สูตรสำเร็จของนักการเมือง หรือกลยุทธ์ในการสร้างความนิยม คงหนีไม่พ้นการประโคมนโยบายแนว“ประชานิยม” ที่ง่ายและเร็วเพื่อซื้อใจประชาชน โดยหวังผลเรื่องคะแนนเสียงผ่านการเลือกตั้ง
“รัฐบาลอนุทิน 2” ที่ผสมผสานพรรคสีน้ำเงินและแดงเป็นหลัก ต่างอาศัยโอกาสนี้ สร้างผลงานให้เข้าตา โดยเฉพาะเพื่อไทย ที่สะบักสะบอมมาตั้งแต่เรื่องคลิปอังเคิล ก็ไม่ปล่อยโอกาสนี้หลุดมือ ต้องเร่งกอบกู้วิกฤติศรัทธาเช่นเดียวกัน
เพื่อไทย แม้ไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล มีเพียงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เท่านั้นที่เป็นเกรดเอ นอกนั้น มีกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ความเป็นเสือปืนไวของ“จับกัง 1”ยุคนี้ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไม่นาน ก็ลุยยกระดับสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมของผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39 ทันที เช่น ผ่าฟันคุด เบิกได้สูงสุดซี่ละ 2,500บาท ฟันปลอมถอด ปรับเพิ่มเป็น 1,500-6,000 บาทตามจำนวนซี่และชนิด รากฟันเทียม 17,500 บาทต่อราย เป็นต้น ซึ่งจำนวนผู้ประกันตนใน 2 ส่วนนี้ มีกว่า 10 ล้านคน
คนทั่วไปคงไม่รู้ว่าบอร์ดประกันสังคม ปั้นเรื่องนี้มานานจนเตรียมประกาศ แต่ฝ่ายการเมืองเข้ามาถูกจังหวะ เลยฉวยเป็นผลงาน
นอกจากนั้น กลยุทธ์สำคัญของเพื่อไทย คือความพยายามปลุกปั้น อ.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รมว.อุดมศึกษาฯ ให้เป็นจุดขายทางการเมือง จากการรับบทบาทในตำแหน่งงานที่ถนัด คือการนำงานวิจัยบนหิ้งมาทำให้เกิดเป็นรูปธรรมด้านนวัตกรรม
ส่วนกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องรับผิดชอบคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ก่อนหน้านี้ต้องพับแผนการจัดหาปุ๋ยชีวภาพ 6,000 ล้าน ก็เบนเข็มเตรียมผลักดันโซลาร์เซลล์ชลประทาน ให้เกษตรกรใช้สำหรับเครื่องสูบน้ำและผลิตไฟฟ้า
ไอเดียสอดคล้องกับค่ายน้ำเงินไม่น้อย ที่เริ่มมีการโยนหินถามทาง ในการออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่คุ้มกับการเพาะปลูก เปลี่ยนที่ดินให้เอกชนเช่า ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ผลิตไฟฟ้าสะอาดป้อนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ถ้าดันให้เกิดขึ้นจริง ชาวบ้านคงแฮปปี้ มีรายได้สม่ำเสมอ
ฟากฝั่งภูมิใจไทย ที่เจอสถานการณ์ผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง บังคับให้ต้องปรับโฉมคนละครึ่ง พลัส 50:50 มาเป็น ไทยช่วยไทย พลัส 60:40 ด้วยเม็ดเงินส่วนแรกจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แจกสิทธิให้ประชาชนสูงถึง 30 ล้านคน
ชอตนี้ของค่ายภูมิใจไทย ได้หลายเด้ง เด้งแรก ช่วยแก้วิกฤติค่าครองชีพ เด้งสอง กระตุ้นเศรษฐกิจ เด้งสาม อานิสงส์ความนิยมทางการเมืองเพิ่ม เหมือนกรณีการเพิ่มเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดือนละ 300 เป็น 1,000 บาท นาน 4 เดือน แม้จะกู้มาแจกก็ตาม
อีกโครงการที่รัฐบาลหวังผลกับคนชั้นกลางค่อนไปล่าง คือ รถเก่าแลกรถใหม่ EV ที่อยู่ระหว่างพิจารณาปรับรูปแบบเงื่อนไข ก็ถูกมองเป็นอีกนโยบาย สไตล์ลด แลก แจก แถม ซึ่งผู้ได้ประโยชน์ มีมากกว่าประชาชนแน่นอน
รวมถึงมาตรการการโอนสิทธิ์บริหารจัดการ“รถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย” มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่เตรียมเสนอ ครม.เร็วๆ นี้ เพื่อบริหารจัดการ และกำหนดอัตราค่าโดยสารใหม่แบบตลอดสาย ในลักษณะตั๋วร่วม ค่าโดยสารเริ่มต้นระยะแรก 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาท เมื่อเดินทางเชื่อมต่อข้ามทุกแพลตฟอร์มรวมกัน พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามจัดเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน จัดเก็บเพียงครั้งเดียวตลอดการเดินทาง
แม้แนวคิดจะคล้ายกับของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่เคยชูโมเดลซื้อสัมปทานรถไฟฟ้าคืนจากเอกชน เพื่อผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย โครงการนี้ หากรัฐบาลปัจจุบันทำสำเร็จ ก็อาจส่งผลต่อการขยายฐานเสียงในกทม. และปริมณฑล ไม่มากก็น้อย
อีกโครงการที่รัฐบาลผลักดัน คือ โครงการอาสาพยาบาลชุมชน หรือ อสพ. โดยมีแผนเปิดรับสมัคร 10,000 คน ในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี 2569 เพื่อดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง แม่และเด็ก ผู้ป่วยสุขภาพจิต เงื่อนไขผู้จะสมัครอายุระหว่าง 22-70 ปี จบ ป.ตรี
โครงการนี้ก็อาจถูกตั้งข้อสังเกตได้ว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว คือสร้างงานสร้างอาชีพ กลุ่มเป้าหมายเปราะบางได้รับการดูแล แต่ไม่แคล้วจะถูกตั้งข้อสังเกตว่า กำลังยกระดับหัวคะแนนพลัสหรือไม่ ต่อยอดจากกลุ่ม อสม.หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ที่ถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญของเครือข่ายทางการเมืองในระบอบสีน้ำเงิน
หรือแม้แต่โครงการ TH-AI Passport วงเงินกว่า 1,600 ล้าน ก็ถูกมองว่า ได้อานิสงส์ทางการเมืองต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่พอสมควร เพียงแต่เบื้องหน้าเบื้องหลังงานนี้ หลายฝ่ายมองว่า มีอะไรไม่ชอบมาพากลค่อนข้างมาก การเดินหน้าจึงอาจไม่ราบรื่นนัก
จะเห็นได้ว่า หลายนโยบายที่ทุ่มทรัพยากรให้ประชาชน ทั้งทางตรง ทางอ้อม เป้าหมายสำคัญอีกอย่าง คือผลลัพธ์ทางการเมือง รอบนี้หลายโครงการจึงถูกจับตาค่อนข้างมากว่า กระจายทั่วถึงแทบทุกกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียรอบตัวผู้มีอำนาจ


