วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน 2569

Login
Login

'ภท.' แจง ถอนชื่อหนุนร่างแก้รธน. พท. ไม่กระทบสัมพันธ์พรรคร่วม

'ภท.' แจง ถอนชื่อหนุนร่างแก้รธน. พท. ไม่กระทบสัมพันธ์พรรคร่วม

“นิกร” แจง ให้ สส.ภท. ถอนชื่อหนุนนร่างแก้รธน. พท. เหตุแย้งหลักการ มั่นใจไม่กระทบสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาล ยืนยันร่างแก้รธน.ภท. ไม่ผูกขาด ให้มีเวทีฟังความเเห็นปชช. 1 ปี

ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงต่อกรณีที่มติของที่ประชุมพรรรค ให้สส.ภูมิใจไทย ถอนการร่วมชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ของพรรคเพื่อไทย ว่า  หลังจากที่ได้พิจารณาเนื้อหาของพรรคเพื่อไทยแล้ว กังวลว่าจะขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรมนูญ 18/2568  เนื่องจากพรรคเพื่อไทยกำหนดให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากประชาชนเลือกตั้ง 300 คน แม้จะส่งให้รัฐสภาเลือกเหลือ 100 คน แต่ในทางปฏิบัติแล้วอาจมีปัญหา โดยเฉพาะอำนาจระหว่างรัฐสภากับประชาชน ขณะเดียวกันพรรคภูมิใจไทยได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ซึ่งยึดถือหลักการตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ดังนั้นหากสส.ของพรรคร่วมสนับสนุนร่างฉบับอื่นที่ส่อขัดกับคำวินิจฉัยอาจถูกมองว่าไม่ตรงไปตรงมาหรือไม่ชัดเจน ดังนั้นเมื่อฉบับของพรรคเพื่อไทยมีปัญหาขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงขอให้สส.ที่ร่วมลงชื่อถอนชื่อ อีกทั้งในฐานะที่พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคแกนนำต้องระมัดระวัง ไม่ให้มีประเด็นสุ่มเสี่ยงที่กระทบเสถียรภาพ

“โดยพฤตินัยตีความเชิงลึกทางปฏิบัติ เกิดภาวะที่รัฐสภาเลือก สสร. ที่อยู่ลำดับอื่นไม่ได้ ต้องเลือกคนที่ได้ลำดับหนึ่งจากจังหวัดต่างๆ  นอกจากนั้นยังมีปัญหาในเชิงเหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยลำดับชั้นอำนาจของรัฐสภา เจตจำนงของประชาชน กับความสัมพันธ์กับ สสร. มีปัญหาว่าอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญของรัฐสภา มีปัญหาระหว่างกัน อำนาจจะยันกัน อย่างไรก็ดีทราบว่าแม้สส.ภูมิใจไทย ถอนชื่อ พรรคเพื่อไทยยังมีเสียงเกิน 100 เสียงสามารถยื่นร่างแก้ไขได้” นายนิกร กล่าว

นายนิกร กล่าวต่อว่าในแง่ความสัมพันธ์กับประชาชนนั้น ตนมองว่าประชาชนมีส่วนร่วมกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ ผ่านการออกเสียงประชามติ ทั้ง 3 ครั้ง ทั้งครั้งแรกขอความเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ครั้งสองหลังแก้ไขมาตรา 256 และครั้งสามหลังมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงถือว่ามีความผูกผันและให้ประชาชนมีอำนาจเต็ม  พรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ให้สำเร็จ  การยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องไม่ทำให้เกิดการร้องเรียนหรือตีความที่จะทำให้กระบวนการล่าช้า

นายนิกร กล่าวต่อว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับที่สำเร็จเมื่อปี2540 สสร. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ที่ประชาชนยอมรับเพราะรับฟังประชาชนเยอะ โดยในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยกำหนดให้ตั้งกรรมการับฟังความเห็นประชาชนทั่วประเทศ และให้เวลา 1 ปี เพราะแค่รูปแบบที่มาจากเลือกตั้งของประชาชนนั้นไม่พอ

นายนิกรยังกล่าวถึงกรณีที่นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. นัดหมายหารือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ในวันที่ 19 มิ.ย. ว่า การหารือเป็นเรื่องดี แต่การพูดคุยกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใดคนหนึ่งในลักษณะปรึกษาหารือไม่ใช่ข้อสรุปที่เป็นคำวินจิฉัยแบบองค์คณะที่จะมีผลผูกผันกับทุกองค์กร รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญด้วย ดังนั้นภูมิใจไทยจะเดินตามแนวทางของพรรค

เมื่อถามว่ากรณีถอนชื่อสะท้อนว่า พรรคภูมิใจไทยจะปิดประตูเลือกสส.ทางอ้อมหรือไม่ นายนิกร  กล่าวว่า การเสนอร่างที่มีปัญหาอาจทำให้ไม่สำเร็จได้ แม้จะทำให้ดูดี ประชาชนชอบ แต่เราไม่ได้ทำเพื่อหาเสียง แต่ทำเพื่อเกิดขึ้นจริง ที่กำหนดให้ สสร. มาจากประชาชน แต่ทำไม่สำเร็จจะมีประโยชน์อะไร  หรือทำเพื่อหวังผลอื่นจะมีประโยชน์อะไร ทั้งนี้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงผ่านการออกเสียงประชามติได้  แต่การดำเนินการที่ต่อเนื่องคือให้ประชาชนเห็นด้วย คือ ให้ฟังความเห็นประชาชน 1 ปี ซึ่งเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังทันรัฐบาลชุดนี้

“การลงมตินั้น จะยืนยันตามร่างของพรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคอื่นที่ยื่นมานั้น  ยังเห็นไม่ชัดในรายละเอียด ส่วนกรณีของพรรคเพื่อไทยนั้น ไม่ได้แสดงเจตนาปัดตก แต่เพราะเนื้อหามีปัญหา แต่ไม่ต้องห่วง เพราะขณะนี้เขาได้ 189 รายชื่อแล้ว หากถอนออกมา เสียงยังพอความสัมพันธ์ไม่มีปัญหา” นายนิกร กล่าว

เมื่อถามว่ามีคนมองว่าร่างของภูมิใจไทยอาจเกิดปัญหาผูกขาดในสภา นายนิกร กล่าวว่า หากให้เลือกตั้งตรง จะมีคนร้องและโดนคว่ำทันที เพราะเคยมีกรณีที่เกิดขึ้นในปี 2564 เคยมีประเด็นที่ล็อบบี้ไม่ให้โหวตเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ เพราะจะขัดจริยธรรม เนื่องจากเป็นการกระทำที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ไม่ใช่สมัครแล้วให้คนของตัวเองเข้ามา ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเขียนเนื้อหาให้ทุกเสียง ทั้ง เสียงข้างน้อย เสียง สว. ถูกรับฟัง