ผ่านมาราว 1 สัปดาห์หลัง “พรรคส้ม” เปิดตัว “สุรพล นิติไกรพจน์” อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ผู้คร่ำหวอดด้านกฎหมายมหาชน เข้ามาเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ของพรรค ท่ามกลาง “แรงหนุน-แรงต้าน" จาก “ด้อมส้ม” จนขยายวงลามไปถึงดราม่าปะทะกันทางความคิดในแวดวงวิชาการ ในเรื่องทฤษฎีทางการเมือง
แม้ว่า “สุรพล” จะเริ่มคลุกคลีตีโมงทางการเมืองมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2530 โดยในปี 2538 เขาเคยถูกดึงไปเป็นที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรี (บรรหาร ศิลปอาชา) เคยเป็นกรรมการที่ปรึกษา รมว.ทบวงมหาวิทยาลัย (ชื่อกระทรวงขณะนั้น ยุคบุญชู ตรีทอง) และเคยเป็นกรรมการที่ปรึกษากฎหมายและการยุติธรรมของผู้ว่าฯ กทม.ปี 2538 (ร.อ.กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา จากพรรคพลังธรรม)
แต่บทบาทของ “สุรพล” ยังไม่เด่นชัดนัก กระทั่งการมาถึงของนายกฯที่ชื่อ “ทักษิณ” ที่ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2554-2549 โดยเฉพาะช่วงท้ายของ “รัฐบาลทักษิณ 2” เขาถูกสื่อหลายสำนักมองว่าเป็นหนึ่งใน “หัวขบวน” ฝ่ายอนุรักษนิยม ที่แสดงความเห็น และเป็นผู้นำทางความคิดต่อต้าน “ระบอบทักษิณ”
เขาเคยมีข้อเสนอ ผ่านการเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล ขอให้ “ทักษิณ” ในฐานะนายกฯรักษาการ ภายหลังยุบสภาฯ “ลาออก” เปิดทางให้มีการตั้ง “นายกฯคนกลาง” เข้ามาก็ตาม แต่เขายืนยันว่า ไม่เคยขอ “นายกฯพระราชทาน” ตามมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่อย่างใด
กระทั่งรัฐประหารปี 2549 เขาถูกแต่งตั้งเป็นหนึ่งในสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หลังจากนั้นในช่วงปี 2551 เขาถูกแต่งตั้งเป็นประธานบอร์ด อสมท และมีบทบาททางความคิดผ่านสังคมการเมืองอยู่เนือง ๆ โดยเฉพาะในช่วงม็อบ กปปส. ที่ออกมาล้มล้าง “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อสนับสนุนม็อบดังกล่าว
ทว่าเมื่อเกิดรัฐประหารปี 2557 ชื่อของเขาก็เงียบหายไปในทางการเมือง จนการมาถึงของพรรคอนาคตใหม่ โดยเมื่อ 18 ก.ย. 2563 “สุรพล” กล่าวปาฐกถา หัวข้อ “ชีวิต งาน และปณิธานเมื่อ 60 ปี” เนื่องในโอกาส 60 ปีของตัวเขาเอง โดยตอนหนึ่งยอมรับว่า วันนี้จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในสังคมระหว่างคน 2 กลุ่ม คนในยุคเก่าไม่กล้าพูดเพราะเขามีสถานะที่ต้องรักษาไว้ ส่วนคนยุคใหม่ เขาไม่มีอะไรจะเสีย เรากำลังจะเผชิญหน้ากับคนกลุ่มนี้ซึ่งกำลังจะเริ่มต้นที่นี้ พรุ่งนี้
“มีการเรียนรู้ว่า ผู้มีอำนาจไม่เคยเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ขอเรียนว่าคนเหล่านี้มีสิทธิมีเสียงในการแสดงออกของเขา การที่ไปตัดกระบวนการแสดงออกของเขาโดยไม่มีฐานทางกฎหมาย เช่น การยุบพรรคการเมืองก็จะนำไปสู่การปะทะครั้งใหญ่ เพราะเมื่อไรที่เขามีตัวแทนเขาก็จะไม่มาทำ เมื่อเขาไม่มีตัวแทนเขาก็จะลงมาบนถนน” สุรพล ระบุ
คำปาฐกถาดังกล่าว เปรียบเสมือนการ “ตกผลึกความคิด” ของเขา กระทั่งในปี 2567 “สุรพล” ถูกดึงตัวมาช่วยเป็น “พยานปากเอก” คดียุบพรรคก้าวไกล หาเสียงด้วยนโยบายแก้ไขมาตรา 112 โดยทำบันทึกความเห็นพยานส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญ กาง 4 ข้อเท็จจริง
สรุปได้ว่า การแก้ไขมาตรา 112 ที่ใช้ในการหาเสียง มุ่งเน้น “ประนีประนอม” กลุ่มความคิด เรื่องที่ว่าควรจะต้องมีบทบัญญัติคุ้มครองประมุขของรัฐมิให้ถูกหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่นในระดับใดและภายใต้เงื่อนไขใดจึงจะเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อประคับประคองระบอบประชาธิปไตยให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ และการยุบพรรคการเมือง จะสร้างความโกรธแค้นชิงชังทางการเมืองให้มีมากขึ้น
ผ่านไป 2 ปีชื่อของเขา กลับมาอยู่ในสปอร์ตไลท์ทางการเมืองอีกครั้ง พลันที่พรรคประชาชน (ปชน.) ยานพาหนะคันที่ 3 ของ “พรรคส้ม” แต่งตั้งเขาเป็น ประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ศึกเลือกตั้ง กทม. โดยว่ากันว่าผ่านการ “ดีล” โดยหนึ่งใน “ลูกศิษย์” ของเขาที่เคยเป็น “แกนนำพรรค” คนสำคัญ
ที่น่าสนใจ “ลูกศิษย์” คนนี้ ก่อนหน้าเคยนิยมชมชอบ “พรรคประชาธิปัตย์” มาก่อน เช่นเดียวกับ “สุรพล” ที่เคยเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.ยุค “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” และเคยเป็นประธานบอร์ดกรุงเทพธนาคมฯ ในยุค “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ซึ่งทั้ง 2 คนนี้มาจาก “ค่ายสีฟ้า”
หลังจากนั้นช่วงปี 2568 ระหว่างนโยบาย “Grand Compromise” ลูกศิษย์คนนี้ คือคนที่ไปนัดหารือกับ “กุนซือฝ่ายอีลิต” ผ่านคอนเนกชั่นของ “อาจารย์” เพื่อพยายามอธิบายฉากทัศน์ของ ปชน. หากได้เป็นรัฐบาล และยืนยันว่า “พรรคส้ม” ไม่เป็นอันตรายต่อระบอบการปกครองของไทย ว่ากันว่าในหลายวงสนทนา มีกุนซือคนสำคัญฝ่ายอนุรักษนิยมหลายคน เข้าร่วมหารือด้วย
สำหรับ “สุรพล” ในช่วงเป็นอาจารย์ จนถึงคณบดีคณะนิติศาสตร์ และอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์นั้น ได้รับการเคารพนับถือจากลูกศิษย์ลูกหาหลายคน ไม่ว่าปัจจุบันลูกศิษย์เหล่านั้น จะกลายเป็น “ซ้าย” หรือ “ขวา” ที่สำคัญการศึกษาระดับสูงของเขาจบที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งใน “ฝรั่งเศส”
จึงทำให้ “สุรพล”ค่อนข้าง“หัวก้าวหน้า”พอสมควรในเรื่อง“หลักกฎหมาย” รวมถึงเรื่อง“การกระจายอำนาจ” ซึ่งเป็น“ธงความคิด” ที่“พรรคส้ม”ต้องการทำมานาน ทำให้ในช่วงก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ตัวเขาจะได้รับการ“ทาบทาม” ให้มาลงสมัครในนามพรรคด้วยซ้ำ
ด้วยสายสัมพันธ์อันดีระหว่าง “ลูกศิษย์” และ “ตัวเขา” ยิ่งทำให้ตอนนี้ พรรค ปชน.ยังคง “ยืนกราน” ความชอบธรรมในการแต่งตั้ง “สุรพล” เข้ามาเป็น “ประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์” เลือกตั้ง กทม. แถมยังพยายามแก้ต่างเรื่องนี้ ด้วยการบอกว่า นี่คือการดึง “แนวร่วม” เข้ามาช่วยกัน
สำหรับเรื่องนี้ มีแกนนำบางคนมองว่า “พรรคส้ม” ไม่ใช่พรรค “ฝ่ายซ้าย” แต่คือพรรคที่สามารถดึง “คนเห็นต่าง” ไม่ว่าจะทั้ง “เหลือง-แดง” เข้ามามีส่วนร่วม ผลักดันการเมืองให้เป็นอำนาจของประชาชนอย่างแท้จริง โดย “ไม่แบ่งสี”
แต่อีกด้านหนึ่ง กลุ่มมวลชน “แดงกินส้ม” ที่ปัจจุบันคือ “ด้อมส้ม” ของพรรคนั้น ยากที่จะยอมรับชื่อของ “สุรพล” ที่เคยเป็นหัวขบวนฝ่ายอนุรักษนิยม ที่บั่นทอนรัฐบาล “ทักษิณ” ลงได้ เช่นเดียวกับ “ฝ่ายอนุรักษนิยม” ที่มองว่า การตั้ง “สุรพล” มาเป็นกุนซือให้ “พรรคส้ม” ครั้งนี้ จะเป็นการ “ทำลายตัวเอง” อย่างช้า ๆ เหมือนสนิมเกิดแต่เนื้อในตน
ความฝันของ “แกนนำส้ม” ที่ต้องการดึง “ทุกกลุ่ม-ทุกสี” ให้มาจับมือ “ประนีประนอม” กัน อาจไม่เกิดขึ้น เพราะต้องไม่ลืมว่า ความขัดแย้งที่สั่งสมมานานกว่า 20 ปี ฝังรากลึกจนยากจะแก้ด้วยเรื่องเหล่านี้
แถม “ส้ม” ที่ต้องการสร้าง “ฐานเสียงใหม่” ตามที่ “รังสิมันต์ โรม” แกนนำพรรคเคยให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งว่า “เราได้เห็นแล้วว่าฐานการเลือกตั้งต่าง ๆ กำลังที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ดังนั้น สิ่งที่เราพยายามทำก็คือเราพยายามที่จะยกระดับการต่อสู้ต่อไป แน่นอนว่าอาจจะยังมีเสียงวิจารณ์อยู่” อาจไม่สามารถทำได้อย่างที่หวัง
ดังนั้นการตั้ง “สุรพล” มาเป็น “กุนซือ” ของพรรค สุดท้ายอาจไม่ตอบโจทย์ แต่จะกลายเป็น “ปมเสี่ยง” ทำลายตัวเอง เสียมากกว่าได้
อาจส่งผลให้พ่ายศึกเลือกตั้งเมืองหลวง โดยเฉพาะ ส.ก.ที่เป็นความคาดหวังของพรรค สุดท้ายเรื่องนี้อาจลุกลามบานปลาย ขยายความเสื่อมศรัทธาในพรรค จนทำเอา“ส้ม”แพ้ทั้งกระดานก็เป็นไปได้

