กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงองค์กรอิสระทันที พลันที่มีรายงานว่า “แสวง บุญมี” อาจต้องพ้นจากเก้าอี้ "เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง" (กกต.) หลังผ่านการสรรหา และดำรงตำแหน่งมายาวนานราว 4 ปี นับตั้งแต่ผ่านการคัดเลือกโดยคณะกรรมการ กกต.เมื่อปี 2565 (หมดวาระตามสัญญาจ้างต้นปี 2570)
สาเหตุที่อาจทำให้ “แสวง” ต้องพ้นตำแหน่งเลขาฯ กกต.เนื่องจาก ไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงาน เนื่องจากได้คะแนนต่ำกว่าร้อยละ 60 โดยคณะกรรมการ กกต.ชุดเดิม เมื่อครั้ง “อิทธิพร บุญประคอง” เป็นประธาน กกต.
ทั้งนี้ตาม พ.ร.ป.กกต. มาตรา 56 ได้กำหนดเงื่อนไขการพ้นตำแหน่งของเลขาธิการ กกต. ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาจ้าง ซึ่งต้องผ่านเกณฑ์การประเมินร้อยละ 60 ขึ้นไปในทุกปี
กรณี “แสวง” นั้น คณะกรรมการ กกต.ชุดที่มี “อิทธิพร บุญประคอง” เป็นประธาน กกต. มี สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ ปกรณ์ มหรรณพ เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ชาย นครชัย สิทธิโชค อินทรวิเศษ และฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ เป็นกรรมการ กกต. ได้ประเมินผลงานของเขาในปี 2568 ไม่ผ่านเกณฑ์การปฏิบัติงาน โดยมีผลคะแนนต่ำกว่าร้อยละ 60 หมายความว่า ไม่บรรลุเป้าหมายตามเงื่อนไขในสัญญาจ้าง ทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง และยกเลิกสัญญาจ้างตามระเบียบ
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันผลการประเมินของ “แสวง” ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การปฏิบัติงานดังกล่าว นับตั้งแต่ปี 2568 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการนำเสนอเรื่องต่อที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ จนกระทั่งเปลี่ยนมาเป็น กกต.ชุดใหม่ ที่มี “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ซึ่งผ่านความเห็นชอบจาก สว.ชุดใหม่ เป็นประธาน กกต.
ความคืบหน้าเรื่องนี้ กกต.ชุดเดิมที่มี “อิทธิพร” เป็นประธาน กกต.ได้ส่งเอกสารผลการลงคะแนนประเมิน “แสวง” แล้ว 6 คน ยังขาดเอกสารจาก “ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ” ที่ยังไม่ได้ส่งมา ทำให้ขณะนี้สำนักงาน กกต.กำลังอยู่ระหว่างติดตามข้อมูลดังกล่าว
ทั้งนี้ หากได้เอกสารมาครบถ้วนแล้ว จะสรุปเรื่อง เสนอที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ เพื่อพิจารณารับทราบ และให้ “แสวง” พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ กกต.ตามระเบียบต่อไป โดยคาดว่าจะเสนอเรื่องได้ภายในเดือน มิ.ย. 2569
เบื้องต้น กรุงเทพธุรกิจ พยายามติดต่อไปยัง “อิทธิพร บุญประคอง” ในฐานะอดีตประธาน กกต.ที่ประเมินผลงานดังกล่าว รวมถึง “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. เพื่อขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องนี้หลายครั้ง แต่ไม่สามารถติดต่อได้
ประเด็นที่น่าสนใจ “แสวง” ถือเป็นเลขาธิการ กกต.คนที่ 2 ในรอบ 10 ปี ที่ส่อแววต้องพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากถูก “เลิกจ้าง” เนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผลงาน โดยคนล่าสุดก่อนหน้านี้คือ “ภุชงค์ นุตราวงศ์” อดีตรองเลขา กกต.ที่เข้ามาสมัครเป็นเลขา กกต.และได้รับตำแหน่งเมื่อปี 2555 โดยถือเป็น “ลูกหม้อ” คนแรกขององค์กรที่ได้เป็นเลขาธิการฯ
ต่อมาว่ากันว่าเกิดรอยร้าวความไม่ลงรอยกันระหว่าง “ภุชงค์” กับ “กกต.” คนหนึ่ง ส่งผลให้ในปี 2558 ที่ประชุม กกต.มีมติ “เลิกจ้าง” ภุชงค์ ทำให้เขาต้องพ้นจากตำแหน่งไป
กลับมาที่กรณี “แสวง บุญมี” เป็นหนึ่งในลูกหม้อของสำนักงาน กกต.เช่นเดียวกัน เริ่มมีบทบาทสำคัญในสำนักงานฯ ตั้งแต่เป็นรองเลขาธิการ กกต.ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา โดยในยุคนั้นบทบาทการทำงานของ กกต.ยังยึดตาม “กฎหมายเก่า” กล่าวคือ คณะกรรมการ กกต.มีจำนวน 5 คน แต่ละคนแบ่งสายการทำงานตาม กกต.แต่ละคน
กระทั่งรัฐธรรมนูญปี 2560 บังคับใช้ พร้อมด้วยกฎหมาย กกต.ฉบับใหม่ มีการเพิ่ม กกต.เป็น 7 คน ทำหน้าที่ลักษณะ “บอร์ด” ไว้ลงมติต่างๆ ตามที่ “นายทะเบียนพรรคการเมือง” ซึ่งมีเลขาธิการ กกต.เป็นโดยตำแหน่ง คอยเสิร์ฟวาระแทน
"ประวัติส่วนตัว แสวง" จบปริญญาตรี 2 ใบจาก ม.รามคำแหง ในสาขารัฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) และนิติศาสตร์ ต่อมาเรียนปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชาการปกครอง ม.ธรรมศาสตร์ ต่อ เคยคลุกคลีอยู่ในแวดวง "ฝ่ายนิติบัญญัติ" มาแล้วหลายคณะ หนึ่งในนั้นคือ หัวหน้าฝ่ายเลขานุการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ยุค "อุทัย พิมพ์ใจชน" เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 มาแล้ว
สำหรับ บทบาทหน้าที่ใน สำนักงาน กกต. มาทางด้าน “สายปราบปราม” มาโดยตลอด เคยดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักสืบสวนสอบสวน และวินิจฉัยที่ 3 และที่ 5 ก่อนจะขึ้นรองเลขาธิการ กกต.สายสืบสวนสอบสวน อยู่เบื้องหลังทำงานด้านการปราบปรามการทุจริตในการเลือกตั้งมาอย่างโชกโชน
ต่อมาหลังจาก พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการ กกต.เมื่อปลายปี 2564 เพื่อไปดำรงตำแหน่ง สว. (ยุค 250 สว.) ทำให้ “แสวง” ยื่นใบสมัครเป็นเลขาธิการ กกต. มีบอร์ด กกต.เป็นคนเลือก และสุดท้ายได้ไฟเขียวนั่งเก้าอี้ตัวนี้ในช่วงต้นปี 2565 โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี (หมดวาระต้นปี 2570)
ขณะเดียวกันตัวเขาก็เรียกได้ว่า มีคอนเนกชั่นไม่ธรรมดา ตั้งแต่สมัยเป็น “รองเลขาฯ” ก็ขึ้นมามีบทบาทสำคัญ ในการตรวจสอบคดีทางการเมืองต่าง ๆ และถูกจับตาจาก “คนใหญ่ตึกไทยคู่ฟ้า-บ้านใหญ่ป่ารอยต่อฯ” มาโดยตลอด
แถมตัวเขายังมีสายสัมพันธ์อันดีกับหลายพรรค-หลายกลุ่มการเมือง ทำให้การประสานงานด้านต่าง ๆ ไม่มีปัญหา
นอกจากนี้ว่ากันว่ายังมีแรงหนุนจาก “คนใหญ่อีสานใต้” ทำให้ชื่อเขาเข้าวินเป็นเลขา กกต.
ประเด็นที่น่าสนใจ ภายหลังเกิดกรณี “ฮั้ว สว.” ขึ้น ในช่วงเวลา “บางพรรค” ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ากำลังสถาปนา “ระบอบสีน้ำเงิน” ขึ้นมาในสังคมการเมืองไทย สาธารณชนและหลายพรรคการเมืองต่างพุ่งเป้าไปที่ “แสวง” แทบจะทันที เนื่องจากตัวเขาเองเป็น “คนบุรีรัมย์” และเขาให้สัมภาษณ์ยอมรับเองเมื่อ 11 ก.ย. 2568 ว่า “ผมคนบุรีรัมย์ครับ”
แต่เขาตอบคำถามที่ถูกสื่อซักต่อมาถึงกรณี คนบุรีรัมย์จะอาจจะช่วยเหลือคนบุรีรัมย์ด้วยกันหรือไม่ ว่า เป็นคนบุรีรัมย์ ขอไม่พูดถึงคนอื่น ขอดูแลเฉพาะงานตัวเองว่าไปตามข้อเท็จจริงและกฎหมาย ความยุติธรรมมีองค์ประกอบ 3-4 เรื่อง ได้แก่ขั้นตอน เวลา การได้รับปฏิบัติอย่างเป็นธรรม และข้อเท็จจริงที่รวบรวมได้ เวลาพิจารณาแล้วคำนึงทุกเรื่อง
“แสวง” ถือเป็นหนึ่งในคนที่มีบทบาทสูง เนื่องจากเป็นเลขาธิการ กกต.และเป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองโดยตำแหน่ง มีหน้าที่ชงวาระต่าง รวมถึงเสนอความเห็นแก่ที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่
โดย “คดีฮั้ว สว.” สำนักงานฯ มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ขึ้นมาไต่สวนใช้เวลาราว 2 ปี ก่อนจะมีบทสรุปแจ้งข้อกล่าวหาบุคคล 229 คน โดยในจำนวนนี้มี สว.ชุดปัจจุบัน และ “บิ๊กเนม-นักเลือกตั้ง” หลายสิบคน ที่สำคัญปัจจุบันคนเหล่านี้กว่า 10 คน นั่งแท่นเป็น “รัฐมนตรี” ใน ครม.ชุดปัจจุบัน
ทว่า “คดีฮั้ว สว.” กลับมีการ “ยื้อเวลา” ไปมา มีการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 กระทั่งมีกระแสข่าวว่า คณะอนุกรรมการฯชุดดังกล่าว มีมติ 5 ต่อ 2 วินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหา “คดีฮั้ว สว.” ทั้ง 229 คน ไม่มีความผิดในเรื่องนี้ และชงเรื่องให้กับ “เลขาธิการ กกต.” คนปัจจุบันไปแล้ว
ความคืบหน้าเรื่องนี้ “แสวง” ให้สัมภาษณ์เมื่อ 8 พ.ค. 2569 ว่า สำนักงาน กกต.ได้ส่งเอกสารกว่า 9 หมื่นหน้า ทุกอย่างถึง กกต.ชุดใหญ่ตั้งแต่สิ้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากนี้ต้องดูว่า กกต. จะพิจารณาอย่างไร ใช้เวลาเท่าไร สำนักงานฯจะรายงานผลให้ทราบเป็นระยะ
ไม่ใช่แค่กรณี “ฮั้ว สว.” เท่านั้น ยังมีกรณีการจัดเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ที่ทำเอา กกต.เป็น “ตำบลกระสุนตก” อย่างหนัก ทั้งกระบวนการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าที่เกิดปัญหาผิดพลาดหลายอย่าง รวมไปถึงการใช้บัตรเลือกตั้งที่ปรากฏ “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” ส่อทำให้การเลือกตั้งดังกล่าวไม่เป็นไปโดยลับตามรัฐธรรมนูญ เรื่องถึงชั้นการไต่สวนในศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในตอนนี้
นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการเปิดเผยผลคะแนนการเลือกตั้ง ที่กินระยะเวลายาวนาน มีหลายเขตที่ผลคะแนนเลือกตั้งไม่ตรงกัน ทำให้ในช่วงเวลาดังกล่าวตัวเขา “เก็บตัวเงียบ” ก่อนจะกลับมาพบเจอสื่ออีกครั้งหลังผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ไปนานนับเดือน
ทั้งหมดคือฉากชีวิตของชายชื่อ “แสวง บุญมี” จากลูกหม้อ กกต. ขึ้นชั้นเลขาธิการ กกต. กระทั่งกลายเป็นเลขาฯคนที่ 2 ในรอบ 10 ปี ที่ไม่ผ่านการประเมินผลงาน และส่อแววถูกเลิกจ้างในตอนนี้ ส่วนเหตุผลเบื้องลึกฉากหลังคืออะไร รอติดตามกันต่อไป

