบำรุง รั้วชายแดน อ่างเก็บน้ำห้วยตามาเรีย โครงการที่เป็นพระราชดำริให้ก่อสร้างตั้งแต่หลังปี 2554 แต่ติดปัญหาทางด้านกฎหมาย
ทั้งนี้หากย้อนดูคำเตือน “พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง” เจ้ากรมข่าวกองทัพบก ต้นปีที่ผ่านมาพบข้อมูลกัมพูชา สั่งซื้ออาวุธจำนวนมากจากหลายประเทศในยุโรปตะวันออก ขณะเดียวกันจะมีการเลือกตั้งในปี 2570
สองประเด็น เจ้ากรมข่าว ทบ.ให้น้ำหนัก ลางบอกเหตุอาจนำไปสู่การใช้กำลังสู้รบบริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 3 นับจาก 5 เดือนจากนี้ ซึ่งจะตรงกับหลังหน้าฝน คือเวลาที่ต้องจับตา
ผนวกกับสมรภูมิการทูตที่ถูกยกระดับความตึงเครียด ที่ยังหาจุดร่วมสงวนจุดต่างไม่ได้ เพื่อแก้ปัญหาพิพาทพื้นที่ทางทะเล กัมพูชาจะใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับ ส่วนไทยจะใช้ภาคสมัครใจ ซึ่งอาจลามไปสู่การปิดประตูเจรจาพื้นที่ทางบก รื้อฟื้นสัมพันธ์ ที่ไทยถือความได้เปรียบทั้งหมด
คลิปกระทบกระทั่งกับทหารไทย ขณะวางรั้วลวดหนามพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี ที่กัมพูชาปล่อยออกมา บ่งบอก “สมรภูมิข่าวสาร-สมรภูมิชายแดน” เริ่มกลับมาคุุกรุ่น แม้ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ทหารไทยรับมือได้
ทว่า หากข้อพิพาทชายแดนจบลงบนโต๊ะเจรจาไม่ได้ ก็คงได้เห็นศึกรอบสุดท้าย ที่กัมพูชาจะสิ้นสภาพภัยคุกคามกับไทยไปสองทศวรรษ

